“5 เหตุผล” ว่า ทำไมมาตรการคว่ำบาตร “อิหร่าน” ของทรัมป์ จะ”ล้มเหลว” !!

468

มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านรอบใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ 

การคว่ำบาตรเหล่านี้ถูกผ่อนคลายลงหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือ JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) ในปี  2015 แต่กำลังจะนำกลับมาดำเนินการรอบใหม่หลังการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการถอนตัวจากข้อตกลงนี้เมื่อหกเดือนก่อน

เป้าหมายของทรัมป์ ในการนำมาตรการคว่ำบาตรมาใช้อีกครั้ง ก็คือการกำจัดข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจของอิหร่านไปสู่จุดที่พังทลาย รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในภูมิภาคของอิหร่านทั้งในซีเรีย อิรัก และเยเมน 

และแม้ว่าจะมีการปฏิเสธของวอชิงตัน แต่ก็สันนิษฐานได้ว่าทั้งหมดที่ดำเนินการก็เพื่อนำไปสู่การล่มสลายของ “ระบอบการปกครอง” ของอิหร่าน โดยที่ภาพภายนอกอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาวคือ การเพิ่มแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและการเมืองมีเป้าหมายที่จะนำอิหร่านกลับไปที่โต๊ะเจรจา เพื่อแทนที่ JCPOA ด้วยข้อตกลงใหม่ของทรัมป์

อย่างไรก็ตาม “ซัยยิด ฮุสเซน โมซาเวียน” (Seyed Hossein Mousavian) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตะวันออกกลางและนโยบายนิวเคลียร์ ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และอดีตหัวหน้าคณะกรรมการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน ได้เขียนบทความซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ middleeastmonitor  โดยให้เหตุผลไว้อย่างน้อย 5 ประการ ว่าทำไมกลยุทธ์ของทรัมป์จะล้มเหลว

ประการที่หนึ่ง : 

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาพยายามที่จะลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านให้เป็นศูนย์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ ไม่มีทางที่จะทดแทนนำ้มัน 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในการส่งออกของอิหร่าน ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียอ้างว่าะจผลิตนำ้มันเพิ่มมาเสริมการขาดแคลนใดๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าริยาดและพันธมิตรไม่มีศักยภาพที่จะชดเชยการสูญเสียน้ำมันของอิหร่านได้เต็มที่ 

ตอนนี้ปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงเหลือประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรล (จากระดับ 2.5 ล้านบาร์เรลก่อนที่สหรัฐจะถอนตัวออกจาก JCPOA ในเดือนพฤษภาคม) ราคาของตะกร้าอ้างอิงโอเปกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 76 เหรียญ และหากการคาดการณ์ว่าอาจกระโดดขึ้นไปที่ 100 เหรียญต่อบาร์เรลนั้นถูกต้อง การเพิ่มขึ้นของราคานำ้มันก็จะช่วยชดเชยการสูญเสียรายได้ของอิหร่านแม้ว่าการส่งออกของเตหะรานจะถูกตัดออกไปอีก 1 ล้านบาร์เรล

ประการที่สอง : 

สงครามการค้าของทรัมป์กับจีน และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อรัสเซีย ทำให้ปักกิ่งและมอสโกมีโอกาสน้อยที่จะได้ทำงานร่วมกับวอชิงตันในกรณีอิหร่าน 

นอกจากนี้ทำเนียบขาวยังไม่สามารถหวังความร่วมมือจากสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านในปี 2003 และเห็นว่า JCPOA เป็นหนึ่งในความสำเร็จในด้านนโยบายต่างประเทศที่โดดเด่น นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังเห็นว่าการแซงชั่นนอกเขตอำนาจ (extraterritorial sanctions) เป็นภัยคุกคามต่ออัตลักษณ์และความเป็นอิสระของตัวเองมากขึ้น 

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังฝรั่งเศส “บรูโน เลอ แมร์” กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ผลของวิกฤตดังกล่าวกับอิหร่าน จะเป็นโอกาสสำหรับยุโรปที่จะมีสถาบันการเงินที่เป็นอิสระของตนเอง เพื่อที่เราจะสามารถค้าขายกับใครก็ตามที่เราต้องการ” 

ที่ผ่านมา ความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจสำคัญทั้งหลายมีความสำคัญต่อการสร้างนโยบายของอิหร่านที่มีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม : 

การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้วางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ในระบบการเงินโลก หลายทศวรรษที่ผ่านมาเงินดอลลาร์สหรัฐได้ครองตลาดการเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการถอนตัวของอเมริกันจาก JCPOA ได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย และตุรกี ใช้สกุลเงินในประเทศเพื่อการค้ากับอิหร่าน หากยุโรปประสบความสำเร็จในการสร้างระบบการเงินที่แยกออกจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประเทศอื่นๆ ก็สามารถใช้เงินยูโรในการค้ากับอิหร่าน ลดการครอบงำตลาดทั่วโลกของสหรัฐฯ

ประการที่สี่ : 

ผู้ลงนามที่เหลือของ JCPOA มองว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์เป็นวิธีหนึ่งในการตอบโต้ปฏิสัมพันธ์แบบเอกภาพนิยม (unilateralism) หรือตัดสินใจฝ่ายเดียวของอเมริกัน 

นี่เป็นเพราะ JCPOA เป็นข้อตกลงพหุภาคีที่ได้รับการสนับสนุนจากมติ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ออกไปเพียงฝ่ายเดียวและตอนนี้กำลังพยายามที่จะลงโทษประเทศอื่นๆ ที่ยังยึดมั่นในข้อตกลง การยอมจำนนใดๆ ต่อวอชิงตันเกี่ยวกับเรื่องนี้จะช่วยหนุนแนวทางสหรัฐฯ ในปัจจุบันต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ทั้งอิหร่านและประชาคมระหว่างประเทศจึงเห็นว่าการรักษา JCPOA เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์

ประการที่ห้า : 

พันธมิตรที่ทรงพลังของสหรัฐฯ เช่นสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นยังคงสนับสนุน JCPOA ต่อไป มีเพียงกลุ่มพันธมิตรระดับภูมิภาคเท่านั้น (ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล) ที่สนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในการถอนตัวออกจากการเจรจานี้ ในขณะที่ผู้เล่นระดับภูมิภาคอื่นๆ เช่นตุรกี โอมาน และอิรัก ยังคงให้การสนับสนุนต่อไป 

ในขณะเดียวกัน พัฒนาการในวิกฤตการณ์ภูมิภาคอื่นๆ ก็ไม่เกื้อหนุนสหรัฐฯ และพันธมิตร : บาชาร์ อัลอัสซาด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียและอิหร่านกำลังชนะสงครามกลางเมืองของซีเรีย, การศึกของสหรัฐในอัฟกานิสถานล้มเหลว, ซาอุดิอาระเบียไม่สามารถเอาชนะกลุ่มฮูซีที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานในเยเมน, และกาตาร์ได้รับชัยชนะจากการปิดล้อมของซาอุดีอาระเบีย พัฒนาการเหล่านี้จะช่วยให้เตหะรานสามารถหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับการแซงชั่นของรัฐวอชิงตันได้ง่ายขึ้น

“ซัยยิด ฮุสเซน โมซาเวียน”  กล่าวสรุปทิ้งท้ายบทความว่า ในช่วงหกสิบปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตามแนวทางปฏิสัมพันธ์แบบตัดสินใจฝ่ายเดียวของทรัมป์  และอนาคตของ JCPOA อาจส่งผลเปลี่ยนสูตรคริตศาสตร์ที่เป็นอยู่ โดยการสร้างรอยแยกระหว่างพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (transatlantic allies) และนำพาให้กลุ่มประเทศอำนาจนำทางตะวันออก ยุโรป และประเทศอำนาจนำในระดับภูมิภาคเช่น อิหร่าน ตุรกี และอิรัก เข้าใกล้ชิดกันมากขึ้น 

นอกจากนี้ JCPOA ได้ปูทางให้ประเทศอำนาจนำของโลกอื่นๆ (โดยเฉพาะยุโรป จีน รัสเซีย และอินเดีย) ที่จะรักษาข้อตกลงระหว่างประเทศโดยไม่ต้องใช้ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิ่งนี้จะควบคู่ไปกับการถอดอเมริกันออกจากบทบาทระหว่างประเทศ อันมีศักยภาพในการปฏิรูปอำนาจการเมืองระหว่างประเทศ เปลี่ยนจากระบบอเมริกันนำไปสู่โลกที่มีหลายขั้ว (multi-polar world) โดยผู้เล่นในภูมิภาคมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ฉากหลังของการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่านจะทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น และไม่น่าจะทำให้วอชิงตันเข้าใกล้เป้าหมายของตนที่มีต่ออิหร่านได้

 

คลิ๊กอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก middleeastmonitor