นโยบาย OIC ต่อปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิม (1)

213

ใน ระยะหลัง ความสนใจขององค์การการประชุมอิสลามหรือ OIC ที่มีต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างความหวาดระแวงให้แก่ บางหน่วยงานของรัฐอย่างมาก เพราะเกรงว่าจะกระทบถึงอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา เช่น OIC อาจมีเจตนาให้ “ปัญหาใต้” กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ หรืออาจมีส่วนสนับสนุนให้มีการแบ่งแยกดินแดน เป็นต้น

ความ หวาดระแวงดังกล่าวทำให้ผู้เขียนสนใจศึกษาว่า แท้ที่จริงแล้วนโยบายและแนวทางการปฏิบัติของ OIC ที่มีต่อประเด็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไร ผู้เขียนวิธีหาคำตอบผ่านกรณีศึกษาที่เป็นรัฐที่มีปฏิสัมพันธ์กับ OIC ในประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพียงพอสั่งสม กันมาเป็นเวลานานพอควร คือกรณีของฟิลิปปินส์ อินเดีย และบัลแกเรีย (เป็นโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย: สกว.)

ผลจากการศึกษาบางส่วนพบว่า OIC พยายามที่จะนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะที่เป็นองค์กรทางการเมืองมากกว่า ที่จะเป็นองค์กรทางศาสนา แม้กระนั้นก็ตาม OIC ก็มิอาจปฏิเสธหลักการภราดรภาพอิสลามที่ผูกมัดรัฐสมาชิกต่าง ๆ กับประชาคมมุสลิมทั่วโลกเข้าด้วยกันได้ อีกทั้งยังพยายามแสดงให้เห็นว่าการกำหนดนโยบายขององค์การต่อประเด็นปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับมุสลิมนั้นเป็นผลมาจากเรื่องการเมืองมากกว่าที่จะเป็นเรื่อง ศาสนา

ในกรณีปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมนั้น OIC อ้างเหตุผลว่าที่องค์การสนใจประเด็นนี้เป็นเพราะต้องการทำตามแถลงการณ์สากล ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันองค์การก็ต้องคำนึงถึงหลักการทางศาสนาว่าด้วยเรื่องความเท่า เทียมเสมอภาคและความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ แนวทางของ OIC ในการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมจึงมุ่งเน้นแนวทางการทูตที่สอดคล้องกับหลัก การศาสนาและหลักสากลมากกว่าที่จะเป็นการข่มขู่ใช้กำลังหรือปลุกปั่นยุยงให้ เกิดความแตกแยก

ประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมนั้น ทำให้ OIC ต้องยืนอยู่ในตำแหน่งที่สุ่มเสี่ยง เพราะในด้านหนึ่ง กรอบแนวคิดเรื่องภราดรภาพอิสลาม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของกฎบัตรองค์การนั้น ได้หลอมรวมชาวมุสลิมเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของ OIC ที่จะต้องดูแลเอาใจใส่และสนับสนุนมุสลิมทั่วโลก ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะอยู่ ณ ที่ใด อันเป็นการปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีและสิทธิของพวกเขา แต่ในอีกด้านหนึ่ง รูปแบบการช่วยเหลือสนับสนุนใด ๆ ที่ OIC เสนอให้แก่ชนกลุ่มน้อยมุสลิมที่อยู่ในรัฐที่ไม่ใช่มุสลิม (Non Muslim States) ก็อาจเข้าข่ายละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องข้อห้ามของการเข้าไป แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะมีความอ่อนไหว และสุ่มเสี่ยง แต่ OIC ก็แสดงความห่วงกังวลต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยมุสลิมเสมอมา ดังจะเห็นได้ว่าประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมมีบรรจุอยู่ในวาระการประชุม ทุกครั้งนับจากเริ่มก่อตั้งองค์กรจนถึงปัจจุบัน จุดยืนของ OIC ต่อปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมในบางประเทศ (โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เขียนได้นำมาศึกษา) มีอยู่ว่า พวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม ถูกกีดกันไม่ให้ได้รับสิทธิทางการเมืองและศาสนาที่พวกเขาพึ่งได้รับตามกรอบ กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ OIC จึงเรียกร้องเสมอมาให้ประเทศเหล่านี้เคารพต่อความเชื่อความศรัทธาและ วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยมุสลิม พร้อมทั้งรับประกันถึงสิทธิของพวกเขาตามเจตนารมณ์ของกฎบัตรสหประชาชาติและ แถลงการณ์สากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน

จุดยืนดังกล่าวนี้แสดงให้ เห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบายของ OIC ต่อประเด็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมนั้นตั้งอยู่บนเสาหลักสำคัญ 2 ประการที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความอ่อนไหวและความสุ่มเสี่ยงของประเด็นดัง กล่าว ประการแรก การกล่าวพาดพิงถึงประเด็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมในแถลงการณ์และมติขององค์การเท่า ที่ผ่านมาจะตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า OIC เป็นกังวลต่อประเด็นชนกลุ่มน้อยมุสลิม เพราะเคารพต่อกฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศที่ปรากฏอยู่ในกฎบัตร สหประชาชาติและแถลงการณ์สากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ประการที่ 2 มติของ OIC ในประเด็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมจะอ้างอิงถึงเสมอในเรื่องการให้ความเคารพต่อ อำนาจอธิปไตยของรัฐชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า ประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยเป็นเรื่องภายในของชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความห่วงกังวลของ OIC ต่อปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ได้มีเป้าหมายทางการเมือง แต่เกิดจากมิติด้านมนุษยธรรมอันเป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นสากล จุดยืนและนโยบายเรื่องชนกลุ่มน้อยมุสลิมทั้ง 2 ประการที่กล่าวมานั้น ถูกนำไปใช้ในทุก ๆ กรณีที่ OIC เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะในกรณีของฟิลิปปินส์ อินเดีย บัลแกเรีย หรือแม้แต่ในกรณีอื่น ๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้นำมาศึกษา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีความทุกข์ยากของชนกลุ่มน้อยมุสลิมโมโรในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ OIC ให้ความสนใจมาตั้งแต่การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 3 เมื่อปี ค.ศ. 1972 และมีการกล่าวถึงในทุก ๆ การประชุมเรื่อยมาจนถ