Why Do ‘They’ Hate Us : ทำไมมุสลิมจึงโกรธแค้นสหรัฐฯ?

5

ระหว่างไปบรรยายเรื่อง ‘ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง’ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียนถูกถามจากนักศึกษาว่าทำไมมุสลิมจึงโกรธแค้นสหรัฐฯ นัก ซึ่งก็คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนคิดอยู่ในใจ คำตอบที่เรามักจะได้ยินก็คือ มุสลิมไม่ได้เกลียดแค้นอเมริกันชน แต่ไม่พอใจนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อโลกมุสลิม โดยเฉพาะแนวทางการปฏิบัติของสหรัฐฯ ต่อกิจการการเมืองตะวันออกกลางต่างหาก

นโยบายเหล่านั้นคืออะไรบ้าง ความจริงมีคำตอบที่สมบูรณ์อยู่แล้วในบทความของ Stephen R. Shalom, the United States and the Middle East: Why Do ‘They’ Hate Us? (Revised, 12 Dec. 2001, http://www.zmag.org/shalomhate.htm) ดังนี้

ค.ศ.1947-48 : สหรัฐฯ และมหาอำนาจตะวันตกสนับสนุนแผนแบ่งแยกประเทศในปาเลสไตน์ จนขบวนการยิวไซออนิสต์สามารถสถาปนารัฐอิสราเอลขึ้นมาได้ในปี 1948 และสหรัฐฯ ก็ปฏิเสธที่จะกดดันให้อิสราเอลยอมให้ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านเกิดได้มีสิทธิกลับมายังดินแดนของตนเอง

ค.ศ.1949 : หน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลซีเรียที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน

ค.ศ.1953 : CIA มีส่วนช่วยในการล้มล้างรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในอิหร่านหรือรัฐบาลของมูสอดดิค Mossadeq (ซึ่งเป็นผู้ประกาศยึดบริษัทน้ำมันอังกฤษเอามาเป็นของชาติ) แล้วสถาปนารัฐบาลที่กดขี่ประชาชนภายใต้การนำของมุฮัมมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammed Reza Pahlevi) ขึ้นแทน

ค.ศ.1956 : สหรัฐฯ สั่งระงับเงินทุนที่เคยสัญญาไว้เพื่อสร้างเขื่อนอัสวาน (Aswan) ในประเทศอียิปต์ ภายหลังจากที่อียิปต์รับการช่วยเหลือด้านอาวุธจากรัสเซีย

ค.ศ.1956 : กองกำลังร่วมระหว่างอิสราเอล อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้รุกรานอียิปต์ แม้สหรัฐฯ จะไม่มีส่วนในการบุกรุก แต่เนื่องจากพันธมิตรในองค์กร NATO ของสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้เกียรติภูมิของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเสื่อมเสียไปด้วย

ค.ศ.1958 : กองกำลังสหรัฐฯ เข้ามาประจำการในเลบานอน เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพของประเทศ

ต้นทศวรรษที่ 1960: สหรัฐฯ วางแผนลอบสังหาร อับดุล การิม คาซิม (Abdul Karim Qassim) ซึ่งเป็นผู้นำอิรัก แต่ไม่สำเร็จ

ค.ศ.1963 : สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนพรรคบาอ์ธ (Ba’ath Party) ในอิรักทำการรัฐประหาร (จนทำให้ ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในภายหลัง) และมีรายงานว่า ทางสหรัฐฯ ได้คัดรายชื่อคอมมิวนิสต์ให้รัฐบาลใหม่อิรักกำจัด ซึ่งรัฐบาลใหม่ของอิรักก็จัดการให้อย่างกระตือรือร้น

ค.ศ.1967 : สหรัฐฯ เข้าช่วยอิสราเอลทำ ‘สงครามหกวัน’ กับประเทศอาหรับ จนอิสราเอลสามารถยึดครองดินแดนประเทศอาหรับได้หลายส่วน สหรัฐฯ คัดค้านมติที่ 242 ของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นมติที่เรียกร้องให้อิสราเอลถอดถอนกองกำลังออกจากพื้นที่ยึดครองในสงครามปี 1967

ค.ศ.1970 : เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองกำลังจอร์แดนกับกลุ่ม PLO อิสราเอลและสหรัฐฯ หารือกันที่จะเข้าแทรกแซงฝ่ายจอร์แดนหากซีเรียให้ความช่วยเหลือ PLO

ค.ศ.1973 : เกิดสงคราม ‘ยองคิปปูร์’ ระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับ (ซีเรียและอียิปต์) ซึ่งรัฐอาหรับเกือบได้ชัยชนะ แต่ด้วยการช่วยเหลือของสหรัฐฯ ทำให้อิสราเอลสามารถตีโต้กลับได้สำเร็จ

ค.ศ.1975 : สหรัฐฯ วีโต้มติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ประณามกรณีที่อิสราเอลใช้กำลังโจมตีแคมป์ผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในเลบานอน

ค.ศ.1978 – 79 : ประชาชนชาวอิหร่านเริ่มชุมนุมเดินขบวนประท้วงต่อต้านกษัตริย์ชาห์ สหรัฐฯ ให้คำมั่นที่จะยืนอยู่เคียงข้างชาห์ และปลุกเร้าให้ชาห์ใช้กำลังแบบเฉียบขาด สหรัฐฯ พยายามปกป้องระบอบชาห์จนนาทีสุดท้าย แต่ก็ไร้ผล

ค.ศ.1978 – 88 : สหรัฐฯ เริ่มให้ความช่วยเหลือนักรบมุญาฮีดีนแบบลับๆ เป็นเวลา 6 เดือนก่อนที่สหภาพโซเวียตจะรุกรานอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1979 หลังจากนั้น ตลอด 10 ปี สหรัฐฯ ก็ช่วยเหลือนักรบมุญาฮีดีนทั้งในรูปแบบการจัดฝึกฝนและให้เงินช่วยเหลือด้านอาวุธเป็นจำนวนมากถึงกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ค.ศ.1980 – 88 : สงครามอิหร่าน-อิรักเริ่มขึ้น เมื่ออิรักรุกรานอิหร่าน สหรัฐฯ ก็ใช้อำนาจวีโต้ทุกๆ มติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะประณามการรุกราน สหรัฐฯ ได้คัดรายชื่อประเทศอิรักออกจากบัญชีประเทศที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย และจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้อิรัก ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ปล่อยให้อิสราเอลจัดขายอาวุธให้อิหร่าน และในปี 1985 สหรัฐฯ ก็จัดส่งอาวุธให้อิหร่านโดยตรง (แม้ว่าจะจัดส่งให้อย่างลับๆ) สหรัฐฯ คอยให้ข้อมูลข่าวกรองแก่อิรัก ในปี ค.ศ. 1984 อิรักใช้อาวุธเคมี แต่สหรัฐฯ ก็ยังรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิรัก ในปี ค.ศ. 1987 สหรัฐฯ ส่งเรือนาวิกโยธินเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียโดยอยู่ฝ่ายอิรัก เรือรบของสหรัฐฯ ยิงถล่มสายการบินพลเรือนของอิหร่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 290 คน

ค.ศ.1981 และ 1986 : สหรัฐฯ ละเมิดน่านน้ำของลิเบียโดยมีเจตนายั่วยุลิเบีย ในปี ค.ศ.1981 เครื่องบินรบของลิเบียจึงยิงขีปนาวุธเข้าใส่เครื่องบินเอฟ-14 ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ได้ยิงตอบโต้จนทำให้ลิเบียสูญเสียเครื่องบินไป 2 ลำ ในปีค.ศ. 1986 ลิเบียได้ยิงขีปนาวุธ แต่ไกลจากเป้าหมายการโจมตี ด้วยเหตุนั้น สหรัฐฯ จึงได้โจมตีเรือลาดตระเวนของลิเบีย มีผู้เสียชีวิต 72 คน เมื่อเกิดเหตุระเบิดที่ไนท์คลับในกรุงเบอร์ลิน (เสียชีวิต 3 คน) สหรัฐฯ จึงกล่าวหาว่า มุอัมมัด อัล-กัซซาฟี (Qaddafi) อยู่เบื้องหลัง จึงได้จู่โจมโดยทิ้งระเบิดในลิเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน รวมถึงบุตรสาวบุญธรรมข