เปิดตำนาน ราชินีโจรสลัดมุสลิม “ซัยยิดะห์ อัลฮูร์รา” (ตอนที่ 2 จบ)

66

“โอรุค เรอีส” (Oruç Reis) เป็นกะลาสีจากเกาะเลสบอส ประเทศกรีซ ลูกชายของชาวเติร์กกับชาวกรีก เดิมทีเขาเป็นพ่อค้าตามกฎหมาย แต่พี่ชายของเขาถูกฆ่าตายและเขาถูกจับกุมโดยอัศวินฮอสพิทาลเลอร์ (Knights Hospitaller) เมื่อเขาได้รับการช่วยเหลือจากน้องชายอีกคน เขาก็หันไปเป็นโจรสลัดเพื่อแก้แค้น 

พี่น้องเรอีสกลายเป็นโจรสลัดซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐ กองเรือของพวกเขาได้รับทุนและอุปถัมภ์จากผู้ปกครองชาวมุสลิม เพื่อแลกกับการทำลายล้างของพวกเขาต่อศัตรูของรัฐ “โอรุค เรอีส” สร้างฐานของเขาบนเกาะเจอร์บา (Djerba : ปัจจุบันอยู่นอกชายฝั่งของตูนิเซีย) ซึ่งเขาได้สร้างเรือตรวจค้นพิเศษตามแนวชายฝั่งของรัฐสันตะปาปา (Papal States) หรือ รัฐคริสตจักร (เป็นหนึ่งในรัฐทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 จนกระทั่งอิตาลีรวมตัวกันเป็นประเทศเดียวกัน)

ซัยยิดะห์และผู้คนของเธอก็มีเหตุผลที่จะเป็นพันธมิตรกับ “โอรุค เรอีส” เนื่องจากเขาคือผู้ที่ได้นำกองเรือไปช่วยอพยพผู้ลี้ภัยข้ามฟากจากสเปนไปยังแอฟริการะหว่างปีค. ศ.1504 และ 1510 จากการประหัตประหารชนกลุ่มน้อยทางศาสนาบนคาบสมุทรไอบีเรียที่รุนแรงขึ้น การกุศลครั้งนี้ทำให้เขาได้รับสมญานามว่า “บาบา โอรุค” (Baba Oruç) ที่แปลว่า บิดาโอรุค (Father Oruç) และคิดว่าชื่อนี้มันอาจนำไปสู่การตีความที่ผิดๆ ซึ่งนำไปสู่ชื่อที่เขาถูกรู้จักในหมู่ชาวตะวันตกว่า บาร์บารอสซา (Barbarossa) ซึ่งเป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “เคราแดง” (ซึ่งจริงๆ แล้ว โอรุค เรอีสจะมีเคราสีแดงหรือไม่นั้นก็ไม่แน่ใจ) ชื่อเล่นอื่นของเขาคือ “Gümü? Kol” ที่ได้รับในปี 1512 มันหมายถึง “แขนเงิน” และนั่นคือสิ่งที่เขามีมาแทนที่หลังจากที่เขาสูญเสียแขนในการต่อสู้เพื่อขับไล่อาณานิคมสเปนออกจากแอฟริกา

ด้วยข้อตกลงจาก “โอรุค เรอีส” ว่าเธอจะควบคุมครึ่งหนึ่งของของทะเลทางตะวันตก ในขณะที่เขาควบคุมฝั่งตะวันออก ซัยยิดะห์ก็ได้เปิดตัวสู่อาชีพโจรสลัดของเธออย่างจริงจัง และเพราะจุดที่ตั้งฐานของเธอ มันจึงเป็นพ่อค้าชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่ที่ต้องประสบการโจมตีของเธอ และในไม่ช้าเธอกลายเป็นที่เกลียดชังของพวกเขาอย่างมาก ชาวโปรตุเกส “อธิษฐานขอพระเจ้าให้พวกเขาเห็นเธอถูกแขวนคอจากเสากระโดงเรือ” ตามที่นักประวัติศาสตร์ชาวสเปน (GermánVázsquez Chamorroป บันทึกไว้ นี่คงไม่น่าเป็นไปได้เพราะเธอไม่เคยแล่นเรือออกไปหรือนำพวกโจรสลัดบุกโจมตี เธอพอใจที่จะจัดการสิ่งต่างๆ จากเบื้องหลังและเจรจาค่าไถ่สำหรับลูกเรือชาวโปรตุเกสและสเปนจำนวนมากที่เธอจับได้  รางวัลเด่นอย่างหนึ่งคือภรรยาของผู้ว่าราชการโปรตุเกสซึ่งเธอได้รับเงินจำนวนมาก

ภาพวาดศตวรรษที่ 19 ของ
โอรุค เรอีส โดย Achille Devéria

ด้าน  “โอรุค เรอีส” ผู้ทะเยอทะยานต้องการมีอาณาจักรของตนเอง ดังนั้นเขาและพี่น้องจึงออกเดินทางเพื่อขับชาวสเปนออกจากแอลเจียร์และยึดคืนมัน “โอรุค เรอีส” ก็สั่งปลดผู้ปกครองคนก่อนและประกาศตนเองว่าเป็นสุลต่าน แต่ในไม่ช้าเขาก็ถูกบังคับให้ยอมรับความเป็นจริงและเสนอให้เข้าร่วมกับจักรวรรดิออตโตมันเพื่อได้รับการปกป้อง และด้วยความช่วยเหลือของออตโตมันพี่น้องเรอีสกก็สามารถยึดครองแอลเจียร์ได้ แต่โอรุคถูกฆ่าตายในระหว่างการต่อสู้ น้องชายของเขาฮีเซียร์ (Hizir) รับตำแหน่งผู้นำแทนเขาและเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตกในฐานะ “บาร์บารอสซา” (Barbarossa) แต่สำหรับสหายเขาเป็นที่รู้จักในนาม “เฮย์เรดดีน” (Hayreddin) ซึ่งแปลว่า “ความดีของศาสนา[อิสลาม]” เป็นชื่อที่สุลต่านออตโตมันมอบให้แก่เขา พี่น้องเรอีสได้ผูกมัดตัวเองเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในการเลือกเป็นพันธมิตรกับพวกออตโตมาน เพราะสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะเปลี่ยนออตโตมันให้กลายเป็นมหาอำนาจแห่งยุโรป “เฮย์เรดดีน” รับใช้ สุลต่านสุไลมานอย่างซื่อสัตย์ทั้งในฐานะปาชาแห่งแอลเจียร์ (Pasha of Algiers) อันเป็นตำแหน่งขุนนาง ออตโตมันระดับสูง และเป็นผู้บัญชาการแห่งกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนของเขา

ซัยยิดะห์ ยังคงเป็นพันธมิตรกับ “เฮย์เรดดีน” และกองเรือของเธอยังคงควบคุมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก เมื่อพวกออตโตมานและฝรั่งเศสกลายเป็นพันธมิตรมันก็แยกประเทศไอบีเรียออกไป เธอยังคงทำลายกองเรือของพวกเขาในหลายทศวรรษต่อมา ซึ่งท้ายที่สุดก็ถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงานของเธอในฐานะโจรสลัด นั่นคือการบุกยึด      ยิบรอลตาร์ในปีค. ศ. 1540 ในเวลานั้นเกาะแห่งนี้เป็นสมบัติของจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 (Charles V) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นคู่แข่งที่ยาวนานของชาวออตโตมานและพยายามล่อลวง “เฮย์เรดดีน” ให้ออกห่างจากพวกเขาด้วยข้อเสนอที่จะทำ