การวางแผนการเงินในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การเลือกแบบประกันชีวิตควบการลงทุน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Unit-Linked กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมเอาความคุ้มครองชีวิตและการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนผ่านกองทุนรวมเข้าไว้ด้วยกันในกรมธรรม์เดียว อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไรให้ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของตัวเองมากที่สุด

หากคุณกำลังสงสัยว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดี นี่คือ 5 เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้คุณเลือกแบบประกันชีวิตควบการลงทุน ได้อย่างมืออาชีพและคุ้มค่าในระยะยาว

  1. กำหนดเป้าหมายความคุ้มครองและงบประมาณที่ชัดเจน

ก่อนอื่นคุณต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า วัตถุประสงค์หลักในการทำประกันครั้งนี้คืออะไร เช่น ต้องการเน้นความคุ้มครองชีวิตที่สูงเพื่อเป็นมรดกให้ครอบครัว หรือต้องการเน้นการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ เพราะการเลือกแบบประกันชีวิตควบการลงทุนนั้นมีความยืดหยุ่นสูงมาก คุณสามารถปรับเพิ่มหรือลดทุนประกันให้เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ ดังนั้น การคำนวณเบี้ยประกันที่คุณสามารถจ่ายได้ต่อเนื่องโดยไม่ลำบากจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด

  1. ประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Profile)

เนื่องจากส่วนหนึ่งของเบี้ยประกันจะถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวม ผลตอบแทนจึงไม่ได้ถูกการันตีเหมือนประกันชีวิตแบบทั่วไป การทำแบบประเมินความเสี่ยงจะช่วยให้คุณรู้ว่าตนเองเหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด หากคุณเป็นมือใหม่ที่รับความเสี่ยงได้น้อย อาจเลือกสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้มากกว่าหุ้น แต่หากรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อโอกาสเติบโตของเงินทุน การเลือกกองทุนหุ้นต่างประเทศก็อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

  1. ตรวจสอบรายชื่อกองทุนรวมที่บริษัทประกันคัดสรรมาให้

หัวใจสำคัญของการเลือกแบบประกันชีวิตควบการลงทุน คือคุณภาพของกองทุนรวมที่อยู่ภายในกรมธรรม์ คุณควรพิจารณาว่าบริษัทประกันนั้น ๆ มีพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายหรือไม่ มีการคัดเลือกกองทุนจากบลจ. ชั้นนำที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินส่วนการลงทุนของคุณจะได้รับการบริหารจัดการโดยมืออาชีพที่มีผลงานสม่ำเสมอ

  1. ทำความเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมอย่างละเอียด

Unit-Linked มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แตกต่างจากประกันแบบเดิม โดยจะมีทั้งค่าดำเนินการประกันภัย ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ และค่าใช้จ่ายในการลงทุน การศึกษาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าเงินของคุณถูกจัดสรรไปส่วนไหนบ้าง และจะเหลือเงินไปลงทุนจริงเท่าไหร่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนคาดการณ์ผลตอบแทนในอนาคต

  1. ตรวจสอบความยืดหยุ่นของกรมธรรม์

จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตัดสินใจเลือกแบบประกันชีวิตควบการลงทุนคือฟังก์ชันพิเศษ เช่น การหยุดพักชำระเบี้ย (Premium Holiday) ในยามฉุกเฉิน หรือการถอนเงินบางส่วนออกมาใช้โดยที่กรมธรรม์ยังมีผลบังคับอยู่ คุณควรตรวจสอบเงื่อนไขเหล่านี้ให้ดีว่าทำได้เมื่อไหร่และมีเงื่อนไขอย่างไร เพื่อให้ประกันเล่มนี้สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ชีวิตของคุณได้ในทุกวิกฤตและโอกาส

การเลือกแบบประกันชีวิตควบการลงทุน ไม่ใช่เพียงการซื้อประกันทั่วไป แต่เป็นการออกแบบอนาคตทางการเงินที่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งในด้านความคุ้มครองและการลงทุนควบคู่กันไป หากมือใหม่นำทั้ง 5 เทคนิคนี้ไปปรับใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเลือกแบบประกันที่ผิดพลาด และเปลี่ยนให้ประกันชีวิตกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับชีวิตได้อย่างแท้จริง