ท่ามกลางการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน กระแส “ควรเชียร์หรือไม่เชียร์อิหร่าน” ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมมุสลิมไทยระดับหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา

บางคนสรุปสั้นๆ ว่า “หมาสองตัวกัดกัน ไม่จำเป็นต้องเชียร์ใคร”

ขณะที่มีผู้ซึ่งอ้างตัวเป็นนักการศาสนาคนหนึ่งถึงกับขอพรให้โดนัลด์ ทรัมป์และสหรัฐได้รับชัยชนะ โดยมองว่าการโจมตีอิหร่านคือการ “กวาดล้างผู้หลงออกจากศาสนา”

อีกด้านหนึ่ง มีการแชร์คลิปของผู้บรรยายศาสนาอีกคนหนึ่งที่เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีทางที่ชีอะห์จะช่วยซุนนี มีแต่เป็นลาให้ยิวขี่มาฆ่าซุนนี”

เมื่อเห็นคำพูดทำนองนี้ ความรู้สึกกลับแบ่งออกเป็นสองด้าน หนึ่งคือรู้สึกทุเรศกับคำพูดเหล่านั้น แต่อีกด้านกลับรู้สึกเฉยอย่างประหลาด

เพราะถ้อยคำลักษณะนี้ แทบไม่ได้มีน้ำหนักต่อความเป็นจริงของโลกมุสลิมเท่าใดนัก

และเมื่อมองออกไปนอกวงสนทนาเล็กๆเหล่านี้ จะเห็นว่ามุสลิมไทยจำนวนไม่น้อยที่มีวิจารณญาณ มีความรู้ และมีความเป็นอิสระทางความคิด โดยไม่ได้มองโลกผ่านกรอบแคบแบบนี้อีกแล้ว

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากลองมองออกไปยังสังคมอาหรับจริงๆ โดยเฉพาะเสียงของ “ประชาชน” ที่ไม่ใช่เสียงของรัฐ ภาพที่เห็นกลับแตกต่างจากการถกเถียงเรื่องนิกายในไทยอย่างมาก

ในข่าวและคลิปเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ที่ถูกเผยแพร่โดยสื่ออาหรับ เราจะเห็นความคิดเห็นจำนวนมากที่สะท้อนความเข้าใจต่อการต่อสู้ของอิหร่าน บางครั้งถึงขั้นชื่นชมด้วยซ้ำ แม้ผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยจะเป็นชาวซุนนี

ตัวอย่างหนึ่งคือคลิปที่สำนักข่าวอัลจาซีรา เพิ่งเผยแพร่ ซึ่งเป็นภาพขีปนาวุธคลัสเตอร์ของอิหร่านที่โจมตีหลายเมืองของอิสราเอล

ใต้คลิปดังกล่าว มีความคิดเห็นของชาวอาหรับจำนวนมาก เช่น

Hatem T’l “ภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงซูเราะฮ์อัลฟีล และพระองค์ทรงส่งฝูงนกอาบาบีลลงมาเหนือพวกเขา”

Ammar Al-Haideri “ศักดิ์ศรีไม่ใช่สิ่งที่ซื้อหรือขายได้ มันต้องเติบโตมากับตัวคุณตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โอ้อัลเลาะห์ โปรดประทานชัยชนะให้แก่อิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ และอิหร่านแห่งศักดิ์ศรี”

Hamza Bourahla “แม้จะมีความแตกต่างกันในนิกายและความเชื่อ แต่ทุกคนที่ยืนหยัดและสละชีวิตในการต่อสู้กับอเมริกาและอิสราเอล คือวีรบุรุษที่สมควรได้รับความเคารพและการยกย่อง”

Ali Al-Anazi “หากจะตะโกน ก็จงให้เสียงนั้นได้ยิน หากจะโจมตี ก็จงให้มันเจ็บปวด โอ้อัลลอฮ์ โปรดทำให้การยิงของพวกเขาแม่นยำ และทำให้ย่างก้าวของพวกเขามั่นคง”

อีกความเห็นหนึ่งเขียนว่า

“ร่างกายอาจจากไปได้ แต่หลักการไม่อาจถูกฝังกลบ เมื่อเลือดถูกหลั่งเพื่อหนทางของอัลลอฮ์ มันจะกลายเป็นประภาคารที่ไม่มีวันดับ”

Iyad Darras Tarifi “อิหร่านคือต้นไม้ที่ออกผล ซึ่งจะเติบโตได้เฉพาะในหัวใจของผู้มีเกียรติเท่านั้น”

บางคนเขียนชัดเจนยิ่งกว่านั้นว่า

“การต่อสู้ครั้งชี้ขาดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และวันนี้อิหร่านเป็นตัวแทนของกองทัพของมุสลิม ใครที่ไม่สามารถต่อสู้ด้วยดาบ ก็จงต่อสู้ด้วยถ้อยคำของตน ขออัลลอฮ์ประทานชัยชนะให้แก่สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน”

หรือคอมเมนต์หนึ่งที่สะท้อนอารมณ์ของชาวปาเลสไตน์อย่างลึกซึ้ง

Anis Al-Fardi Al-Yafii “สิ่งที่ดีที่สุดในภาพนี้คือ เด็กๆและเยาวชนชาวปาเลสไตน์กำลังดีใจกับดวงดาวที่เคลื่อนไหวบนท้องฟ้าของพวกเขา”

แน่นอน ความคิดเห็นเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าชาวอาหรับทั้งหมดสนับสนุนอิหร่าน

แต่สิ่งที่มันสะท้อนอย่างชัดเจนคือ สำหรับประชาชนจำนวนมากในโลกอาหรับ การแบ่งนิกายไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับคำถามว่า “ใครกำลังเผชิญหน้ากับอิสราเอล และใครกำลังยืนอยู่ข้างปาเลสไตน์”

นี่คือเหตุผลที่ในอดีต ขบวนการ “ฮิซบุลเลาะห์” ในเลบานอน ซึ่งเป็นชีอะห์ กลับกลายเป็น “ฮีโร่” ของชาวอาหรับจำนวนมาก หลังสงครามกับอิสราเอลในปี 2006

ในสงครามครั้งนั้น ฮิซบุลเลาะห์สามารถต่อต้านกองทัพอิสราเอลได้เป็นเวลา 34 วัน และสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกองทัพที่ถูกมองว่าแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

แม้หลายรัฐบาลอาหรับจะวิจารณ์ฮิซบุลเลาะห์ แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนมากในภูมิภาค ผู้นำของพวกเขา “ฮะซัน นัศรุลเลาะห์” กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้าน

หนึ่งในคำพูดที่เขาย้ำซ้ำๆคือ “ระหว่างความอัปยศกับเกียรติยศ เราจะไม่มีวันเลือกความอัปยศ”

หรือถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิดเดียวกันกับคำประกาศของอิมามฮุเซนในประวัติศาสตร์อิสลาม “ความอัปยศนั้นไกลจากเรา”

ดังนั้น ไม่ว่าผลของการต่อสู้ของอิหร่านในวันนี้จะลงเอยอย่างไร แม้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คืออิหร่านพ่ายแพ้ หรือแม้แต่ล่มสลาย โลกก็จะจดจำสิ่งหนึ่งไว้เสมอ ว่ามีประเทศหนึ่งที่ยืนท้าทายอำนาจของอเมริกาและอิสราเอล โดยไม่ยอมคุกเข่า

และหากวันหนึ่ง อิหร่านและแกนแห่งการต่อต้านในเลบานอน ซีเรีย หรืออิรัก ถูกทำลายลงไปจริงๆ ประวัติศาสตร์ก็คงจะบันทึกไว้เช่นกันว่า จุดเริ่มต้นของมันเกิดขึ้นหลัง 7 ตุลาคม

เมื่อพวกเขาเข้าไปช่วยเหลือฮามาสและปาเลสไตน์ ในวันที่รัฐอาหรับจำนวนมากหันหลังให้พวกเขา

จากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะอยู่หรือจะตาย พวกเขาก็ยังสามารถเงยหน้า ไม่อายฟ้า ก้มหน้า ไม่อายดิน

เพราะสำหรับพวกเขา ทางเลือกมีเพียงสองทาง ระหว่าง “ศักดิ์ศรี” กับ “ความอัปยศ” และพวกเขาเลือกแล้วว่าจะเดินไปทางไหน

ส่วนคนที่ยังคงติดอยู่กับการมองโลกผ่านอคติทางนิกาย ผ่านความไม่รู้ หรือผ่านกรอบความคิดที่คับแคบ ประวัติศาสตร์ก็คงจะเดินผ่านพวกเขาไปเงียบๆ

โดยแทบไม่ต้องจดจำอะไรเลย.