นาโนเทค-สวทช. นำทีมวิจัยและผู้ประกอบการไทย แสดงนิทรรศการ Thailand Pavilion ในงาน nano tech 2019

80

ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติTokyo Big Sight กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น : ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะนักวิจัยและผู้ประกอบการไทย นำเสนอผลงานนิทรรศการ Thailand Pavilion ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ nano tech 2019 (The 18thInternational Nanotechnology Exhibition and Conference) ระหว่างวันที่ 30 มกราคม -1 กุมภาพันธ์ 2562 โดยวันแรกของการแสดง Thailand Pavilion ได้รับเกียรติจาก นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ อัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เปิดงาน ร่วมกับ ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย เพิ่มโอกาสสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาผลงานวิจัยและด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านนาโนสู่ภาคอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศและใน EECiตลอดจนสร้างความร่วมมือและโครงการร่วมวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า นิทรรศการ Thailand Pavilion เป็นการแสดงผลงานวิจัย ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยีที่สำคัญงานหนึ่งของวงการนาโนเทคโนโลยีระดับโลก สวทช. โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือนาโนเทค เป็นกำลังหลักในการร่วมแสดงในงานนิทรรศการ nano tech 2019 อย่างต่อเนื่องประจำทุกปี เพื่อนำผลงานวิจัยมาร่วมจัดแสดงสร้างและพัฒนาความเชื่อมโยงการวิจัยและพัฒนา เป็นประโยชน์ต่อการเสาะแสวงหาเรียนรู้เทคโนโลยีและแนวโน้มทิศทางสร้างนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศต่างๆ รวมถึงโอกาสได้เจรจาและจับคู่ธุรกิจเพื่อเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจในวงกว้างออกไป นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัย นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ด้านนาโนเทคโนโลยีไปสู่ภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งความเข้มแข็งทางวิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศต่อไป

ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.กล่าวว่า นาโนเทค ได้เข้าร่วมงานนิทรรศการ nano tech ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 10 ปีแล้วที่นาโนเทคร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนนำผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาจัดแสดง ในปี 2562 นี้มีหน่วยงานจากประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงานรวมทั้งสิ้น 8 หน่วยงาน ได้แก่ สวทช. พร้อมด้วยหน่วยงานศูนย์แห่งชาติ (นาโนเทค เนคเทค ไบโอเทค และเอ็มเทค) รวมถึงมหาวิทยาลัยมหิดลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัดบริษัท Haydale Technology (Thailand) จำกัด บริษัท Prime Nanotechnology จำกัด และสมาคมนาโนเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จัดแสดงภายใต้แนวคิด “NANOVATION for Smart Society”

“การจัดนิทรรศการ nano tech 2019 ปีนี้ ภายใต้แนวคิด “NANOVATION for Smart Society นวัตกรรมเพื่อสังคมยุคใหม่ เป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย สามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาผลงานวิจัยและด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านนาโนเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ตลอดทั้งสร้างความร่วมมือและโครงการร่วมวิจัยกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น”ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค กล่าว

นอกจากเข้าร่วมนิทรรศการ nano tech 2019 ในฐานะหน่วยงานจากประเทศไทยแล้ว ยังมีกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งในด้านความร่วมมือทางวิชาการอื่นๆ กับหน่วยงานชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น อาทิ การหารือความร่วมมือการวิจัยและพัฒนากับสถาบัน Keio Quantum Computing Center จาก Keio University การเข้าเยี่ยมชมLife innovation center ณ Kanazawa Science Park สถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท Bridgestone Corporation บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยาง รวมถึงยังประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน Precision Nanomedicine ร่วมกับ The University of Tokyo และศูนย์นวัตกรรมเวชศาสตร์นาโน หรือ Innovation Center of NanoMedicine (iCONM) เพื่อพัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่องด้านสุขภาพและการแพทย์ของทั้งสองประเทศหลังจากปีที่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ของไทยได้เดินทางเยี่ยมชมการวิจัยและพัฒนาของ iCONMเพื่อให้เกิดโครงการวิจัยและการพัฒนากำลังคนโดยการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัยร่วมกัน ทั้งหมดของกิจกรรมข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในเชิงธุรกิจ พร้อมสร้างความร่วมมือและความเข้มแข็งทางวิชาการ เพื่อเป็นฐานสำคัญในการตอบโจทย์การวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยต่อไป