ต้นกำเนิดลับแห่งความสัมพันธ์ “สหรัฐอเมริกา-เคิร์ด” ที่ไขความหายนะในวันนี้

เมล็ดพันธุ์แห่งการทอดทิ้งชาวเคิร์ดของวอชิงตันมีร่องรอยย้อนกลับไปยังเอกสารลับที่เขียนในปี 1970 โดย “เฮนรี คิซซิงเจอร์”

200
ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี แห่งอิหร่าน พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเฮนรี คิสซิงเจอร์ ในซูริกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1975 (JAMES ANDANSON / SYGMA VIA GETTY IMAGES via FP)

วันที่ 30 มิถุนายน 1972 ชายชาวเคิร์ดสองคน คือ “อิดริส บาร์ซานี” และ “มาห์มุด อุษมาน” มาถึงที่สำนักงานใหญ่ “ซีไอเอ” ในเมืองแลงก์ลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย และถูกนำไปที่สำนักงานของ “ริชาร์ด เฮลม์ส” ผู้อำนวยการสายลับระดับตำนาน พวกเขาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่งงงวยในนโยบายของสหรัฐอเมริกา, “เฮนรี คิสซิงเจอร์” ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี “ริชาร์ด นิกสัน” เคยได้มอบหมายเป็นการส่วนตัวให้เฮลม์ส แสดงความเห็นอกเห็นใจในนามชาวอเมริกันต่อชะตากรรมของชาวเคิร์ด และให้ความมั่นใจแก่พวกเขาว่าเขา “พร้อมที่จะพิจารณาคำขอความช่วยเหลือของพวกเขา”,  เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ชาวเคิร์ดต่อสู้กับรัฐบาลอิรักและได้ขอความช่วยเหลือจากชาวอเมริกันนับครั้งไม่ถ้วน, ทว่าตอนนี้เฮลม์สก็ประกาศว่าสหรัฐฯ เปลี่ยนใจแล้ว เขาล้มเหลวที่จะพูดถึงมันว่าในไม่ช้าก็จะเปลี่ยนอีกครั้ง

ประวัติอันยาวนานของสหรัฐอเมริกาในการทอดทิ้งชาวเคิร์ดนั้นเป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่นักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่ สิ่งที่ถูกลืมไปแล้วส่วนใหญ่นั้นก็คือการทรยศในที่สุด ซึ่งทั้งหมดสามารถคาดการณ์ได้จากวิธีที่ทั้งสองฝ่ายมารวมกันตั้งแต่แรก แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สนับสนุนตุรกีในการทำสงครามในซีเรียเพื่อโจมตีชาวเคิร์ดที่เป็นพันธมิตรกับชาวอเมริกัน โดยไม่เข้าใจถึงต้นกำเนิดของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาวเคิร์ด

……

ประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงปี 1920 เมื่อชาวเคิร์ดซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ได้มีรัฐเป็นของตนเองได้รับการรับรองว่าจะมีเอกราชใน “สนธิสัญญาแซฟวร์” (Treaty of Sèvres) แต่สองมหาอำนาจในวันนี้คือ “อังกฤษและฝรั่งเศส” ได้บิดพลิ้วในปี 1923 และชำแหละดินแดนของเคิร์ดเป็นตุรกี อิหร่าน อิรัก และซีเรียในยุคปัจจุบัน ชาวเคิร์ดก่อกบฏต่อการทรยศนี้และถูกบดขยี้โดยอาณานิคมใหม่ของอังกฤษ ฝรั่งเศส อิหร่าน และตุรกี หลังจากหลายทศวรรษแห่งความเงียบสงบผ่านไปชาวเคิร์ดได้พยายามอีกครั้งเพื่อบรรลุการปกครองตนเองในช่วงหลังการปฏิวัติของอิรักในปี 1958 ซึ่งมีการโค่นล้มราชวงศ์ฮัชไมต์ (Hashemite monarchy)

หลังการปะทุของสงครามในเคอร์ดิสถานของอิรัก เมื่อเดือนกันยายน ปี 1961 รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้นโยบายไม่แทรกแซง วัตถุประสงค์หลักของนโยบายของสหรัฐฯ ในขณะนั้นคือเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับแบกแดด และมีความสงสัยอยู่เสมอว่าผู้นำกลุ่มกบฏชาวเคิร์ด “มุสตาฟา บาร์ซานี” (Mustafa Barzani) เป็นตัวแทนของคอมมิวนิสต์ ทำให้เขาถูกเนรเทศ 11 ปีในสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1947 ถึง 1958

อย่างไรก็ตาม สองพันธมิตรของอเมริกันในภูมิภาค – อิสราเอลและอิหร่าน – สรุปอย่างรวดเร็วว่า ชาวเคิร์ดอิรักเป็นพันธมิตรเชิงอุดมการณ์และยุทธศาสตร์ที่สามารถถูกนำไปใช้เพื่อบั่นทอนระบอบชาตินิยมอาหรับหัวรุนแรงในแบกแดด – และกองทัพขนาดใหญ่- ที่ผูกติดอยู่, เริ่มตั้งแต่กลางปี 1962 ชาห์แห่งอิหร่านสั่งการให้หน่วยงานข่าวกรองของเขาที่ชื่อว่า “ซาวัค” (SAVAK) ช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มกบฏชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของอิรักเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของระบอบการปกครองในแบกแดด ชาวอิสราเอลเข้าร่วมการแทรกแซงของอิหร่านเมื่อปี 1964 หลังจากที่นายกรัฐมนตรี “เดวิด เบ็นกูเรียน” ให้การยอมรับชาวเคิร์ดว่าเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการต่อต้านระบอบอาหรับหัวรุนแรงในแบกแดด ซึ่งสำหรับทศวรรษต่อไป ยุทธศาสตร์ของอิหร่านและอิสราเอลนั้นง่ายมาก : ตราบใดที่ชาวเคิร์ดเป็นอันตรายที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบันต่อแบกแดด กองทัพอิรักก็จะไม่สามารถนำกำลังไปใช้กับอิสราเอลในกรณีที่มีสงคราม หรือคุกคามความทะเยอทะยานของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย สิ่งนี้ผลิดดอกออกผลในปี 1967 เมื่ออิรักไม่สามารถปรับใช้กองกำลังของตนในสงครามอาหรับกับอิสราเอล และในสงครามสืบต่อในปี 1973 เมื่อมันสามารถรวบรวมกองกำลังได้เพียงส่วนเดียว เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ของกองทัพถูกมัดไว้ที่อิรักตอนเหนือ

ชาวอเมริกันยังคงเชื่องช้าที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1960 ทั้งชาวอิหร่านและอิสราเอลได้พยายามโน้มน้าวให้ทำเนียบขาวพิจารณาทบทวนนโยบายการแทรกแซงของตน อนึ่งเคิร์ดอิรักเคยพบกับเจ้าหน้าที่ด้านต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเป็นประจำ พวกเขาได้รับการต้อนรับด้วยความสุภาพ แต่ถูกปฏิเสธเสมอมา

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 1968 เมื่อพรรคบาธ (Baath Party) -ซึ่งผู้นำในนั้นรวมถึงซัดดัม ฮุสเซน ที่ยังเด็ก- ได้ยึดอำนาจและสถาปนาตนเองเป็นพลังทางการเมืองที่โดดเด่นในอิรักในอีก 35 ปีต่อมา, ในเดือนมีนาคมปี 1970 ซัดดัมสรุปว่าการทำสงครามกับชาวเคิร์ดของประเทศนั้นเป็นความพยายา