เปิดตำนาน ราชินีโจรสลัดมุสลิม “ซัยยิดะห์ อัลฮูร์รา” (ตอนที่ 2 จบ)

58

“โอรุค เรอีส” (Oruç Reis) เป็นกะลาสีจากเกาะเลสบอส ประเทศกรีซ ลูกชายของชาวเติร์กกับชาวกรีก เดิมทีเขาเป็นพ่อค้าตามกฎหมาย แต่พี่ชายของเขาถูกฆ่าตายและเขาถูกจับกุมโดยอัศวินฮอสพิทาลเลอร์ (Knights Hospitaller) เมื่อเขาได้รับการช่วยเหลือจากน้องชายอีกคน เขาก็หันไปเป็นโจรสลัดเพื่อแก้แค้น 

พี่น้องเรอีสกลายเป็นโจรสลัดซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐ กองเรือของพวกเขาได้รับทุนและอุปถัมภ์จากผู้ปกครองชาวมุสลิม เพื่อแลกกับการทำลายล้างของพวกเขาต่อศัตรูของรัฐ “โอรุค เรอีส” สร้างฐานของเขาบนเกาะเจอร์บา (Djerba : ปัจจุบันอยู่นอกชายฝั่งของตูนิเซีย) ซึ่งเขาได้สร้างเรือตรวจค้นพิเศษตามแนวชายฝั่งของรัฐสันตะปาปา (Papal States) หรือ รัฐคริสตจักร (เป็นหนึ่งในรัฐทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 จนกระทั่งอิตาลีรวมตัวกันเป็นประเทศเดียวกัน)

ซัยยิดะห์และผู้คนของเธอก็มีเหตุผลที่จะเป็นพันธมิตรกับ “โอรุค เรอีส” เนื่องจากเขาคือผู้ที่ได้นำกองเรือไปช่วยอพยพผู้ลี้ภัยข้ามฟากจากสเปนไปยังแอฟริการะหว่างปีค. ศ.1504 และ 1510 จากการประหัตประหารชนกลุ่มน้อยทางศาสนาบนคาบสมุทรไอบีเรียที่รุนแรงขึ้น การกุศลครั้งนี้ทำให้เขาได้รับสมญานามว่า “บาบา โอรุค” (Baba Oruç) ที่แปลว่า บิดาโอรุค (Father Oruç) และคิดว่าชื่อนี้มันอาจนำไปสู่การตีความที่ผิดๆ ซึ่งนำไปสู่ชื่อที่เขาถูกรู้จักในหมู่ชาวตะวันตกว่า บาร์บารอสซา (Barbarossa) ซึ่งเป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “เคราแดง” (ซึ่งจริงๆ แล้ว โอรุค เรอีสจะมีเคราสีแดงหรือไม่นั้นก็ไม่แน่ใจ) ชื่อเล่นอื่นของเขาคือ “Gümü? Kol” ที่ได้รับในปี 1512 มันหมายถึง “แขนเงิน” และนั่นคือสิ่งที่เขามีมาแทนที่หลังจากที่เขาสูญเสียแขนในการต่อสู้เพื่อขับไล่อาณานิคมสเปนออกจากแอฟริกา

ด้วยข้อตกลงจาก “โอรุค เรอีส” ว่าเธอจะควบคุมครึ่งหนึ่งของของทะเลทางตะวันตก ในขณะที่เขาควบคุมฝั่งตะวันออก ซัยยิดะห์ก็ได้เปิดตัวสู่อาชีพโจรสลัดของเธออย่างจริงจัง และเพราะจุดที่ตั้งฐานของเธอ มันจึงเป็นพ่อค้าชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่ที่ต้องประสบการโจมตีของเธอ และในไม่ช้าเธอกลายเป็นที่เกลียดชังของพวกเขาอย่างมาก ชาวโปรตุเกส “อธิษฐานขอพระเจ้าให้พวกเขาเห็นเธอถูกแขวนคอจากเสากระโดงเรือ” ตามที่นักประวัติศาสตร์ชาวสเปน (GermánVázsquez Chamorroป บันทึกไว้ นี่คงไม่น่าเป็นไปได้เพราะเธอไม่เคยแล่นเรือออกไปหรือนำพวกโจรสลัดบุกโจมตี เธอพอใจที่จะจัดการสิ่งต่างๆ จากเบื้องหลังและเจรจาค่าไถ่สำหรับลูกเรือชาวโปรตุเกสและสเปนจำนวนมากที่เธอจับได้  รางวัลเด่นอย่างหนึ่งคือภรรยาของผู้ว่าราชการโปรตุเกสซึ่งเธอได้รับเงินจำนวนมาก

ภาพวาดศตวรรษที่ 19 ของ
โอรุค เรอีส โดย Achille Devéria

ด้าน  “โอรุค เรอีส” ผู้ทะเยอทะยานต้องการมีอาณาจักรของตนเอง ดังนั้นเขาและพี่น้องจึงออกเดินทางเพื่อขับชาวสเปนออกจากแอลเจียร์และยึดคืนมัน “โอรุค เรอีส” ก็สั่งปลดผู้ปกครองคนก่อนและประกาศตนเองว่าเป็นสุลต่าน แต่ในไม่ช้าเขาก็ถูกบังคับให้ยอมรับความเป็นจริงและเสนอให้เข้าร่วมกับจักรวรรดิออตโตมันเพื่อได้รับการปกป้อง และด้วยความช่วยเหลือของออตโตมันพี่น้องเรอีสกก็สามารถยึดครองแอลเจียร์ได้ แต่โอรุคถูกฆ่าตายในระหว่างการต่อสู้ น้องชายของเขาฮีเซียร์ (Hizir) รับตำแหน่งผู้นำแทนเขาและเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตกในฐานะ “บาร์บารอสซา” (Barbarossa) แต่สำหรับสหายเขาเป็นที่รู้จักในนาม “เฮย์เรดดีน” (Hayreddin) ซึ่งแปลว่า “ความดีของศาสนา[อิสลาม]” เป็นชื่อที่สุลต่านออตโตมันมอบให้แก่เขา พี่น้องเรอีสได้ผูกมัดตัวเองเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในการเลือกเป็นพันธมิตรกับพวกออตโตมาน เพราะสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะเปลี่ยนออตโตมันให้กลายเป็นมหาอำนาจแห่งยุโรป “เฮย์เรดดีน” รับใช้ สุลต่านสุไลมานอย่างซื่อสัตย์ทั้งในฐานะปาชาแห่งแอลเจียร์ (Pasha of Algiers) อันเป็นตำแหน่งขุนนาง ออตโตมันระดับสูง และเป็นผู้บัญชาการแห่งกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนของเขา

ซัยยิดะห์ ยังคงเป็นพันธมิตรกับ “เฮย์เรดดีน” และกองเรือของเธอยังคงควบคุมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก เมื่อพวกออตโตมานและฝรั่งเศสกลายเป็นพันธมิตรมันก็แยกประเทศไอบีเรียออกไป เธอยังคงทำลายกองเรือของพวกเขาในหลายทศวรรษต่อมา ซึ่งท้ายที่สุดก็ถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงานของเธอในฐานะโจรสลัด นั่นคือการบุกยึด      ยิบรอลตาร์ในปีค. ศ. 1540 ในเวลานั้นเกาะแห่งนี้เป็นสมบัติของจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 (Charles V) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นคู่แข่งที่ยาวนานของชาวออตโตมานและพยายามล่อลวง “เฮย์เรดดีน” ให้ออกห่างจากพวกเขาด้วยข้อเสนอที่จะทำให้เขาเป็น “เจ้าแห่งแอฟริกาเหนือ” ผู้ส่งสารได้รับคำสั่งให้จัดการสังหาร “เฮย์เรดดีน” หากข้อเสนอนั้นถูกปฏิเสธ แต่เขาไม่เคยมีโอกาสเพราะถูกฆ่าหลังยื่นข้อเสนอ และการหลั่งเลือดบนจมูกของคาร์ลที่ 5จักรพรรดินั้นเป็นสิ่งที่ “เฮย์เรดดีน” เต็มใจที่จะสนับสนุน และวางแผนร่วมกันกับซัยยิดะห์

ภาพร่วมสมัยของ “เฮย์เรดดีน”
โดยศิลปินไม่ทราบชื่อ

ยิบรอลตาร์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมากในบรรดาเกาะแก่งของจักรวรรดิโรมัน มันเป็นที่ที่กองเรือของพวกเขาใช้เป็นท่าเรือเพื่อการบำรุงรักษาและซ่อมแซม กับงานส่วนใหญ่ที่ดำเนินการโดยนักโทษชาวตุรกีที่ถูกกดขี่ นักโทษเหล่านี้ไม่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนาและหลายคนหนีไปได้ ในปีค. ศ. 1540 มีการฝ่าวงล้อมจำนวนมากนำโดยชายที่ถูกบันทึกว่าถูกเรียกว่า “คารามานี่” (Caramani) นี่คือนามสกุลของชาวอิตาเลียน ดังนั้นเขาจึงอาจป็นผู้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามหรือเป็นคำทับศัพท์จากชื่อในภาษาตุรกี ผู้หลบหนีเหล่านี้พบที่หลบภัยในแอลเจียร์ซึ่งพวกเขาได้พบกับร้อยโทฮาซิม อากา (Hasim Aga) นายทหารของ “เฮย์เรดดีน” คารามานี่และคนของเขามีข้อมูลที่สำคัญสำหรับการวางแผนการจู่โจมรวมถึงปัญหาเกี่ยวกับป้อมปราการ การป้องกันที่หละลวมและสถานที่ที่กองทัพถูกส่งไปประจำการทั่วทั้งเกาะ ผลที่ตามมาก็คือ คารามานี่รับผิดชอบในการจู่โจมเกาะร่วมกับกองทัพเรือนำโดยผู้บัญชาการ ออตโตมันที่มีประสบการณ์

กองทัพเรือ (ซึ่งรวมถึงเรือของซัยยิดะห์จำนวนหนึ่ง) ถูกพบเมื่อไปถึงเกาะในเดือนกันยายนปี 1540 และยิบรอลตาร์ก็เริ่มตะเกียกตะกายในการเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีที่เป็นไปได้ทันที ทว่าไม่ได้มีการโจมตีในตอนนั้น  กองทัพเรือแล่นไปทางด้านตะวันออกของเกาะในวันที่ 9 กันยายน และส่งหนึ่งในคนของพวกเขาปลอมเป็นชาวสเปนออกไปสอดแนมบนเกาะ เขาไปที่เมืองใกล้เคียงแล้วซื้อขนมปังและปลามาและดึงดูดความสนใจ ที่ทำเช่นนั้นเพื่อไม่ให้กองเรือถูกพบเห็น   ดังนั้นพวกเขาจึงแล่นไปทางทิศใต้สู่ท่าเรือหลัก ระหว่างที่พวกเขาถูกตรวจสอบโดยทหารยาม แต่พวกเขาพูดโกหกและกล่าวว่าพวกเขาเป็นชาวสเปน  เป็นผลให้พวกเขาสามารถทำการจอดและเริ่มต้นการโจมตีในเมืองนี้

พวกเติร์กสามารถปลดปล่อยทาสจำนวนมากได้และในทางกลับกันก็สามารถจับคนท้องถิ่นเป็นจำนวนมากและทำให้พวกเขาเป็นทาสชาวออตโตมาน พวกเขาไม่สามารถยึดครองเกาะไว้ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาตั้งใจจะทำอะไร เหมือนว่าเป็นการจู่โจมแบบคลาสสิกโดยผู้บุกรุกถอนตัวไปที่เรือของพวกเขาอย่างเป็นระเบียบเมื่อพวกเขาใช้ความพยายามมากเท่าที่พวกเขาต้องการในการรักษาชีวิตโจรสลัด ในท้ายที่สุดชาวเติร์กได้รับบาดเจ็บน้อยกว่ายี่สิบคนและจับกุมชาวบ้านอย่างน้อยเจ็ดสิบคนรวมทั้งลูกเรือสิบห้าคนจากเรือพ่อค้าสองลำที่โชคร้ายเข้ามาในท่าเรือระหว่างการจู่โจมและถูกจับทันที

จากนั้นก็มีการเจรจาเพื่อเรียกค่าไถ่นักโทษ นักประวัติศาสตร์ ชาวสเปนบางคนอ้างว่ากองเรือตุรกีถูกโจมตีโดยกองเรือสเปนระหว่างทางกลับไปที่อัลเจียร์ส และเรือสิบสี่ลำจากสิบหกลำจมลง อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่านี่อาจเป็นการรวมกลุ่มกับการจู่โจมภายหลังบนเกาะอัลบอราน (Alboran) ที่จบลงอย่างแย่

เมื่อถึงเวลานี้การควบคุมของซัยยิดะห์เหนือ ”โจรสลัด บาร์บารี” ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก ทำให้เธอมีอำนาจในอาณาจักรมุสลิมทางตอนเหนือของแอฟริกา ในความเป็นจริงเธอมีอำนาจมากพอที่เมื่อสุลต่านแห่งอาณาจักรวัตตาสิด (Watassid Sultan) แห่งโมร็อกโกเสนอเป็นพันธมิตรด้วยการแต่งงานกับเธอ เธอก็สามารถกำหนดเงื่อนไขของเธอเองสำหรับข้อตกลง สุลต่าน อาห์หมัด เอลเอลลัสซี่ (Sultan Ahmad el Outassi) ถูกชักชวนให้จัดงานแต่งงานในเตโตอวน ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนจากผู้ปกครองของราชอาณาจักรต่อผู้ปกครองของรัฐในเมือง การแต่งงานดูเหมือนจะเป็นเพียงการเจรจาต่อรอง แต่ทั้งคู่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่แยกจากกัน หลังจากนั้น นี่เองที่ทำให้ ซัยยิดะห์เป็นราชินีแห่งโจรสลัดอย่างแท้จริง

“ซัยยิดะห์ อัลฮูร์รา”  ขึ้นครองอำนาจเป็นผู้ว่าราชการของเตโตอวน มานานกว่าสามสิบปี แต่ในปี 1542 ในที่สุดการปกครองก็สิ้นสุดลง การเปิดสงครามกับโปรตุเกสทำให้การค้าขายในเมืองย่ำแย่และกลายเป็นเวทีล้มล้างเธอ  อาเหม็ด อัลฮัสซัน อัลมันดารี ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ญาติของสามีคนแรกของซัยยิดะห์และสามีของลูกสาวเธอเอื้อมมือไปยังศัตรูของสามีใหม่ของเธอ จักรวรรดิวัตตาสิดอยู่ในอาการเสื่อมโทรม และราชวงศ์ซาดี (Saadis) กำลังเฟื่องฟูขึ้น พวกเขาเป็นตระกูลขุนนางจากทางตอนใต้ของโมร็อกโกที่มีอำนาจมากพอที่สุลต่านพยายามโจมตีและกดพวกเขา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ย้อนกลับเข้าตัวเมื่อพวกเขาจับสุลต่านและบังคับให้เขาตระหนักถึงความเป็นอิสระของพวกเขา สงครามกับโปรตุเกสเปิดโอกาสให้พวกเขาวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้ช่วยให้รอดพ้นของอาณาจักรและวางมันบนเส้นทางที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าครอบครองอาณาจักรภายในสิบห้าปี ด้วยการสนับสนุนของพวกเขาอาเหม็ดบังคับให้   ซัยยิดะห์สละราชอำนาจ และเธอก็เกษียณตัวเองที่บ้านในวัยเด็กของเธอที่เอลไลยุน (Chefchaouen) เธออาศัยอยู่ที่นั่นประมาณยี่สิบปีและเสียชีวิตในปี 1561

ซัยยิดะห์อาจจะตกจากอำนาจ แต่เสียงก้องจากการปกครองของเธอยังคงรู้สึกได้อยู่พักหนึ่ง ผู้คนในเตโตอวนยังคงยังชีพด้วยการเป็นโจรสลัด จนกระทั่งการโจมตีของชาวโปรตุเกสทำลายท่าเรือของพวกเขาในปี 1565 โจรสลัดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงจนถึงศตวรรษที่ 19 และในความเป็นจริงปฏิบัติการโจรสลัดจากแอฟริกาเหนือคอือสาเหตุที่นำไปสู่การจัดตั้งกองทัพเรือสหรัฐครั้งแรกเพื่อปกป้องเรือเดินสมุทรของพวกเขา 

 

แปล/เรียบเรียงจาก  https://www.headstuff.org