สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ซับซ้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้การยิงขีปนาวุธจะดำเนินต่อเนื่องแทบทุกวัน แต่ข้อมูลล่าสุดจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ชี้ว่า สิ่งที่เห็นในสนามรบจนถึงตอนนี้อาจยังไม่ใช่ศักยภาพสูงสุดของเตหะราน
การโจมตีด้วยขีปนาวุธจำนวนมากที่โลกเห็นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อาจเป็นเพียง “ระยะเตรียมสนาม” มากกว่าการใช้กำลังสูงสุดของอิหร่าน
ดูเสมือนว่าอิหร่านกำลัง “เก็บไพ่ใบใหญ่” ไว้สำหรับช่วงถัดไปของสงครามหรือไม่ และสงครามกำลังเดินไปสู่ช่วงที่รุนแรงกว่านี้หรือไม่
สัญญาณจากปฏิบัติการ “True Promise 4”
ในการโจมตีระลอกที่ 28 ของปฏิบัติการ “สัญญาที่แท้จริง 4” ล่าสุดวันนี้ (8 มี.ค. 69) สำนักข่าวตัสนีมรายงานตามแถลงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า อิหร่านใช้ขีปนาวุธหลายรุ่น เช่น “กอดร์” (Qadr) “อิมาด” (Emad) และ “คัยบัรเชกัน” (Kheibar Shekan)
ขีปนาวุธเหล่านี้ถือว่าเป็นระบบที่ทันสมัยกว่ารุ่นพื้นฐาน โดยหัวรบมีน้ำหนักตั้งแต่ประมาณ 500–750 กก. ขณะที่ คัยบัรเชกัน มีพิสัยยิงประมาณ 1,450 กิโลเมตร และมีความสามารถในการหลบหลีกในช่วงท้ายก่อนกระทบเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม โฆษก IRGC พลจัตวา อาลี โมฮัมหมัด นาอีนี กล่าวไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าว่า ขีปนาวุธที่ใช้จนถึงตอนนี้ “ส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่นแรกและรุ่นที่สอง”
คำแถลงนี้มีนัยสำคัญ เพราะเขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะต่อไป อิหร่านจะใช้ “รูปแบบการโจมตีใหม่” ที่อาศัยขีปนาวุธที่ก้าวหน้ากว่า ใช้จำนวนน้อยลง แต่มีพิสัยไกลกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาวุธที่โลกเห็นจนถึงตอนนี้อาจยังไม่ใช่สิ่งที่อิหร่านถือว่าเป็นขีดความสามารถสูงสุดของตน
โครงสร้างคลังขีปนาวุธของอิหร่าน
หากพิจารณาโครงสร้างกำลังขีปนาวุธของอิหร่านโดยรวม สามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลักตามระดับความสามารถ
-
กลุ่มที่หนึ่ง: คลังจำนวนมหาศาล
ขีปนาวุธในกลุ่ม ชะฮาบ กิยาม ฟาเตห์ และซัลซัล ถือเป็นระบบรุ่นเก่าที่สุดของอิหร่าน
ข้อจำกัดของกลุ่มนี้อยู่ที่พิสัย ความเร็ว และเทคโนโลยี ทำให้ระบบป้องกันของอิสราเอลสามารถสกัดได้ง่ายกว่า
ด้วยเหตุนี้ อิหร่านจึงแทบไม่ใช้กลุ่มนี้โจมตีอิสราเอลโดยตรง แต่เลือกใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียแทน
เหตุผลสำคัญมีสองประการ
ประการแรก ระยะทางใกล้กว่า
ประการที่สอง อิหร่านผลิตขีปนาวุธกลุ่มนี้ไว้จำนวนมหาศาลหลายหมื่นลูก การใช้งานในสนามรบจึงช่วย “ระบายสต็อกเก่า” และเปิดทางให้ปรับปรุงคลังอาวุธให้ทันสมัยขึ้น
ในเชิงยุทธศาสตร์ การยิงจำนวนมากยังมีผลทางจิตวิทยาและเทคนิค เพราะแม้ระบบป้องกันจะสกัดได้ส่วนใหญ่ แต่หากเพียง 20–25% สามารถทะลุแนวป้องกันได้ ก็เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายต่อฐานทัพได้แล้ว
มีรายงานจากหลายฝ่ายว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจริงในช่วงแรกของสงคราม
-
กลุ่มที่สอง: แกนหลักของการโจมตีอิสราเอล
ขีปนาวุธ คัยบัรเชกัน กอดร์ และอิมาด คือระบบที่ทันสมัยกว่ากลุ่มแรกอย่างชัดเจน
ความเร็วของขีปนาวุธในกลุ่มนี้อาจสูงได้ประมาณ 7–10 มัค และหัวรบมีน้ำหนักตั้งแต่ 500 ถึงประมาณ 750 กิโลกรัม
ในอดีต ระบบเรดาร์ของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียสามารถตรวจจับการยิงจากอิหร่านได้เร็วพอที่จะส่งสัญญาณเตือนไปยังอิสราเอล ทำให้อิสราเอลมีเวลาประมาณ 15 นาทีในการเตรียมสกัด
แต่ในช่วงหลังของสงคราม เวลาการเตือนล่วงหน้าดูเหมือนจะลดลงอย่างมาก
บางรายงานระบุว่าเหลือน้อยกว่าหนึ่งนาที และบางครั้งแทบไม่มีการเตือนเลย
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า การโจมตีฐานทัพและเรดาร์ของสหรัฐในภูมิภาค อาจส่งผลต่อความสามารถของอิสราเอลในการรับมือกับขีปนาวุธ
ปัจจุบัน IRGC ใช้ขีปนาวุธกลุ่มนี้เป็นแกนหลักในการโจมตีอิสราเอล รวมถึงรุ่นที่ติดตั้งหัวรบแบบแตกกระจายหรือคลัสเตอร์ ซึ่งปรากฏในคลิปการโจมตีหลายครั้ง
-
กลุ่มที่สาม: “ของหนัก” ที่ยังไม่ถูกใช้
ขีปนาวุธ คอร์รัมชาห์ร 4 ซิจญีล ฟัตตาห์ และฮัจญ์กอเซ็ม ถือเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดของอิหร่าน
ระบบเหล่านี้มีความเร็วระดับเหนือเสียงสูงมาก บางการประเมินระบุว่าอาจสูงอาจเกิน 10 มัค และในบางระบบเช่น Fattah ถูกอ้างว่าอาจสูงกว่านั้น หัวรบสามารถหนักได้ถึงประมาณ 1,500 กิโลกรัม และมีความสามารถในการหลบหลีกสูง
ในทางทฤษฎี อาวุธเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “อาวุธยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์”
แต่จนถึงขณะนี้ ยังแทบไม่มีหลักฐานว่าถูกนำมาใช้ในสงครามครั้งนี้อย่างจริงจัง
นั่นทำให้เกิดข้อสรุปชั่วคราวว่า อิหร่านยังคงเก็บขีปนาวุธระดับสูงสุดไว้เป็น “ไพ่ใบสุดท้าย”
เป้าหมายแรกของอิหร่าน: ทำลายเครือข่ายป้องกันของสหรัฐ
ยุทธศาสตร์ของอิหร่านในระยะแรกของสงครามดูเหมือนจะเน้นไปที่การโจมตี เครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการของสหรัฐในภูมิภาค
เครือข่ายนี้ไม่ได้มีเพียงระบบป้องกันขีปนาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึง
เรดาร์ตรวจจับระยะไกล
ระบบข่าวกรองและสอดแนม
สงครามอิเล็กทรอนิกส์
ระบบสื่อสารข้อมูลการรบ
ในอดีต โครงสร้างเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้อิสราเอล
เมื่อมีการยิงขีปนาวุธจากอิหร่าน ฐานทัพเหล่านี้จะส่งข้อมูลเกี่ยวกับทิศทาง ความเร็ว และจุดตกโดยประมาณไปยังอิสราเอลทันที ทำให้ระบบป้องกันสามารถยิงสกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อิหร่านอ้างว่าได้ทำลายหรือทำให้ฐานทัพสหรัฐหลายแห่งในภูมิภาคไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงเรดาร์ยุทธศาสตร์ที่ฐานทัพ อัลอูเดด ในกาตาร์ และระบบที่เกี่ยวข้องกับ THAAD ในจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
หากข้อมูลนี้ถูกต้อง ก็อาจอธิบายได้ว่าทำไมประสิทธิภาพของระบบป้องกันอิสราเอลจึงดูอ่อนลงเมื่อเทียบกับช่วงสามวันแรกของสงคราม
สงครามสองรูปแบบ: อากาศยาน vs ขีปนาวุธ
การต่อสู้ในครั้งนี้ถูกอธิบายมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างสองรูปแบบของสงคราม
ด้านหนึ่งคือ อำนาจทางอากาศของอิสราเอล
อีกด้านหนึ่งคือ ศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน
อิสราเอลต้องพึ่งภารกิจบินโจมตีที่มีต้นทุนสูง ต้องใช้เครื่องบิน นักบิน และการสนับสนุนข่าวกรองจำนวนมาก
ในขณะที่อิหร่านสามารถยิงขีปนาวุธจำนวนมากในพื้นที่สงครามที่กว้างใหญ่ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
ความแตกต่างนี้ทำให้สงครามมีลักษณะเป็น “สงครามการสึกหรอ” มากขึ้น
แนวรบภูมิภาคกำลังขยับ
ในขณะเดียวกัน แนวรบอื่นในภูมิภาคก็เริ่มเคลื่อนไหว
ฮิซบุลเลาะห์ยังคงเปิดการปะทะกับอิสราเอลในเลบานอนในระดับจำกัดแต่ต่อเนื่อง
กลุ่มติดอาวุธในอิรักอ้างว่าได้โจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐหลายสิบครั้ง
ส่วนบทบาทของกลุ่มฮูซีในเยเมนกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
จนถึงตอนนี้ ฮูซีดูเหมือนจะมุ่งยับยั้งไม่ให้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมสงคราม แต่มีการคาดการณ์ว่า หากระบบเตือนภัยของอิสราเอลอ่อนแอลงมากพอ ฮูซีอาจเริ่มยิงขีปนาวุธเข้าสู่อิสราเอลเช่นกัน
สงครามกำลังเข้าสู่ระยะยกระดับ
เมื่อเข้าสู่วันที่ 9 ของสงคราม ความขัดแย้งกำลังขยายวงทั้งในด้านภูมิศาสตร์และเป้าหมายการโจมตี
สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น คลังน้ำมัน สนามบินพลเรือนเมห์ราบัดในเตหะราน และโรงกลั่นน้ำทะเลบนเกาะเกชม์
ขณะที่อิหร่านอ้างว่าได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในไฮฟา
การเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเช่นนี้มักเป็นสัญญาณว่าสงครามกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น
รูปแบบการโจมตีล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า อิหร่านเริ่มยิงขีปนาวุธหลายลูกพร้อมกันมากขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบป้องกันสกัดได้ยากขึ้น
ไพ่ใบใหญ่ยังไม่ถูกเปิด
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของสถานการณ์ในตอนนี้คือ
แม้สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่หลักฐานหลายอย่างชี้ว่า อิหร่านยังไม่ได้ใช้ขีปนาวุธรุ่นที่ทรงพลังที่สุดของตน
หากการประเมินนี้ถูกต้อง ก็หมายความว่า เกมขีปนาวุธที่เห็นในตอนนี้อาจยังเป็นเพียง “ระยะแรก” ของยุทธศาสตร์ทั้งหมด
และหากสงครามเดินหน้าไปจนถึงจุดที่อิหร่านต้องเปิดคลังอาวุธระดับสูงสุดจริง
สงครามในตะวันออกกลางอาจเข้าสู่ช่วงที่ดุเดือดรุนแรงกว่าที่โลกเห็นในตอนนี้อย่างมาก.








