ทางออก  “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา  คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

#คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา  คืนความยุติธรรมให้ประชาชน แฮชแท็ก#อันนี้น่าจะมียอดสูงสุดหลังมีข่าวว่า “นายคณากร เพียรชนะ” ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลายิงตัวเองภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาคดี

 เหตุการณ์นี้กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมาก  (ทั้งในเชิงประจักษ์ก่อนหน้านี้และที่ทำสำรวจหน้าเฟสบุ๊ค รายบุคคลหรือหลายสำนักข่าว)

แต่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองก็ต้องยอมรับว่า กรณีเรื่องนี้มีถึงสองกระแส ด้วยกัน    

หนึ่ง “เชื่อ” ในคำแถลงของนายคณากร เพียรชนะ สอง “ไม่เชื่อ” และกล่าวหาว่ามีเบื้องหลัง

สำหรับประเด็นที่หนึ่งนั้นน่าจำนวนมากที่สุดจนเกิดแฮชแท็ก# อันนี้หรือคล้ายๆ นี้

เช่นนางอังคณา นีละไพจิตร (เขียนเฟสบุ๊คส่วนตัว) โดยท่านติด แฮชแท็ก #ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของไทยกำลังถดถอยและถูกถูกคุกคามอย่างมาก#Indepent_of_Judges #ตุลาการที่เป็นอิสระ ข่าววันนี้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลายิงตัวเองภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาคดีความมั่นคง เหตุการณ์นี้กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมาก#อยากฝากถึงท่านโฆษกศาลยุติธรรมนะคะ การแถลงข่าวของท่านโฆษกกรณีท่านผู้พิพากษายิงตัวเองเพราะเหตุจากความเครียดส่วนตัว ทั้งที่เรื่องนี้น่าจะเป็น #ความเครียดจากการทำงาน คำว่า #ส่วนตัว ทำให้กระทบต่อครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากท่านไม่อยากให้เรื่องนี้กระทบต่อศาลยุติธรรม จะแถลงเพียงสาเหตุจาก”ความเครียด” อย่างเดียวก็ได้นะคะ #ภาวนาขอให้ท่านปลอดภัย

สองไม่เชื่อคำแถลงของนายคณากร เพียรชนะ

สำหรับคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มหนุนรัฐบาลกล่าวหาว่าเรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง บางคนนำภาพนายคณากร เพียรชนะ ไปเชื่อมกับพรรคอนาคตใหม่ หรือ นำทัศนะฝ่ายค้านที่ออกมารับลูก เช่นภาพอาจารย์วันนอร์ตอนไปเยี่ยมนายคณากร เพียรชนะ ที่โรงพยาบาล หรือที่น่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดน่าจะเป็นของ “นางสาวปารีณา ไกรคุปต์”  ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จ.ราชบุรี มีการโพสต์ข้อความที่ระบุว่า ผู้พิพากษาจัดฉากยิงตัวตาย ไม่ตาย ไม่เนียน เพราะเป็นคนมีความชำนาญเรื่องปืน และกระสุนปืน ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือ ต้องการทำลายสถาบันศาล โกหก ใส่ร้าย จัดฉาก แต่ไม่เนียน สังคมฉลาดพอ มันไม่ง่ายหรอกที่จะทำลายล้างสถาบันที่มีความเข้มแข็ง

กล่าวโดยสรุปคือพยายามดิสเครดิตส่วนบุคคลของผู้พิพากษา เรียกได้ว่า “ทำฟาล์วในเขตโทษจะให้ไปเตะมุม ฉันใด เขาพูดเรื่องแทรกแซงผู้พิพากษา แด่ดันไปสนใจประเด็นอยากตายทำไมไม่ยิงหัว ฉันนั้น” (Cr.Dr.Bu Pitsuwan)

ในขณะที่นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรมออกมาปกป้องกระบวนการยุติธรรมของศาลว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะถูกแทรกแซง

ซึ่งท่านเปิดเผยกับ The Reporters ยืนยันว่า คำพิพากษาถือเป็นความลับ ไม่สามารถเปิดเผยก่อนการอ่านคำพิพากษาได้ ไม่เช่นนั้นจะรู้ผลล่วงหน้า และเป็นวิธีปฏิบัติของศาลที่จะปรึกษาหารือกันได้

ซึ่งในกระบวนการทำงานคดีที่มีโทษสูง คดีสำคัญ กฏหมาย พระธรรมนูญ มาตรา 11 (1) ที่ให้อำนาจ อธิบดี นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ และสามารถให้คำแนำนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อข้ดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าของผู้พิพากษา และ ปรึกษาหารือกันในองค์คณะที่มีหน้าที่ในการพิจารณาคดีได้

และใน มาตรา 14 ระบุไว้ด้วยว่าให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่ง โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง รวมทั้งได้ให้อำนาจรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไว้ด้วยเพราะปริมาณคดีมีมาก

“อธิบดี จึงมีสิทธิ ที่จะตรวจสำนวน คำพิพากษา ถ้าไม่ได้ขึ้นไปนั่งพิจารณาคดี ก็มีข้อแนะนำได้ หากการเขียนคำพิพากษามีจุดบกพร่อง ก็แนะนำให้แก้ไขได้ ซึ่งกฏหมายให้อำนาจไว้เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน

แต่อธิบดีไม่สามารถไปก้าวก่ายการตัดสินของผู้พิพากษาได้ ไม่สามารถแทรกแซงการทำงานได้ เพราะหากผู้พิพากษาไม่เห็นตามนั้น ก็สามารถยืนยันความเห็นของตนเองได้”

ซึ่งมีตัวอย่างในคดีที่ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ถูกฟ้องคดี 157 อธิบดีศาลอาญาในขณะนั้น ซึ่งเป็นท่านชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฏีกา เคยมีความเห็นแตกต่างจากองค์คณะว่าควรลงโทษ แต่องค์คณะเห็นว่า ควรยกฟ้อง อธิบดีจึงมีความเห็นว่าให้เอาไปทบทวน ทางองค์คณะ ยืนยันเหมือนเดิมว่า ยกฟ้อง ท่านอธิบดีศาลอาญา จึงทำความเห็นแย้ง

สำหรับในภาค 9 มีคดีความมั่นคงจำนวนมาก การที่อธิบดี มีอำนาจตรวจสำนวนและทำความเ