ทำไม “อิหร่าน” จึงอดทน และไม่เผชิญหน้าโดยตรงกับ “อิสราเอล”!!

2671

ระยะหลังมานี้อิสราเอลได้พยายามยั่วยุอิหร่านด้วยการยิงฐานทหารในซีเรียหลายครั้ง และล่าสุดวานนี้ (อังคาร 8 พ.ค.) ก็โจมตีชานกรุงดามัสกัส โดยอ้างว่าเพื่อสกัดการขนถ่ายอาวุธของอิหร่าน

การกระทำของอิสราเอลมีเป้าหมายเพื่อแหย่ให้อิหร่านตอบโต้ และกระโจนเข้าสู่สงคราม “โดยตรง” กับอิสราเอล ซึ่งสถานการณ์จากนั้นก็จะเป็นการบีบชาติมหาอำนาจทางอ้อมให้ต้องกระโดดเข้ามาร่วมวงสงครามนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลายๆ การกระทำช่วงหลังบ่งชี้ว่าอิสราเอลต้องการเปิดฉากดวลกับอิหร่านแล้ว ทว่าไม่กล้าฟัดกันตัวต่อตัว จึงทำทุกทางเพื่อลากชาติมหาอำนาจมาร่วมวงพันตูนี้

แต่อิหร่านจะยังคง “อดทน” และไม่ตอบโต้อะไรที่นำไปสู่สงครามในตอนนี้!!

อย่างน้อยก็คงรอให้เลบานอนจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ เพราะขบวนการฮิซบุลเลาะห์พันธมิตรที่เหนียวแน่นของอิหร่านสามารถชนะเลือกตั้ง ครองเสียงข้างมากในสภา

และอิหร่านจะยังคงรอไปอีกสักพักเพื่อให้ “อิรัก” ผ่านพ้นการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 พ.ค. นี้  และรอไปจนกว่าอิรักจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ซึ่งคาดหมายว่าพันธมิตรของอิหร่านจะได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้

และถ้าไม่มีปัจจัย “ร้ายแรง” สอดแทรกเข้ามา ในช่วงหลังจากนั้นอิหร่านก็ยังคงอดทนและ “กลืนเลือด” ต่อไป

คำถามสำคัญว่า ทำไมอิหร่านต้องอดทน??

คำตอบ นั่นเพราะหากสงครามใหญ่เกิดขึ้น สิ่งที่อิหร่านเพียรพยายามมาตลอด 40 ปี หลังการปฏิวัติก็จะสูญเปล่า!!

ทั้งการสร้างชาติอิหร่านขึ้นมาอย่างยากลำบากจนกระทั่งมีวันนี้ โดยสามารถขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งและมีอิทธิพลอย่างสูงในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือบางครั้งอาจกล่าวได้ว่าในระดับโลก

ทั้งการลงแรงไปตลอดระยะ 7 ปีของสงครามในซีเรียเพื่อช่วยพันธมิตรสำคัญของตน จนสามารถทำให้ประเทศที่ถูกเขมือบจนเกือบล่มสลายกลับมายืนได้อีกครั้ง

ทั้งการสร้างขบวนการฮิซบุลเลาะห์เพื่อจ่อทิ่มคอหอยอิสราเอล จนสามารถมีอิทธิพลอย่างสูงในเลบานอนและขึ้นมาครองเสียงข้างมากในรัฐสภาวันนี้

ทั้งการลงแรงไปเพื่อปาเลสไตน์ที่อิหร่านหนุนขบวนการต่อสู้ของประเทศนี้อย่างสุดตัว  ไม่ว่า “ฮามาส” หรือ “อิสลามิกญิฮาด”  และนับวันรอวัน/เวลาที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับไซอนิสต์

ทั้งการลงแรงไปเพื่อปกป้องอิรักจากไอซิส และสามารถมีอิทธิพลเหนือประเทศนี้ ซึ่งกรณีอิรักนี้ต้องนับเป็น “ลูกฟลุ๊ค” จากการเดิมเกมที่ผิดพลาดของสหรัฐที่ไปเชือดซัดดัม ฮุสเซน จนฝ่ายชีอะห์สามารถพลิกมากุมอำนาจและกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน

ความอดทนอย่างสูงของมุสลิม “ชีอะห์”

นอกจากพวกเขาด้วยกันเองแล้วคงไม่มีใครรู้ซึ้งหรือเข้าถึงเรื่องความอดทนอดกลั้นของมุสลิมชีอะห์ว่าอยู่ในระดับสูงมากเพียงใด  พวกเขาถอดแบบความอดทนนี้มาจาก “ฮุสเซน” หลานชายศาสดามูฮัมหมัดที่ถูกสังหารโหดพร้อมครอบครัวและมิตรสหายผู้ซื่อสัตย์ 72 ชีวิตโดยผู้ปกครองมุสลิมที่ชั่วช้าคนหนึ่ง ณ เมืองกัรบาลา ประเทศอิรัก

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นมานานนับพันปี แต่ชาวชีอะห์ยังคงทำให้เรื่องราวของฮุสเซนมีชีวิตชีวาผ่านพิธีรำลึกที่จัดขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “พิธีมุฮัรรอม” หรือคนไทยรู้จักในชื่อ “มะหะหร่ำ” ของแขกเจ้าเซน

น้ำตาที่ไหลคลอเบ้าฉาบใบหน้ายามนักการศาสนาขึ้นธรรมาสน์พูดถึงโศกนาฏกรรมของฮุสเซนและครอบครัวได้หล่อหลอมให้หัวจิตหัวใจของมุสลิมชีอะห์มีความอดทน และพร้อมกันนั้นก็เสริมสร้าง “จิตวิญญาณนักสู้” ในตัวพวกเขา

ความอดทนอดกลั้นจึงกลายเป็นพันธุกรรมของมุสลิมชีอะห์ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดคือความอดทนของชาวอิหร่านหลังการปฏิวัติที่สามารถสร้างชาติให้ผงาดขึ้นมาได้ภายใต้การแทรกแซงและบอยคอตทุกทางตลอดระยะเวลา 40 ปี

หรือกรณีมุสลิมชีอะห์ในอิรักที่ทนอยู่ภายใต้การกดขี่ของซัดดัม ฮุสเซน มาอย่างยาวนาน แม้กระทั่ง “มัรเญียะ” หรือ “แกรนด์อายาตุลเลาะห์” ที่เป็นผู้นำทางศาสนาสูงสุดของชีอะห์อิรักก็อยู่ในภาวะอดทนกล้ำกลืน ถูกกระทำต่างๆ นาๆ

คนที่เพิ่งติดตามสถานการณ์อิรัก อาจจะรู้จักแค่ “แกรนด์อายาตุลเลาะห์ ซิซตานี” ว่าเป็นผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลในอิรัก

แต่ก่อนหน้า “แกรนด์อายาตุลเลาะห์ ซิซตานี” ชาวชีอะห์อิรักมี “แกรนด์อายาตุลเลาะห์ ซับซาวอรี” ที่ถูกซัดดัมวางยาพิษจนเสียชีวิต

และก่อนหน้านั้นคือ “แกรนด์อายาตุลเลาะห์ คูอีย์” (ร่วมสมัยกับแกรนด์อายาตุลเลาะห์โคมัยนี) ที่ถูกซัดดัมกระทำนานับประการ แม้กระทั่งลอบสังหารทายาทด้วยการจัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุ

หลังสองแกรนด์อายาตุลเลาะห์เสียชีวิต หน้าที่ค้ำจุนสถาบันศาสนาและชาวชีอะห์อิรักจึงตกเป็นภาระของ “แกรนด์อายาตุลเลาะห์ ซิซตานี” ที่ก็อยู่ในภาวะอดทนเรื่อยมา ตั้งแต่ยุคซัดดัมยังมีจนซัดดัมเสียชีวิต อเมริกาเข้ามาอิรักจนออกไป และจนเมื่อไอซิสบุกยึดครองอิรัก

สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อไอซิสรุกคืบเข้าใกล้แบกแดดเต็มที (ตอนนั้นมีนักวิชาการมุสลิมไทยสายสุดโต่งคนหนึ่งขอพรให้ไอซิสยึดแบกแดดได้สำเร็จ ถ้ายังจำกันได้)  “แกรนด์อายาตุลเลาะห์ ซิซตานี” จึงออกคำสั่งทางศาสนาว่า “จำเป็นที่มุสลิมจะต้องออกไปปกป้องประเทศ  และการเสียชีวิตให้การนี้ถือเป็นการพลีชีพเพื่อศาสนา (ชะฮีด)”

จากคำสั่งนี้  สิ่งที่โลกได้เห็น ก็คือมุสลิมชีอะห์อิรักต่างพากันร่ำลาครอบครัวและออกมาออเต็มตามข้างถนนเพื่อขึ้นรถมุ่งสู่แนวหน้าสมรภูมิ และจากจุดนั้นก็นำมาซึ่งชัยชนะของอิรักเหนือกลุ่มไอซิสในวันนี้

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าความอดทนสิ้นสุด??

ไม่ว่าด้วยความอดทนอดกลั้นหมดสิ้นลง หรือสถานการณ์บีบบังคับให้อิหร่านต้องกระโจนเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้าย แต่