ทาสแมวต้องรู้ โรคหัวใจในแมว และวิธีการดูแลรักษาในเบื้องต้น

12

แมวก็มีหัวใจ ดังนั้นก็มีโอกาสเป็นโรคหัวใจในแมวได้เช่นกัน สำหรับเจ้าของแมวหลายคน อาจจะเห็นว่าน้องแมวน่ารักและสดใสอยู่เสมอ แต่ไม่ทันจะคิดว่าเผลอแป๊บเดียว น้องแมวก็โตและเข้าสู่วัยชราไปเสียแล้ว และสิ่งหนึ่งที่น้องแมวจะต้องเผชิญคือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ โรคหัวใจในแมว ซึ่งเป็นโรคที่อาจจะแสดงอาการให้เห็นชัด หรือเข้ามาอยู่เงียบๆ ไม่ให้เรารู้ เจ้าของแมวจึงควรรู้ทันและสังเกตอาการโรคหัวใจในแมว เพื่อที่จะได้ดูแลและรักษาก่อนที่จะสายเกินไปนั่นเอง

โรคหัวใจในแมวคืออะไร
โรคหัวใจในแมว คือ อาการของโรคที่มีความผิดปกติของหัวใจ หรือระบบไหลเวียนเลือด ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลง ซึ่งอาจจะแสดงอาการตั้งแต่แรกที่เป็นโรค หรือแสดงอาการให้เห็นเมื่อผ่านไปสักพัก ด้วยเหตุนี้เจ้าของแมวจึงต้องคอยสังเกตอาการ หรือพาน้องแมวไปตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะแมวที่อายุมากกว่า 7 ปี ขึ้นไป เพื่อป้องกันโรคหัวใจในแมวที่ไม่แสดงอาการให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง

อาการของโรค
อาการของโรคหัวในใจแมวที่แสดงให้เห็นบ่อยๆ จะเป็นอาการที่หายใจลำบาก หายใจตื้น หอบหรือเหนื่อย บางครั้งพบอาการไอหรืออาเจียนร่วมด้วย ซึม แยกตัวไปอยู่ตามลำพัง ไม่ชอบเข้าสังคมเหมือนแต่ก่อน ไม่อยากอาหาร บางตัวอาจจะสังเกตได้จากการที่น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย บางครั้งอาจจะถึงขั้นหมดสติ

แมวบางตัวอาจจะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันบริเวณเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขา ทำให้ขาหลังไม่มีแรง

การตรวจวินิจฉัย
เมื่อเราสงสัยว่าน้องแมวของเราเป็นโรคหัวใจในแมว ควรรีบพาน้องไปพบกับสัตวแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด โดยเบื้องต้นสัตวแพทย์จะทำการตรวจหัวใจโดยการใช้หูฟัง หากพบความผิดปกติจะตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือด หรือตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อประเมินอาการและระบุสาเหตุของโรคที่แท้จริง เพื่อทำการรักษาต่อไป

การดูแลและรักษา
เมื่อสัตวแพทย์ได้วินิจฉัยแล้วว่าน้องแมวเป็นโรคหัวใจในแมว เจ้าของจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและอาหารของน้องแมว โดยให้อาหารที่ไม่เค็ม งดออกกำลังกาย หรือกระโดดขึ้นที่สูง หรือกิจกรรมใดๆ ที่ต้องใช้หัวใจอย่างหนักหน่วง ที่สำคัญจะต้องให้กินยาโรคหัวใจเพื่อประคับประคองอาการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการรักษาอาการโรคหัวใจในแมวนั้นค่อนข้างยากกว่าการป้องกัน เราจึงแนะนำให้เจ้าของแมวดูแลเอาใจใส่แมวตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งสำหรับการป้องกัน ให้เราดูแลเรื่องอาหาร และหินปูนที่เกาะอยู่ตามฟันและเหงือก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพยาธิหัวใจ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นนั่นเอง