อิหร่านไม่ใช่เป้าหมายอ่อน สาเหตุที่สหรัฐฯ ไม่น่ากล้าโจมตี

1386

มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับสงครามที่ใกล้เข้ามากับอิหร่าน สหรัฐฯ กำลังมีส่วนร่วมในการสร้างกองทัพในอ่าวเปอร์เซีย และวาทศิลป์จากวอชิงตันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามความขัดแย้งอย่างเต็มรูปแบบยังไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอิหร่านแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐเคยโจมตี มันไม่ใช่ “เป้าหมายอ่อนแอ” (soft target)

สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือนำโดยเรือธง “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” และกองกำลังเครื่องบินทิ้งระเบิดไปยังตะวันออกกลางเมื่อเดือนที่แล้ว เพนตากอนยังประกาศด้วยว่า ขีปนาวุธแพทริออตและเรือขนส่ง “ยูเอสเอส อาร์ลิงตัน” ก็กำลังเดินทางไปยังอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อนำมารวมกับวาทศิลป์ต่อต้านอิหร่านอย่างดุเดือดในรูปแบบนีโอคอนโดยฝ่ายบริหารของทรัมป์ เช่นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ “จอห์น โบลตัน” และการยืนยันว่าอิหร่านได้ก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันสี่ลำในอ่าวเปอร์เซีย นี่หมายความว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความขัดแย้งหรือไม่?

แม้เราไม่ควรเมินต่อความเสี่ยงของบางสิ่งที่ใหญ่โตซึ่งอาจเปิดฉากเร็วๆ นี้ แต่ถ้าในฐานะนักพนัน เงินของผมอยู่ฝั่งที่เชื่อว่า “สหรัฐฯ จะไม่โจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน”

เพียงพิจารณา “รูปแบบ” (form) ก็จะเห็นว่า ทุกประเทศที่ถูกโจมตีหรือรุกรานโดยตรงจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็นเก่า เป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้อย่างแม่นยำว่าเป็นเป้าหมายง่ายๆ หรือ “ผลไม้ที่ห้อยอยู่เตี้ยๆ” (low-hanging fruit) ตามสำนวนฝรั่ง หมายถึงประเทศเหล่านั้นอ่อนแอทางทหาร ไม่มีพันธมิตรรายใหญ่ที่สามารถรับประกันได้ว่าจะช่วยเหลือ และ/หรือไม่มีระดับการคุกคามที่เชื่อได้ว่าจะสามารถยับยั้งการโจมตีได้

ยูโกสลาเวียในปี 1999 มีกองทัพที่แข็งแกร่งและเป็นที่เคารพนับถือ กองทัพประชาชนยูโกสลาเวีย (JNA) และการป้องกันทางอากาศอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร แต่มันถูกโดดเดี่ยวในระดับสากล ถูกทำให้อ่อนแอลงโดยการคว่ำบาตร และไม่มีพันธมิตรมาช่วยเหลือ รัสเซียสามารถป้องกันยูโกสลาเวียจากการโจมตีได้ แต่สหรัฐฯ รู้ว่ารัฐบาลคอรัปชั่น “บอริส เยลต์ซิน” (Boris Yeltsin) สามารถซื้อได้ง่ายๆ และเขาก็เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นอย่างนี้ JNA ก็ยังไม่พ่ายแพ้ ถึงขั้นสหรัฐฯ ต้องขู่ว่าจะกำจัดโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย

อีกสองปีต่อมา สหรัฐฯบุกอัฟกานิสถาน กองทัพอากาศอัฟกันในเวลานั้นเล็กมาก โดยไม่ต้องแปลกใจว่าเป็นความแตกต่างทางทหารที่ห่างชั้นมาก รัฐบาลตอลิบานในกรุงคาบูลจึงล้มลงในเวลาไม่ถึงสองเดือน

ในเดือนมีนาคมปี 2003 อิรักถูกรุกรานซึ่งไม่ใช่เพราะ “มี” อาวุธทำลายล้างสูง – ตามเหตุผลที่ระบุไว้สำหรับการโจมตี – แต่เพราะมัน “ไม่มี” อาวุธทำลายล้างสูงต่างหาก หลังจากหลายปีของการแซงชั่นที่หนักหน่วง ประเทศนี้อยู่ในสถานะอ่อนแอมาก การเตือนภัยล่วงหน้าและการป้องกันทางอากาศของมันได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในการโจมตีซ้ำๆ โดย ‘กองกำลังพันธมิตร’ และ ‘กองทัพอากาศ’ ประกอบด้วยมีเครื่องบินที่ใช้การได้เพียง 90 ลำเท่านั้น และไม่มีลำใดถูกนำมาใช้เมื่อผู้บุกรุกเข้ามา

แปดปีหลังจากอิรัก สหรัฐฯ ก็ทำสงครามกับลิเบีย นี่ก็เป็นเป้าหมาย “อ่อน” อีกครั้ง “มูอัมมาร์ กัดดาฟี” ตอบสนองอย่างโง่เขลาต่อการรุกรานอิรักของสหรัฐฯ โดยยอมยกธงขาวโปรแกรมนิวเคลียร์ (WMD) ของประเทศเขา จอร์จ ดับเบิลยู บุช อธิบายว่ามันเป็น “ตัวเลือกที่ชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบ” แต่คุณสามารถเดิมพันได้เลยว่า กัดดาฟีต้องรู้สึกเสียใจอย่างขมขื่นขณะที่เขาซ่อนตัวในท่อระบายน้ำใต้ดินหลังจากที่สหรัฐโจมตีประเทศของเขา ก่อนที่เขาจะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

ความจริงที่ว่า สหรัฐฯ เพียงแต่ทำสงครามกับเป้าหมายอ่อน สามารถเห็นได้ในความล้มเหลวของพวกเขาหลังเริ่มต้นการโจมตีทางทหารอย่างเต็มรูปแบบในซีเรีย หลายครั้งที่ความขัดแย้งนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ แต่ทุกครั้งวอชิงตันก็ต้องถอยฉากออก รัสเซียได้เรียนรู้บทเรียนเกี่ยวกับลิเบีย และมันจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองเมื่อมันมาเพื่อปกป้องพันธมิตรใน MENA (ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ) อีกราย

ถ้าซีเรียมีเล่ห์เหลี่ยม อิหร่านก็ยิ่งซับซ้อนกว่า เว็บไซต์โกลบอลไฟร์พาวเวอร์ (Global Firepower) จัดให้สาธารณรัฐอิสลามอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลกในด้านความสามารถทางทหาร

นั่นสูงกว่าอิสราเอลสองระดับ หากสหรัฐอเมริกาต้องการที่จะเริ่มการบุกรุกทางบก มันคุ้มค่าที่ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีบุคลากรทางทหารกว่าครึ่งล้านคน และเจ้าหน้าที่กองกำลังสำรองอีก 350,000 คน สิ่งนี้ไม่รวมถึง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงฮิซบุลเลาะห์และหน่วยรบชีอะห์ในอิรักที่ต่อสู้ต้านไอซิส ซึ่งสามารถระดมกำลังพลเพื่อต่อต้านเป้าหมายระดับภูมิภาคของสหรัฐได้

ในส่วนศักยภาพทางอากาศ อิหร่านมีเครื่องบินมากกว่