หน้าแรก ข่าววันนี้ ข่าวมุสลิมวันนี้ ปั้นข่าว “ดาโต๊ะปลอม-แท้” แค่ “ดราม่า” สังคมโซเชียลมุสลิม หรือ “ความริษยา” ของใครบางคน??

ปั้นข่าว “ดาโต๊ะปลอม-แท้” แค่ “ดราม่า” สังคมโซเชียลมุสลิม หรือ “ความริษยา” ของใครบางคน??

661

2 นักการเมืองดังมุสลิมเข้าร่วมงานเลี้ยงสานสัมพันธ์เครือญาติเชื้อสายอดีตผู้ปกครองนูซันตาราและเปิดตัวหนังสือขององค์กรแห่งหนึ่งในมาเลเซีย พร้อมข่าวการรับสายสะพาย ”ดาโต๊ะ” ในงานดังกล่าว แต่คล้อยหลังไม่นานอดีตนายตำรวจเอ็นจีโอใต้คนหนึ่งที่ไปร่วมงานด้วยเช่นกันก็ออกมาโพสต์ในโลกโซเชียลปั้นกระแส “ดาโต๊ะปลอม” กระหึ่มเมือง จึงสร้างคำถามว่ากรณีนี้มันแค่เรื่อง “ดราม่า” ของโลกโซเชียลหรือ ก่อเกิดจาก “ความอิจฉาริษยา” ของใครบางคน??

กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในหมู่มุสลิมและชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะในโลกโซเชียล กรณี “นายมุข สุไลมาน” และ “นางฟาริดา สุไลมาน” สองสามีภรรยานักการเมืองมุสลิม ที่ได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของสถาบัน เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง ( PERTUBUHAN KETURUNAN PADUKA RAJA CIK SITI WAN KEMBANG MALAYSIA) ที่รัฐกลันตัน มาเลเซีย เมื่อเร็วๆ นี้

สถาบันดังกล่าวจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นเพื่อการรวมตัวของลูกหลานเชื้อสายผู้ปกครองในอดีตและเชื่อมสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ รวมทั้งมีการเปิดตัวหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสายตระกูลในงานนี้ด้วย

นอกจากนั้นในงานยังมีการมอบเหรียญและสายสะพายบรรดาศักดิ์ในนามองค์กร แก่บุคคลที่มาร่วมงานบางส่วนเพื่อเป็นการยอมรับและรับรองความเป็นเครือญาติ โดยสถาบันนี้ได้มอบตำแหน่งดาโต๊ะสรี (datuan seri dsswk) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ยอมรับว่าเป็นเครือญาติ (โดยมีคำว่า DASSWK ต่อท้าย) ให้แก่ “นายมุข และนางฟารีดา สุไลมาน” ด้วย

เรื่องการได้รับตำแหน่งดาโต๊ะของ 2 นักการเมืองมุสลิม เป็นที่รับรู้แพร่หลายหลัง “เอ็มทูเดย์” สื่อมุสลิมได้รายงานข่าวดังกล่าวผ่านเว็บไซต์

“นายมุข สุไลมาน” และ “นางฟาริดา สุไลมาน” สองสามีภรรยานักการเมืองมุสลิม ในชุดมลายูเต็มยศ พร้อมคาดสายสะพายที่ได้รับจากสถาบัน เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง

กระนั้น ที่เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นวิพากย์วิจารณ์นั้นก็เพราะ มี “อดีตนายตำรวจ” จากจังหวัดชายภาคใต้คนหนึ่งซึ่งปัจจุบันวางตัวเป็นเอ็นจีโอและนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์มลายู ได้โพสต์ในกลุ่มไลน์หนึ่ง มีเนื้อหาว่า

“ผมรู้จักองค์กรที่แจกสายสะพาย มอบเข็มให้ใครต่อใคร มา 3 ปีกว่า แม้เขาจะเชื้อเชิญไปรับ ผมก็ไปเพียงเป็นเกียรติเท่านั้น แต่ไม่ขอรับคำว่า ดาโต๊ะสรี ที่เขาให้แก่ผู้บริจาคทุนให้องค์กรดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะไม่ได้รับการรับรองใดจากราชสำนักแต่อย่างใด องค์กรนี้ไม่เกี่ยวโยงกับสุลต่านรัฐใด …ผู้ได้รับตำแหน่งชั้นยศ ที่ไม่มีองค์กรตามกฎหมายรับรอง เหมือนได้รับปริญญาปลอมๆ ที่ไม่ได้จบการศึกษาจริงที่มีดาษดื่นในวันนี้”

แม้อดีตนายตำรวจคนนี้จะไม่ระบุชื่อว่าเป็นงานไหน องค์กรใด ใครได้รับ แต่คนที่ติดตามข่าวในวงการมุสลิมก็รู้ว่านัยยะของเขาหมายถึงองค์กร เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง และงานเลี้ยงที่ 2 สามีภรรยานักการเมืองมุสลิมได้ไปเข้าร่วม ซึ่งได้ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด ว่า 2 นักการเมืองมุสลิม “จ่ายเงินเพื่อรับตำแหน่งดาโต๊ะ” ซึ่งได้จุดกระแสวิพากย์วิจารณ์อย่างกว้างขวางโลกโซเชียลมุสลิม และย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติยศของทั้งสองที่สั่งสมมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกทั้งในห้วงเวลาดังกล่าว “ดิอาลามี่” สื่อมุสลิมอีกฉบับ ก็ได้รายงานผ่านเว็บไซต์ เรื่อง “แฉเส้นทางเครื่องราชย์ มาเลเซีย ดาโต๊ะแท้หรือของปลอม” เสมือนเป็นการรับลูกและตอกย้ำกระแสดังกล่าวเข้าไปอีก แม้ว่าในเวลาต่อมาบรรณาธิการของสื่อฉบับดังกล่าวจะทำจดหมายเปิดผนึกว่าเป็นการรายงานตามปรกติ และมิได้เจตนาเป็นการรายงานกรณีของ 2 นักการเมืองมุสลิมเป็นการเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีการโพสต์ของอดีตนายตำรวจที่ถือว่าเป็น “ผู้จุดประเด็น” ดาโต๊ะปลอมหรือดาโต๊ะจ่ายเงินนี้ แน่นอนว่าหากการออกมาโพสต์ของเขามาจากมุมมองการตั้งข้อสังเกตแบบปรกติ โดยที่ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรหรือการจัดงานในครั้งนี้ ก็คงถือได้ว่าเป็นการวิพากย์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตโดยทั่วไปที่ไม่ได้มีอะไรลับลมคมใน!!

ทว่า เรื่องไม่ได้ตื้นเขินอย่างที่ควรจะเป็นเช่นนั้น!!

เพราะเมื่อตรวจสอบลึกลงไปกลับพบว่า เรื่องกลับพลิกตาลปัตรและมีความสลับซันซ้อนอย่างน่าแปลกประหลาดอยู่พอสมควร!!

ประการแรก อดีตนายตำรวจคนดังกล่าวที่ออกมาแฉสถาบัน เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง ก็ยอมรับด้วยตนเองว่า ตนเคยไปร่วมงานและกิจกรรมกับองค์กรดังกล่าวมาแล้วถึง 3 ปี และตนก็ร่วมอยู่ในงานเลี้ยงวันดังกล่าวด้วย!!

คำถามจึงก่อเกิดว่า ตลอดระยะเวลาดังกล่าวเขาไร้เดียงสาถึงขนาดไม่รู้เลยหรือว่าองค์กรนี้มอบตำแหน่งดาโต๊ะปลอม?? และหากรู้แล้วทำไมจึงยังคงไปร่วม “เป็นเกียรติ” กับองค์กรที่แลดูกำมะลอเหลือเกินหากเป็นไปตามที่เขาโพสต์ในสื่อโซเชียล?? พร้อมกันนั้นก็มีคำถามว่า ผ่านมาถึง 3 ปีทำไมถึงเพิ่งจะมาแฉกันเอาตอนนี้??

อดีตนายตำรวจที่ออกมาแฉว่าองค์กร เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง แจกดาดต๊ะปลอม แต่ตนก็ไปร่วมอยู่ในงานเลี้ยงวันดังกล่าวด้วย ภาพจาก https://www.facebook.com/padukarajaciksitiwankembangmalaysia/

นอกจากคำถามข้างต้นแล้ว ก็เป็นเรื่องเหลื่อเชื่อ ที่เมื่อยิ่งค้นลึกลงไปก็พบว่า อันที่จริงอดีตนายตำรวจคนนี้ก็มีชื่อปรากฏอยู่ในลิสต์เป็นผู้รับสายสะพายดาโต๊ะพร้อมๆ กับ 2 นักการเมืองในงานครั้งนี้ และก็มีภาพปรากฏชัดว่าเขาก็ไปร่วมงานในครั้งนี้ โดยใส่เสื้อสีดำซึ่งเป็นสีเสื้อที่ใช้สำหรับรับสายสะพายในครั้งนี้ด้วย!!

แน่นอนว่า การมอบสะพายครั้งนี้ย่อมต้องมีการแจ้งล่วงหน้าแก่ผู้ที่จะได้รับ ดังนั้นการจะปฏิเสธว่ามิทราบมาก่อนจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้!!

เพียงแต่ว่าในงานวันนั้น เมื่อถึงเวลาเรียกชื่อขึ้นบนเวที กลับไม่ปราฏตัวพบตัวอดีตนายตำรวจคนนี้ ซึ่งแหล่งข่าวบอกว่า หลังประกาศเรียกชื่อแต่ไม่พบตัวทำให้ผู้จัดงานต้องเปลี่ยนคิวกันฉุกละหุกเพื่อให้พิธีการดำเนินลื่นไหลต่อไป

แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ นายตำรวจซึ่งมีแผนรับสายสะพายหายตัวไปจากงานอย่างกระทันหัน??

แหล่งข่าวบอกว่า นั่นเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เพียงไม่นานสิบนาทีที่ในงานมีการลงนามเซ็นต์ “เอ็มโอยู” หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์กรเจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง กับตัวแทนประเทศไทยเพื่อความร่วมมือในการค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์มลายูและสร้างสัมพันธ์กันในหมู่ญาติเชื้อสายอดีตเจ้าผู้ปกครอง โดยทางองค์กรได้เลือกให้นายมุข สุไลมาน เป็นผู้ขึ้นไปเซ็นต์ลงนามเอ็มโอยูในนามตัวแทนประเทศไทย!!

ซึ่งหลังจากการลงนามนี้ อดีตนายตำรวจคนดังกล่าวก็แว่บหายไปจากงาน แล้วมาโผล่อีกทีก็ด้วยการโพสต์ข้อความแฉเรื่องสายสะพายปลอม!! พร้อมกับบอกว่าตนไม่ขอรับสายสะพายดังกล่าว??

การลงนามข้อตกลงระหว่าง “นายมุข สุไลมาน” กับ สถาบัน เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง ภาพจาก https://www.facebook.com/padukarajaciksitiwankembangmalaysia/

แหล่งข่าวยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า อดีตนายตำรวจคนนี้พยายามโปรโมทตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โลกมลายู โดยเฉพาะเรื่องเจ้าผู้ปกครองจากสายตระกูลต่างๆ เขาได้พยายามไปร่วมงานกับองค์กรแห่งนี้มานานกว่า 3 ปี แต่การที่นายมุขสุไลมานซึ่งเพิ่งไปร่วมงานกับองค์กรนี้เป็นครั้งแรกกลับถูกให้เกียรติเป็นผู้ลงนาม จึงอาจจะสร้างความไม่พอใจและรู้สึกเสียหน้าจนหุนหันพลันแล่นออกไปจากงาน??

นอกจากนั้นการจัดโต๊ะนั่งรับรองที่ทางผู้จัดงานให้ 2 นักการเมืองมุสลิมได้รับเกียรติให้นั่งที่โต๊ะ “วีไอพี 1” แต่กลับจัดให้อดีตนายตำรวจคนนี้ไปนั่งที่โต๊ะปรกติหมายเลข 18 กระบวนการต้อนรับเหล่านี้ก็อาจจะมีส่วนเป็นไปได้ แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง

อย่างไรก็ดี หลังจากกระแสข่าวมอบสายสะพายดาโต๊ะปลอมแพร่สะพัดและสร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงของ 2 นักการเมืองมุสลิมรวมทั้งองค์กรมาเลเซียไปสักระยะ อดีตนายตำรวจคนนี้ก็มาโพสต์ในกลุ่มไลน์อีกครั้งโดยกลับลำว่า

“หลังจากผมได้เสนอเรื่ององค์กรที่แจกจ่ายสายสะพาย เหรียญตรา และรวมไปถึงมอบตำแหน่งดาโต๊ะนั้น ผมได้รับคำชี้แจงทางโทรศัพท์จากทางตัวแทนองค์กรดังกล่าวว่า องค์กรตั้งขึ้นตามกฎหมาย และทาองค์กรมีสิทธิ์จะแจกจ่ายเหรียญตรา ชั้นยศ เฉพาะผู้มีอุปการะขององค์กรและเครือญาติภายในองค์กรได้ ทางองค์กรให้ผมช่วยชี้แจงสมาชิกกลุ่มไลน์ทุกกลุ่มด้วย องค์กรถือเป็นเรื่องภายใน”

มีรายงานระบุว่า ที่เขาเปลี่ยนท่าทีอย่างกระทันหันก็เพราะถูกตำหนิจากองค์กร เจ๊ะ ซีตี วันกึมบัง ที่โทรมาเฉ่งหลังรับรู้สิ่งที่เขาโพสต์ไปจนทำให้ชื่อเสียงขององค์กรเสียหาย

ด้านฟาริดา สุไลมาน นั้นได้โพสต์ในกลุ่มไลน์ตอบข้อสงสัยเรื่องนี้สั้นๆ ว่า ตนได้รับเชิญไปร่วมงานเพราะเรื่องเครือญาติและการจะทำงานร่วมกันในเรื่องการค้นคว้าด้านปะวัติศาสตร์ร่วมกันในอนาคต

“การที่เราไปนั้น เพราะเราถือว่าคุณค่าของเกียรติที่ได้รับ นั่นคือ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด เพราะเกียรติยศ ชื่อเสียงเป็นเพียงสิ่งสมมุติขึ้น สิ่งที่ยั่งยืนและมีคุณค่ามากกว่าเหนือสิ่งอื่นใดคือคำว่า การเชื่อมสัมพันธ์เชิงเครือญาติ” ฟาริดา สุไลมาน โพสต์ชี้แจงในห้องไลน์กลุ่มหนึ่ง

นอกจากนั้นฟารีดายังโพสต์ด้วยว่า “เรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น เราถือว่าเราได้สูงสุดจากเมืองไทยอยู่แล้ว มิจำเป็นต้องไปเสียเงิน ให้ทุนสนับสนุนเพื่อให้ได้เครื่องราชฯ”

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังนางฟารีดา เพื่อสอบถามรายละเอียดที่เกิดขึ้น ซึ่งนางฟารีดาได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ตนได้รับเชิญจากทางองค์กรดังกล่าว ซึ่งเมื่อตรวจสอบคร่าวๆ แล้วว่าเป็นองค์กรที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของมาเลเซีย และเป็นการสร้างสัมพันธ์ทางเครือญาติ อีกทั้งยังมีงานค้นคว้าทางวิชาการและประวัติศาสตร์ของโลกมลายู ที่ทางตนเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ทางวิชาการต่อชาวมลายูมุสลิมในไทย จึงตอบตกลงไปร่วมงาน ส่วนเรื่องการมอบสายสะพายนั้นเมื่อทางอค์กรเสนอมา ตนและสามีก็ไม่ได้ปฏิเสธเกียรติที่เขามอบให้

ฟารีดากล่าวว่า “การที่เขาให้เกียรติเราถือว่ามีคุณค่ายิ่ง มันคงไม่เหมาะสมที่จะไปปฏิเสธการให้เกียรติจากผู้อื่นที่เรากำลังจะเชื่อมสัมพันธ์ แต่ที่สำคัญสำหรับเราคือคุณค่าของความเป็นเครือญาติ ที่ไม่เคยประสานรู้จักและติดต่อกันเลย ส่วนหนึ่งของกิจกรรมของสถาบันคือการศึกษาค้นคว้ารวบรวมเครือญาติ สายผู้เคยปกครองในภูมิภาคนูซันตารา และทราบว่า สายตระกูล “สุไลมาน” และ”ระเด่นอาหมัด” ก็เป็นส่วนหนึงในอดีตของเจ้าผู้เคยปกครองในภูมิภาคแถบนี้ รวมทั้งปัตตานีของประเทศไทยในอดีตด้วย”

“การส่งเสริมและการเชื่อมสัมพันธ์เชิงเครือญาติ เป็นสิ่งที่อิสลามส่งเสริมและสนับสนุนให้กระทำ และสำหรับเราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้า หรือซื้อหา เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งอันมีเกียรติ เพราะสำหรับเราแล้วนั้น เกียรติยศ เครื่องราชย์ สายสะพายนั้น เราทั้งสองต่างได้รับเกียรติอันสูงสุดของประเทศไทยและจากองค์พระมหากษัตริย์อยู่แล้ว จึงมิจำเป็นต้องดิ้นรน แสวงหาให้ได้มาเพื่อตำแหน่ง จะด้วยการวิ่งเต้น ใช้เงินแลกซื้อเหมือนที่มีบางคนเข้าใจ และพยายามสร้างความเสื่อมเสีย และเสียหายกับเราทั้งสองคน”

“สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทั้งสองคน รู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณผู้ส่งความปราถนาดีมายังเรา แต่รู้สึกผิดหวังกับคนบางคน บางถ้อยคำ ที่พยายามสร้างเรื่องให้เกิดความเสื่อมเสียและเสียหายต่อเราและองค์กรเช่นกัน”

“ทั้งหมดนี้ถือว่า จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา จะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจก็ตาม เราให้อภัยและขอบคุณอัลลอฮ์ ที่ทำให้เรารู้จักจิตใจของคนแต่ละคนมากขึ้น ดังอัลกุรอานที่กล่าวว่า “ในความโชคร้ายมีความดีซุกซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ” หากเราค้นหาเราก็จะพบเจอ” ฟารีดา กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลในวิกีพีเดียพบว่านายมุขสุไลมานนั้น ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) ส่วนนางฟาริดา สุไลมาน นั้น ได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น มหาประถมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่ว่าบรรดาศักดิ์จากมาเลเซียจะจริงหรือปลอม แต่เทียบกันแล้วเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของไทยย่อมมีศักดิ์และสิทธิ์สูงส่งกว่าอยู่แล้ว!!

ดังนั้นจากข้อมูลที่กองบก.ค้นคว้าและเจาะลึกมาได้นั้น กรณี “ดาโต๊ะปลอม-แท้” หรือ “ใช้เงินซื้อตำแหน่งดาโต๊ะ” ที่พุ่งเป้าไปยัง 2 นักการเมืองมุสลิมนั้น จะมาจากกรณีดราม่าทั่วไปของโลกโซเชียล หรือ ก่อเกิดจาก “ความอิจฉาริษยา” ของใครบางคน?? กองบก.ขอยกให้ผู้อ่านเป็นคนตัดสินและหาคำตอบเอง!!

loading...