สงครามต่ออิหร่านไม่ใช่เพียงอีกเหตุการณ์หนึ่งในความขัดแย้งตะวันออกกลาง หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระบบระหว่างประเทศ นั่นคือแก่นความคิดของ “ฟีโอดอร์ ลูคยาโนฟ” บรรณาธิการบริหาร Russia in Global Affairs และประธานสภานโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศรัสเซีย ในบทความที่เผยแพร่ผ่าน RT (2 มี.ค. 69)
เขามองว่า สิ่งที่กำลังถูกทำลายไม่ใช่เพียงอธิปไตยของอิหร่าน แต่คือ “กลไกยับยั้ง” ที่เคยเป็นรากฐานของการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเมื่อกลไกนั้นพังลง โลกจะเข้าสู่ยุคที่เขาเปรียบเปรยว่าเหมือนเกม “รัสเซียนรูเล็ต”
กฎหมายระหว่างประเทศหมดความหมายเชิงสัญลักษณ์
ลูคยาโนฟเปรียบเทียบกับกรณีอิรักปี 2003 แม้สหรัฐฯ จะตัดสินใจบุกอิรัก แต่ก็ยังพยายามขอมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โคลิน พาวเวลล์ ยังต้องยืนถือหลอดทดลองต่อหน้าเวที UN เพื่ออธิบายเหตุผล แม้ข้อกล่าวหาเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงจะล้มเหลวในภายหลัง แต่ “ความพยายามสร้างความชอบธรรม” ยังมีอยู่
วันนี้ แม้แต่พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์นั้นก็หายไป การโจมตีอิหร่านไม่ได้พยายามขอความเห็นชอบจากเวทีระหว่างประเทศ ข้อถกเถียงเกิดขึ้นเพียงภายในสหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ความชอบธรรมภายนอกไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป
การทูตกลายเป็นเครื่องมือพรางตัว
ทั้งสงคราม 12 วันเมื่อปีก่อน และการยกระดับครั้งล่าสุด ล้วนเกิดขึ้นหลังการเจรจาอย่างเข้มข้น ประเด็นนิวเคลียร์ถูกหยิบยกขึ้นหารือจริงจัง แต่การเจรจาไม่เคยถูก “ยุติ” อย่างเป็นทางการ ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารจะเริ่มต้น
สำหรับอิสราเอล ลูคยาโนฟมองว่านี่สอดคล้องกับจุดยืนที่ไม่เคยปิดบังว่า ต้องการทำลายระบอบการปกครองอิหร่าน แต่ในกรณีของสหรัฐฯ เขาเห็นว่าการใช้การเจรจาเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อลดการระวังตัวของอีกฝ่าย
บทเรียนสำหรับประเทศที่กำลังเจรจากับวอชิงตันคืออะไร คำตอบของเขาชัดเจน “อย่าเชื่อกระบวนการ” สิ่งเดียวที่เชื่อได้คือพลังของตนเอง
การสังหารผู้นำรัฐ: เส้นแบ่งใหม่ของโลกการเมือง
ลูคยาโนฟชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีมูอัมมาร์ กัดดาฟี ที่ผู้นำของรัฐอธิปไตยถูกสังหารโดยปฏิบัติการเจาะจงจากรัฐอื่น และถูกเสนอในฐานะ “ความสำเร็จเชิงบวก”
ต่างจากซัดดัม ฮุสเซน ที่ถูกประหารโดยกระบวนการศาลภายในประเทศ หรือลิเบียที่ล่มสลายจากความแตกแยกภายใน กรณีนี้คือแบบจำลองเดียวกับที่อิสราเอลใช้กับผู้นำฮิซบุลเลาะห์และฮามาส และได้รับการสนับสนุนจากวอชิงตัน
รัฐหนึ่งสังหารผู้นำของอีกรัฐโดยตรง กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่
โลกที่ไร้กรอบยับยั้ง
ลูคยาโนฟมองว่า กรอบยับยั้งที่สืบทอดมาจากยุคหลังสงครามโลกกำลังถูกทิ้ง ความชอบธรรมของรัฐไม่ได้ตั้งอยู่บนการรับรองตามกฎหมายอีกต่อไป แต่ขึ้นกับสถานการณ์และเจตจำนงของผู้มีอำนาจ
โลกจึงเริ่มคล้ายเกมรัสเซียนรูเล็ต การละเมิดกฎเคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ยังมี “กรอบ” คอยจำกัด วันนี้กรอบเหล่านั้นกำลังหายไป
ทางเลือกที่เหลืออยู่
สำหรับประเทศที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นคู่แข่ง เขาเห็นว่ามีเพียงสองทางเลือก
หนึ่ง ยอมจำนน
สอง เตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ที่กำหนดด้วยกำลัง
และเมื่อความรู้สึกว่า “ไม่มีอะไรจะเสีย” แพร่กระจาย อาวุธขั้นสุดท้าย ไม่ว่าจะในเชิงรูปธรรมหรือเชิงสัญลักษณ์ ก็อาจถูกทำให้ชอบธรรมมากขึ้น
บทเรียนจากอิรัก
การบุกอิรักปี 2003 ทำลายระเบียบตะวันออกกลางหลังสงครามเย็น ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามกับที่วอชิงตันคาดหวัง อำนาจกระจัดกระจาย ความไม่มั่นคงแพร่กระจาย และอิหร่านกลับแข็งแกร่งขึ้นจากซากอิรัก
หากอิหร่านถูกเปลี่ยนแปลงผ่านกำลังทหารอีกครั้ง ภูมิภาคจะเข้าสู่เฟสใหม่ที่ยากต่อการคาดเดา
ลูคยาโนฟสรุปว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การบีบบังคับและกำลังดิบกลายเป็นศูนย์กลางของการเมืองระหว่างประเทศ เหตุผลเชิงศีลธรรมและอุดมการณ์ไม่จำเป็นอีกต่อไป








