บิ๊กตู่ ชวนเที่ยว จ.บึงกาฬ และหนองคาย ชมอากาศดี สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย

24

   12 ธันวาคม 2561 นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่พร้อมด้วย นายทวีป บุตรโพธิ์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอาจณรงณ์ สัตยพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกรม และคณะ ณ จังหวัดบึงกาฬและหนองคาย เพื่อร่วมติดตามราชการในโอกาสที่ นายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.บึงกาฬ และ จ.หนองคาย และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 9/2561 ณ จังหวัดหนองคาย ระหว่างวันที่ 12 – 13 ธันวาคม 2561 โดยมีทีมงาน พช.บึงกาฬ หนองคาย และอุดรธานี ให้การต้อนรับ

   โดยในวันที่ 12 ธันวาคม 2561 นายกรัฐมนตรีและคณะ มีภารกิจ ดังนี้
จุดที่ 1 : นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการบูรณาการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแลประชาชนอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดโพธาราม ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ กิจกรรม ณ จ.บึงกาฬ
จุดที่ 2 : นายกรัฐมนตรี พบปะประชาชน ณ สวนสาธารณะหนองบึงกาฬและบึงสวรรค์
– รับชมการแสดง “บึงกาฬบ้านอ้าย”
– นายกรัฐมนตรีกล่าวพบปะประชาชน
📌 นายกรัฐมนตรี กล่าวกับประชาชนว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การที่รัฐบาลเพิ่มงบประมาณเป็นภาระหน้าที่ของรัฐต้องการดูแลผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ ส่วนเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีที่มีการโกง มีการหลอกลวงเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้บัตรมา ก็ต้องยึดบัตร ยึดเงินคืน เพราะมีความผิดทางอาญา วันหน้ารัฐบาลจะดูแลให้มากขึ้น
   จังหวัดบึงกาฬ เป็นพื้นที่ปลูกยางพาราอันดับหนึ่งของภาคอีสาน กรณีราคายางตกต่ำว่าเพราะมีการปลูกมาก และมีการสต็อกของเป็นจำนวนมาก อีกทั้งกลไกราคาต้องอิงจากราคาตลาดโลก ไม่สามารถกำหนดได้เอง ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลกำลังแก้ไขคือ มาตรการช่วยเหลือระยะแรก ให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนระยะต่อไปหวังให้เกษตรกรปรับตัวเปลี่ยนแปลงพืชปลูกให้เหมาะสมกับกลไกตลาด และความเป็นไปได้ในการลดพื้นที่ปลูกยางพารา หันมาทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชหลายชนิดทดแทน”
โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันโลกกำลังให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ ฉะนั้นการผลิตสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะผลิตผลทางการเกษตรควรให้มีความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม อาทิการส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำผลผลิตไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต และเน้นย้ำเรื่อง การผลิต ทั้งพืชเกษตร สินค้าเกษตรต่างๆ ให้ดูความต้องการของตลาดเป็นหลัก ในส่วนของการตลาด การขาย ควรกำหนดราคาให้เหมาะสมทั้งราคาและคุณภาพ
– เยี่ยมชมผลงานการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลของจังหวัดบึงกาฬ ดังนี้ 1) โครงการถนนยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา 2) เกษตรแปลงใหญ่ 3) ข้าวครบวงจร 4) ผลิตภัณฑ์ OTOP 5) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หนองเลิง 6) โครงการคืนถังขยะ
📌 ในส่วนกรมการพัฒนาชุมชน โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมจัดนิทรรศการโดยแสดงผลงานเด่น 2 รายการ คือ
1. “นวัตกรรมผ้าขาวม้าหมักโคลนย้อมสีธรรมชาติ” บ้านสะง้อ หมู่ ต.หอคำ อ.เมือง จ.บึงกาฬ : เดิมการทำผ้าเขาม้าของชุมชนสะง้อ มีการย้อมสีผ้าจากสีเคมี เนื่องจากเศรษฐกิจฐานรากที่ขยายตัวในปัจจุบัน ประกอบกับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทในผลิตภัณฑ์ชุมชน คนมีการรักสาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านชุมชนสะง้อ จึงนำวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ที่ได้ถูกลืมหายไป มาพัฒนาขึ้นใหม่ คือการหมักผ้าขาวม้า วัตถุดิบท้องถิ่น ทั้ง เปลือกต้นคูณ ชมพู่มะเหมี่ยว หมากค้อเขียวพันปี และโคลนาคีจากดินโคลนในแม่น้ำโขง รวมถึงปูน(เคี้ยวหมาก) จะได้ผ้าขาวม้าสีต่างๆ มีการพัฒนาผ้าขาวม้าเป็นลวดลายต่างจากการพัฒนาโดยหน่วยงานภาคี เมื่อยอมลงบนเส้นด้ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนในรูปแบบต่างๆ อาทิ หมวก เสื้อผ้า กระเป๋า เพิ่มมูลค่าให้กับผ้า จากเดิมราคาผืนละ 100 บาท มาขายได้ในราคาผืนละ 500 – 600 บาท
2. “ข้าวเม่า ขนมแปรรูปโบราณ” บ้านห้วยไม้ซอด หมู่ 9 ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ : วิถีชีวิตชุมชนอีสานคือการปลูกข้าวเพื่อรับประทานเป็นอาหารหลักในการเลี้ยงชีพ การทำข้าวเม้าเป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่ง โดยนำข้าวเปลือกเหนียวพี่ยังไม่แก่จัดมาคั่วและตำเพื่อรับประทานเป็นของหวาน และในปี 2561 ทางราชการได้มีโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อพัฒนา เศรษฐกิจในระดับฐานราก จ.บึงกาฬ ภายใต้การดำเนินงานโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ได้นำเอาวิถีชีวิตกาทำข้าวเม่าของคนในชุมชน มาพัฒนาต่อยอด เป็น “นวัตกรรมใหม่” เกิดเป็นข้าวเม่าแปรรูปเป็นกระนาสารทข้าวเม่า ซึ่งเดิมขายข้าวเปลือกได้กิโลกรัมละ 12 บาท ทำเป็นข้าวสารขายได้กิโลกรัมละ 40 บาท เมื่อนำวิถีชุมชนเข้ามาพัฒนาจากการทำข้าวเม่าสดขายได้กิโลกรัมละ 150 บาท เมื่อแปรรูปแล้ว สามารถจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท : กลุ่มข้าวเม้าบ้านห้วยไม้ซอด มีทั้งหมด 3 กลุ่ม/กลุ่มละ 50 คน สร้างให้เกิดรายได้กลุ่มละ 100,000 บาท/เดือน รายได้ต่อปีรวม 3 กลุ่ม = 3,600,000 บาท
จุดที่ 3 : สถานีผลิตน้ำปะโค การประปาส่วนภูมิภาค สาขาหนองคาย
– นายกรัฐมนตรีเปิดโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคอำเภอเมืองหนองคาย – อำเภอสระใคร