ย้อนรอยวิกฤตการเมืองไทย สู่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 57

833

วิกฤตการณ์ การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 เป็นวิกฤตการณ์การเมือง ที่ดำเนินมาจนกระทั่งเป็นเหตุให้มีการทำรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีสาเหตุจากร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 และถูกหลายฝ่ายคัดค้าน ฝ่ายหนึ่งมีสุเทพ เทือกสุบรรณและพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำ และอีกฝ่ายหนึ่งคือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และคนเสื้อแดงบางส่วน ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทว่า การชุมนุมซึ่งนำโดยสุเทพยังคงดำเนินต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการต่อต้านรัฐบาลแทน

อีก เหตุการณ์หนึ่ง รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ประชาธิปัตย์ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ศาลวินิจฉัยตามนั้น พรรคเพื่อไทยปฏิเสธคำวินิจฉัยนี้และในวันที่ 8 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรีขอถอนร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวคืนจากพระมหากษัตริย์ขณะที่ นปช. จัดชุมนุมตอบโต้ขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถานตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2556 ระหว่างนั้น ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ผู้ชุมนุมฝ่ายสุเทพเข้ายึดสถานที่ราชการเพื่อบีบให้ปิดทำการ มีเหตุรุนแรงที่สำคัญคือ การปะทะกันบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงตลอดทั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 57 คน

การ ยกระดับการชุมนุมในวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจเป็นเวลาสองวัน ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและหัวฉีดน้ำ เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้บาดเจ็บ 119 คนจนวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ตำรวจจึงเปิดให้ผู้ชุมนุมเข้าไปได้ เพื่อสงบศึกในวันเฉลิมพระชนมพรรษา จากนั้น ผู้ชุมนุมจึงชุมนุมกันต่อ ครั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2556 ส.ส. ประชาธิปัตย์ทั้ง 153 คนลาออก และในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่สุเทพและผู้ชุมนุมปฏิเสธการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้จัดตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปการเมืองเสียก่อน

กระทั่ง วันที่ 13 มกราคม 2557 สุเทพนัดชุมนุมปิดถนนสายหลักในกรุงเทพมหานครเพื่อกดดันรัฐบาล นำไปสู่การใช้ความรุนแรงและอาวุธเป็นระยะๆ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต วันที่ 21 มกราคม 2557 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดย รอบวันที่ 26 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพมหานครและภาค ใต้ ทำให้การเลือกตั้งเสียระบบ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 440,000 คนไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลยืนยันเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ว่า การเลือกตั้งต้องดำเนินตามกำหนดต่อไป ท้ายที่สุด มีผู้มาเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละ 46.79

วัน ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลอาญาออกหมายจับแกนนำการชุมนุม 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 สุเทพประกาศยุติการปิดถนนในกรุงเทพมหานครในวันที่ 3 มีนาคม และรวมเวทีการชุมนุมทั้งหมดไปอยู่ที่สวนลุมพินี วันที่ 18 มีนาคม 2557 คณะรัฐมนตรีจึงยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกลับไปใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น

วัน ที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แกนนำผู้ชุมนุมยืนยันว่า จะทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ให้มีผลโมฆะ วันที่ 3 เมษายน 2557 ศาลอาญาเพิกถอนหมายจับแกนนำการชุมนุม 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เนื่องจากรัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว

วัน ที่ 7 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีที่มีมติย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

กระทั่งวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้กฎอัยการศึก เริ่มตั้งแต่เวลา 03:00 น.

รถถังเข้ากรุง

ซึ่ง ก่อนหน้านี้ได้มีกระแสการทำรัฐประหารออกมาอยู่เนืองๆ จากข่าวลือที่มีการเคลื่อนไหวของรถถังจำนวนมาก รวมถึงกำลังพลเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้นมีการออกมาตอบคำถามของสังคมว่าเป็นรถจากกรมทหารม้าที่ 4 และ 5 ของ พล.ม.2.รอ. ซึ่งกลับจากฝึก ที่พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และได้กลับที่ตั้ง จ.สระบุรีแล้ว ไม่ได้เข้ามากรุงเทพฯ ขณะเดียวกันกลับมีการ การแชร์ภาพ  เมื่อมีขบวนรถถัง และรถทหาร ยาวเหยียด แล่นจากลพบุรี มุ่งหน้ามาทาง กรุงเทพฯ

ตรวจพบอาวุธสงคราม

มี การตรวจพบอาวุธสงครามได้ให้หลายจังหวัดรอบบริเวณกรุงเทพอย่างเช่นที่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นบ้านของอดีตทหารพรานวัย 54ปีโดยมีทั้งอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน ระเบิด และอุปกรณ์ประกอบระเบิดเป็นจำนวนมาก รวมถึงบัตรการ์ด นปช.รวม 20 รายการ

นอกจาก นี้ยังที่อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร พบอาวุธสงครามพร้อมกระสุนจำนวนมาก อาทิ ปืนเอเค47(พับฐาน) 1 กระบอก ซอง 1 ซอง พร้อมกระสุน 777 นัด ปืนไรเฟิล 1 กระบอก พร้อมกล้องส่อง 2 พร้อมซอง 2 ซอง กระสุนในซองพร้อมยิง 38 นัด เครื่องยิงเอ็ม79 จำนวน 1 กระบอก พร้อม ลูกกระสุน จำนวน 9 นัด ปืนเอ็มพี 1 กระบอก พร้อมซอง 3 ซอง ,กระสุน 48 นัด ปืนคาร์บิน พร้อมกระสุน 154 นัด ปืนเอ็มพี 4 พร้อมกระสุน 275 นัด ปืนพกสั