คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย เดินหน้าตามแผนการดำเนินงานฮัจย์ปี 58

1007

ภายหลังที่คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศการใช้แผนการดำเนินงานกิจการฮัจย์ประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการศาสนา ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ก็ขับเคลื่อนตามแผนดังกล่าวทันที

สำหรับแผนนี้ ประกอบด้วย 5 เรื่องหลักที่สำคัญ คือ 1. จำนวนผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ 2. การจัดเที่ยวบินขนส่งผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ 3. การจัดที่พักสำหรับผู้ประกอบพิธีฮัจย์ 4. การยื่นวีซ่าสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ 5. การประชาสัมพันธ์กิจการฮัจย์

หากจะถามว่า แต่ละเรื่องมีแนวทางอย่างไรบ้าง มีความแตกต่างจากการดำเนินงานจากปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง สามารถตอบโจทย์พี่น้องมุสลิมได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะการที่ประเทศซาอุดีอาระเบียได้มีการนำระบบ E-TRACK มาใช้ดำเนินงานกิจการฮัจย์ของทุกประเทศ ทำให้การดำเนินงานทุกเรื่อง เช่น เรื่อง จำนวน ผู้แสวงบุญ ที่พัก เที่ยวบิน การยื่นวีซ่า ฯลฯ ต้องชัดเจน แล้วทางการมีแผนรองรับในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เรามีข้อมูลมาเล่าให้ท่านฟังพอสังเขป ได้ดังนี้

1. จำนวนผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์

เรื่องนี้จัดเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น เพราะสิ่งแรกที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ด้วยเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางการซาอุดีอาระเบีย นั่นคือ พื้นที่ประกอบศาสนกิจมีจำกัด จึงจำเป็นต้องกำหนดโควตาจำนวนผู้แสวงบุญของแต่ละประเทศไว้ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันทุกปี พี่น้องชาวไทยมุสลิมล้วนรอด้วยความหวัง ที่จะเป็นหนึ่งในรายชื่อของผู้ที่ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยเองก็คำนึงถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ทำอย่างไรที่จะทำให้พี่น้องมุสลิมได้ทราบข้อมูลล่วงหน้า มีเวลาสำหรับการเตรียมตัว ทำอย่างไรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมการและบริหารจัดการทั้งของฝ่ายไทยและฝ่ายซาอุดีอาระเบียไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อพี่น้องมุสลิมจะได้รับความสะดวก สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้อย่างมั่นใจและมีหลักประกัน

ในปี 2558 ทุกฝ่ายคาดการณ์ว่าทางการซาอุดีอาระเบีย จะจัดสรรจำนวนผู้ไปประกอบ พิธีฮัจย์ ในประเทศไทย จำนวน 10,400 คน เท่ากับปีที่ผ่านมา ดังนั้นในแผนการดำเนินงานกิจการฮัจย์ ในปี 2558 จึงได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานจัดสรรจำนวนผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ไว้อย่างชัดเจนและเป็นขั้นตอน เช่น การจัดสรรจำนวนที่คาดว่าจะได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ การประกาศรายชื่อผู้ลงทะเบียนที่คาดว่าจะได้สิทธิเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ จำนวน 8,320 คน สำหรับส่วนอีก 2,080 คน เป็นจำนวนของทีมงานผู้ให้บริการผู้แสวงบุญและผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ในกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ของชาติ การตรวจสอบรายชื่อผู้ลงทะเบียนในระบบออนไลน์ การใช้บัญชีสำรองของผู้ที่ลงทะเบียนระบบออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งกรมการศาสนาได้มีการติดตามการดำเนินงานในขั้นตอนนี้ตลอดเวลา เมื่อเกิดเหตุขัดข้องประการใด ก็จะประชุมคณะทำงาน รวมทั้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมปรึกษาหารือ เพื่อให้การดำเนินการนี้ เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด จะเรียกว่าขั้นตอนนี้ เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานก็เป็นได้ เพราะหากไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนหรือรายชื่อผู้เดินทาง ก็จะส่งผลต่อการเตรียมการและการบริหารกิจการฮัจย์ในภาพรวมทันที และปีนี้นับเป็นนิมิตหมาย ที่ดี เนื่องจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยได้ประกาศรายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้สิทธิเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ประจำปี 2558 จำนวน 8,320 คน ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2558 แม้ว่ายังไม่ทราบผลการจัดสรรจำนวนผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์จากทางการซาอุดีอาระเบียก็ตาม ทั้งนี้ หากผู้ที่คาดว่าจะได้สิทธิเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ดังกล่าวพร้อมเดินทาง ก็จะต้องชำระเงินประกันการเดินทางในระบบออนไลน์ 37,000 บาท หรือ เลื่อนการเดินทางหรือยกเลิกการเดินทาง ภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 และกรมการศาสนาก็จะเรียกผู้แสวงบุญ ในระดับออนไลน์ในบัญชีสำรองที่มีความพร้อมเดินทางมาใช้สิทธิดังกล่าวตามลำดับคิวต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในปีนี้คาดว่าตามแผนจะทำให้มีรายชื่อผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ภายในเดือนมีนาคม และจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ทั้งในเรื่องบัตรโดยสารเครื่องบิน ตลอดจนค่าเช่าที่พักภายในเดือนเมษายนตามที่ทางการซาอุดีอาระเบียกำหนดต่อไป

2.การจัดเที่ยวบินขนส่งผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์

หากย้อนมองกลับไปอดีต ในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม เริ่มต้นจากโดยสารทางเรือ จนกระทั่งมีการพัฒนามาโดยสารผ่านเครื่องบิน โดยได้มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมผู้เดินทาง ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีความห่วงใยและตระหนักในความสำคัญของการเดินทางไปประกอบศาสนกิจดังกล่าว จนเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ที่กำหนดให้บริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเที่ยวบินเหมาลำขนส่งให้กับผู้แสวงบุญจากภาคใต้ ซึ่งปีที่ผ่านมา การบินไทยได้จัดเที่ยวบินพิเศษเหมาลำ จำนวน 10 เที่ยวบิน โดยบินจากสนามบินนราธิวาส 2 เที่ยวบิน และสนามบินหาดใหญ่ 8 เที่ยวบิน บินตรงไปยังเมืองมะดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

สำหรับปีนี้คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยถือว่าเรื่องการเดินทางของพี่น้องมุสลิมเป็นเรื่องสำคัญ จึงให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 โดยขอความร่วมมือกระทรวงคมนาคม โดยการบินไทยจัดเที่ยวบินเหมาลำรองรับการเดินทางของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่และนราธิวาสเพิ่มขึ้น ให้เพียงพอกับจำนวนผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในภาคใต้ โดยขอให้ไปประชุมหารือในเรื่องดังกล่าวร่วมกับผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ส่วนเที่ยวบินปกติสามารถใช้บริการของสายการบินฮัจย์ที่มีการเดินทางไปยังประเทศซาอุดีอาระเบียผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูเก็ต

3. การจัดเช่าที่พักสำหรับผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์

เรื่องที่พัก เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางการมีความเป็นห่วงใยในพี่น้องมุสลิมเช่นเดียวกัน ด้วยการไปใช้ชีวิตในต่างแดนไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก โดยเฉพาะเรื่องที่พัก หากไม่ได้มาตรฐาน ก็จะสร้างความลำบากให้กับพี่น้องมุสลิมไม่ใช่น้อย ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย จึงมีมติให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์จัดเช่าที่พักให้เป็นไปตามประกาศเงื่อนไขคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย เรื่องการจัดเช่าที่พัก สำหรับผู้ประกอบพิธีฮัจย์ โดยให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์เป็นผู้จัดหาที่พัก และทางการจะจัดส่งคณะอนุกรรมการไปช่วยพิจารณาความเหมาะสม ที่พัก ช่วยตรวจสัญญาเช่าและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ รวมทั้งการจัดทำสัญญาเช่าฉบับกระทรวง และในช่วงที่คณะอนุกรรมการไม่ได้ดำเนินการ ทางสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ จะเป็นผู้ดูแลเรื่องดังกล่าวให้ เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ในการจัดเช่าที่พัก นอกจากนั้นผู้ประกอบกิจการฮัจย์ที่ยังเรียกเก็บเงินจากผู้แสวงบุญไม่ได้ ก็สามารถยืมเงินกองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ไปจัดเช่าที่พักล่วงหน้าได้ ทั้งนี้ในปี 2558 กระทรวงฮัจย์ ได้นำระบบออนไลน์ (E-TRACK) มาใช้ ซึ่งการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามกรอบเวลา ที่ทางการซาอุดีอาระเบียกำหนดและเร็วขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้น ทางการซาอุดีอาระเบียได้มีการออกข้อกำหนดใหม่ คือ ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ จะต้องทำสัญญาบริการอาหารกับครัวที่ได้รับอนุญาต ทั้งที่เมืองมักกะห์และเมืองมะดีนะห์ การเช่าที่พักจึงต้องสอดคล้องกับการบริการอาหารดังกล่าว คือ ต้องมีพื้นที่สำหรับการจัดให้บริการอาหารด้วยเช่นกัน

4. การยื่นขอวีซ่าสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์

การยื่นขอวีซ่าถือเป็น ขั้นตอนสำคัญในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์และเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดำเนินการของฝ่ายไทย โดยเฉพาะหากเรามองไปยังจุดเริ่มต้น คือ จำนวนและรายชื่อผู้แสวงบุญ ซึ่งหากตัวเลขนี้ไม่นิ่งแล้ว จะส่งผลกระทบเรื่องอื่นๆ ต่อไปเป็นลูกโซ่ จนถึงเรื่องการยื่นวีซ่า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะตอบคำถามได้ว่า พี่น้องมุสลิมจะได้เดินทางหรือไม่ ซึ่งทางคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะกรมการศาสนา ได้เตรียมแผนรองรับเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี มีการรวบรวมปัญหาและอุปสรรคต่างๆ พร้อมประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายคณะมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่มาของการกำหนดเรื่องดังกล่าว ในแผนการดำเนินงานกิจการฮัจย์ ประจำปี 2558 โดยเฉพาะปีนี้ เป็นปีแรกที่กรมการศาสนาจะเป็นผู้บันทึกข้อมูลผู้แสวงบุญในระบบวีซ่าออนไลน์ของประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อขอรหัสผู้แสวงบุญทุกคน เพื่อป้องกันปัญหาวีซ่านอกระบบ รวมถึงการกำหนดกรอบระยะเวลา ดำเนินการเรื่องเอกสารของผู้ประกอบกิจการฮัจย์ที่จะต้องให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเรื่องนี้กรมการศาสนาได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการฮัจย์ ร่วมดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับระบบ E-TRACK ของทางการซาอุดีอาระเบียเพื่อให้เป็นไปตามแผน อันจะเกิดประโยชน์แก่ พี่น้องมุสลิมผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ต่อไป

5. การประชาสัมพันธ์กิจการฮัจย์

จากการดำเนินงานกิจการฮัจย์ที่ผ่านมา พบว่า ยังมีประชาชน พี่น้องชาวไทยมุสลิมและผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ส่วนหนึ่ง ได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ความเข้าใจ ในการเตรียมความพร้อมในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างทั่วถึง เนื่องจากที่ผ่านมา การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของทางราชการยังทำได้ไม่กว้างขวาง

ดังนั้น ในปี 2558 ทางคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย และกรมการศาสนา จึงมีแผนการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก เพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่สำคัญ คือ การจัดพิธีอำนวยพรและพบปะผู้แสวงบุญ ณ ภูมิลำเนา โดยกรมการศาสนาได้ร่วมกับสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยจัดส่งผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายให้ความรู้แก่พี่น้องมุสลิม เพื่อเตรียมตัวไปประกอบพิธีฮัจย์ให้แก่ผู้เดินทางเป็นการล่วงหน้า เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทของเครือข่าย เพื่อร่วมให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการฮัจย์และการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ กับประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่การเตรียมตัว การเดินทาง ความเป็นอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบียจนกระทั่งเดินทางกลับ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อทีวี สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมมากที่สุด

เหล่านี้ เป็นเพียงบางส่วนของการขับเคลื่อนตามแผนการดำเนินงานกิจการฮัจย์ โดยมีกรมการศาสนาที่เปรียบเสมือนกลไกหลักสำคัญ ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกัน กรมการศาสนาก็พร้อมน้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ เพื่อพัฒนางานกิจการฮัจย์ให้ดียิ่งขี้นไป เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย โดยที่ให้การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวไทยมุสลิมเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวก และปลอดภัย ภายใต้ธงชาติไทยที่พัดโบกไสวอย่างสง่างามในนามของ “ไทยแลนด์”