เซเว่นฯ เดินหน้าร้านรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดใช้พลังงานเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 540,000 ต้นต่อปี

เซเว่นฯ ขานรับนโยบายรัฐบาล ตอกย้ำร้านรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดใช้พลังงานกว่า 54 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 540,000 ต้นต่อปี

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ มุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนนโยบาย เซเว่น โก กรีน (7 Go Green) เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งนำโมเดลเศรษฐกิจใหม่จากทางรัฐบาล “BCG” หรือ Bio-Circular-Green Economy ในการสร้างความยั่งยืนของฐานทรัพยากร โดยพัฒนานวัตกรรมการลดใช้พลังงานภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการลูกค้า ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงานให้กับโลก

นายวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บมจ. ซีพี ออลล์ กล่าวว่า “ซีพี ออลล์ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้การทำงานด้านความยั่งยืน โดยนำแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2569 หรือ Bio-Circular-Green Economy การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการจัดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มี รวมถึงการนำพลังงาน กลับมาใช้ซ้ำตามหลักการหมุนเวียน มาปรับใช้ทั้งในเรื่องของการออกแบบร้านและบริหารจัดการร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการปรับปรุงระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้กลยุทธ์ “ร้านเพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง” ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น โดยมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ตลอดปี 2565 ซีพี ออลล์ ได้พัฒนานวัตกรรมประหยัดพลังงานภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้นโยบาย 7 โก กรีน (7 Go Green) ส่งผลให้ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใช้พลังงานไฟฟ้าลดลงรวมกว่า 54 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกว่า 23,328 ตัวคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเปรียบเทียบการปลูกไม้ยืนต้นจำนวน 542,511 ต้น โดยปัจจัยหลักในการออกแบบร้านเพื่อสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

1. Inverter Air Conditionerการใช้เครื่องปรับอากาศที่ได้รับรองฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาวจาก กฟผ.ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของระบบอินเวอร์เตอร์ สามารถลดการใช้พลังงาน 14,400 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/สาขา/ปี และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนระจกได้ 6.22 tCO2e /สาขา/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ยืนต้น 144 ต้น/ปี

2.High Efficiency Vault Roomการใช้ตู้แช่ประสิทธิภาพสูง ที่มีคุณสมบัติประหยัดพลังงาน ช่วยให้มีการใช้พลังงานลดลง 2,544 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/สาขา/ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนระจกได้ 1.10 tCO2e /สาขา/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ยืนต้น 25 ต้น/ปี

3. LED Lightการใช้หลอด LED 12.5 วัตต์ 2,300 ลูแมน ช่วยประหยัดพลังงานกว่าหลอด LED ทั่วไปสามารถลดการใช้พลังงาน 15,888 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/สาขา/ปี และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนระจกได้ 6.86 tCO2e /สาขา/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ยืนต้น 159 ต้น/ปี

4. Solar Rooftop การติดตั้งแผงระบบการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นพลังงานหมุนเวียนนำกลับมาใช้งานภายในร้าน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนระจกได้ 10.37 tCO2e /สาขา/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ยืนต้น 241 ต้น/ปี

5. EV Charging Stationการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ปัจจุบันมี 24 จุด ซึ่งเป็นความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) และ บจก เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)

6. EV Bike for 7-Delivery รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับส่งสินค้า ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ ปัจจุบันเริ่มต้นใช้งานแล้วกว่า 700 คัน

7. Centralized Open Showcase การใช้ตู้แช่เย็น 2 เครื่อง ต่อคอยล์ร้อน 1 เครื่อง ลดการใช้พลังงาน 11,664 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/สาขา/ปี และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนระจกได้ 5.04 tCO2e /สาขา/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ยืนต้น 117 ต้น/ปี

8. Furniture Design from Recycled Materials การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล สำหรับร้านเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดของเสียในกระบวนการอุตสาหกรรมและมลพิษจากการเผาขยะ

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น และ เซเว่นเดลิเวอรี่ พร้อมมุ่งพัฒนานวัตกรรม เพื่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานควบคู่กับการอนุรักษ์พลังงาน และสร้างจิตสำนึกในการให้ความสำคัญด้านทรัพยากรธรรมชาติ สอดคล้องรองรับกับเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ตามปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน”