อธิบดี พช. ร่วมพิธีทำบุญครบรอบ 104 ปี พระร่วงโรจน์ฤทธิ์

17

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีทำบุญ และจุดเทียนชัย ในโอกาสครบรอบ 104 ปี พระร่วงโรจน์ฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชบูชนิยบพิตร์ โดยมีพระเดชพระคุณฯพระพรหมเวที รักษาการเจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ประกอบด้วย มล.ปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา นายเหลื องฮุย แซ่จิว โรงสีลาภมงคล นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์ ประธานศาลอทธรณ์ภาค 7 นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมในพิธี ณ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

สำหรับที่มาของการจัดพิธีทำบุญในครั้นี้ เนื่องจากหลวงพ่อพระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร เสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารตันทิศหนือขององค์พระปฐมเจดีย์ มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 นับมาจนถึงบัดนี้เป็นเวลา 104 ปีแล้ว ได้ปรากฎเป็นที่เลื่อมใสศทรา เป็นสัญญลักษณ์ของความร่มเย็นเป็นสุข เป็นที่เคารพกราบไหว้สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นศูนยวมจิดใจของประชาชนทั่วไป ดังปรากฏเกียรติคุณเป็นที่ทราบกันโตยกั่วไปแล้วนั้น

ในปี พ.ศ. 2562 นี้ ทางวัดพระปฐมเจดีย์ฯ คณะกรรมการวัดฯ และบรรดาศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยผู้ศรัทธาที่มาถวายเครื่องสักการะบูชาอยู่เสมอ ได้กำหนดพิธีถวายเครื่องสักกระเพื่อเป็นการบูชาพิเศษ เป็นการน้อมระลึกถึงวันที่หลวงฟอพระร่วงฯ ได้มาประติษฐานอยู่ ณ พระวิหารดันทิศเหนือ

สำหรับประวัติพระร่วงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ นั้นทราบกันโดยทั่วไปว่า “พระร่วงโรจนฤทธิ์” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดนครปฐม เป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป มีชื่อเต็ม คือ “พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร” ตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 12 ตุลาคม พุทธศักราช 2466 แต่ประชาชนทั่วไป เรียกขานว่า “หลวงพ่อพระร่วง” หรือ “พระร่วงโรจนฤทธิ์” เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ทำด้วยทองเหลืองหนัก 100 หาบ ศิลปะสุโขทัย สูง 12 ศอก 4 นิ้ว ประทับยืนบนฐานโลหะทองเหลืองลายบัวคว่ำบัวหงาย ทำวงพระพักตร์ตามยาว พระหนุเสี้ยม นิ้วพระหัตถ์ พระบาทไม่เสมอกัน ห้อยพระหัตถ์ซ้ายลงข้างพระวรกาย แบฝ่าพระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น ยื่นไปข้างหน้า มีพระอุทรพลุ้ย บ่ายพระพักตร์สู่ทิศเหนือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราช เสด็จฯ ประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ ในปีพ.ศ.2451 ได้ทอดพระเนตรพระพุทธรูปโบราณเป็นอันมาก แต่มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย (สุโขทัย) กอปรด้วยพระลักษณะงามเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย แต่ชำรุดมาก เหลืออยู่แต่พระเศียร พระหัตถ์และพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วให้ช่างปั้นสถาปนาขึ้นมาบริบูรณ์เต็มพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีเททองหล่อ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2456 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ โดยมีผู้ออกแบบ คือกรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ (พระองค์เจ้ากฤษฎาภินิหาร) จากนั้นได้อัญเชิญมาสู่จังหวัดนครปฐม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2457 ทางรถไฟ ประดิษฐาน ณ พระวิหารด้านทิศเหนือ องค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งอัญเชิญพระร่วงโรจนฤทธิ์ มาประดิษฐานยังองค์พระปฐมเจดีย์ฯ จำเป็นต้องแยกชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกันที่จังหวัดนครปฐม เสร็จเป็นองค์สมบูรณ์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2458 หลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต ตามความในพระราชพินัยกรรมของพระองค์ระบุว่า ให้บรรจุพระอังคารของพระองค์ไว้ใต้ฐานพระร่วงฯ ที่องค์พระปฐมเจดีย์ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2469 จึงได้ทำพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรังคาร ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ตามพระราชประสงค์
มีความเชื่อว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ โปรดหรือชอบลูกปืน โดยต้องแก้บนด้วยการยิงปืน แต่ต่อมาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงใช้จุดประทัดแทน และอีกอย่างที่เป็นของโปรด (ตามความเชื่อของชาวบ้าน) คือ ไข่ต้ม และไม่ใช่ไข่ต้มธรรมดาต้มสุกแล้วต้องชุบสีแดงที่เปลือกไข่หลังต้มแล้ว ก่อนนำมาแก้บนในการบนบานขอพรหรือขอความสำเร็จต่างๆ จากองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ ชาวบ้านทั้งชาวไทยชาวจีนในนครปฐมเป็นที่ทราบกันทั่วไปที่ผ่านมาเคยเห็นมีผู้มาแก้บนด้วยไข่ต้มนับร้อยนับพันใบก็มี คำกล่าวบูชาพระร่วงโรจนฤทธิ์ที่แปลแล้วมีว่า “พระพุทธรูปพระองค์ใด ซึ่งมีอภินิหารไม่น้อย มีพระพุทธลักษณะอันงดงามผุดผ่อง พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงถวายพระนามว่า “พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร” เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติ แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประดิษฐานมาอยู่ ณ วิหารมณฑลด้านทิศเหนือ แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ควบเวลาถึงกว่า 104 ปี (ปัจจุบัน) ได้แผ่พระบารมีปกเกล้าไปยังพุ