การตัดสินใจของไทยในการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025 จุดประกายกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น คือจังหวะที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ ออก “คำเตือนภัยก่อการร้าย” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น
ในคำเตือนดังกล่าว มีการอ้างถึง “ความเป็นไปได้ของการโจมตีในพื้นที่ท่องเที่ยว” พร้อมพาดพิงถึงเหตุระเบิดศาลพระพรหมในปี 2015 ซึ่งเชื่อมโยงกับชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจีนก่อนหน้านี้ ประเด็นนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ชาวไทยว่า นี่ไม่ใช่เพียงคำเตือนเพื่อความปลอดภัยของพลเมืองอเมริกัน แต่เป็นนัยเชิงการเมืองส่งสัญญาณแฝงเร้นถึงรัฐบาลไทยมากกว่า
เมื่อมองให้ลึกกว่าคำพูดทางการทูต คำเตือนนี้สะท้อนถึงการเล่นเกมอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่มีจีนเป็นตัวแปรสำคัญ การเชื่อมโยงเหตุระเบิดกับชาวอุยกูร์ อาจถูกตีความว่าเป็นการกดดันทางอ้อมให้ไทยต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับจีน
และ “คำเตือนเชิงข่มขู่” นี้ ดูเหมือนจะเป็นการบอกว่า “ไทยอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดคิดหากยังเดินหน้าสานสัมพันธ์กับจีน”!!
อย่างไรก็ตาม คำเตือนนี้ดูจะกลายเป็นดาบสองคม เพราะอาจทำให้ชาวไทยรู้สึกว่าสหรัฐฯ กำลังแทรกแซง และทำให้รัฐบาลไทยได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในการส่งตัวอุยกูร์กลับจีน
ภาพลักษณ์ของอุยกูร์ถูกบิดเบือน?
ที่ผ่านมา ชาวอุยกูร์ได้รับความเห็นใจในฐานะผู้ลี้ภัยที่ต้องการความคุ้มครองจากการปราบปรามของจีน แต่เมื่อสหรัฐฯ ดึงประเด็นก่อการร้ายมาเกี่ยวโยง ภาพของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป จาก “ผู้ลี้ภัย” กลายเป็น “ภัยความมั่นคง”
คำเตือนของสหรัฐฯ กระตุ้นให้เกิดข้อสงสัยในสังคมไทยว่า ชาวอุยกูร์เป็นผู้ถูกกดขี่ หรือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการก่อเหตุไม่สงบกันแน่?
และเมื่อข้อสงสัยนี้แพร่กระจายออกไป มันกลับเข้าทางจีนโดยตรง ในทางหนึ่ง คำเตือนนี้กระตุ้นให้เกิดความหวาดระแวงในสังคมไทย แต่อีกทางหนึ่งยังทำให้ชาวอุยกูร์ถูกมองในแง่ลบมากขึ้น
เดิมที การส่งตัวอุยกูร์กลับจีนเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยอาจถูกกดดันให้รับผิดชอบ แต่เมื่อประเด็นก่อการร้ายถูกโยงเข้ามา น้ำหนักของประเด็นสิทธิมนุษยชนก็ลดลง ไทยไม่ได้กลายเป็น “ผู้ละเมิดสิทธิ” แต่กลับดูเหมือนเป็น “เหยื่อ” ที่ต้องป้องกันตัวจากภัยความมั่นคง
สหรัฐฯ กำลังเดินเกมพลาด?
ไทยกำลังเดินหน้าเข้าใกล้จีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลังการเยือนของนายกรัฐมนตรีแพทองธารเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีการลงนามข้อตกลงสำคัญหลายฉบับกับปักกิ่ง ท่ามกลางสมดุลอำนาจที่เปลี่ยนไป สหรัฐฯ อาจต้องการส่งสัญญาณให้ไทยรู้ว่าการโน้มเอียงไปทางจีนอาจมีต้นทุนที่ต้องจ่าย และคำเตือนภัยนี้อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือกดดัน
อย่างไรก็ตาม เกมนี้อาจย้อนศรต่อสหรัฐฯ แทนที่ไทยจะถูกโจมตีในเวทีโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน คำเตือนภัยก่อการร้ายกลับทำให้รัฐบาลไทยได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้นจากประชาชน เพราะเมื่อความมั่นคงของประเทศถูกทำให้เป็นประเด็นหลัก ประชาชนย่อมมองว่าการส่งตัวอุยกูร์กลับจีนเป็นมาตรการป้องกัน มากกว่าการละเมิดสิทธิ
ขณะเดียวกัน จีนก็สามารถใช้คำเตือนนี้เป็นหลักฐานเสริมในการสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายควบคุมชาวอุยกูร์ ปักกิ่งอาจชี้ให้เห็นว่า แม้แต่สหรัฐฯ ก็ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ชาวอุยกูร์บางส่วนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง และนั่นยิ่งทำให้เสียงต่อต้านจากชาวโลกอ่อนแรงลง
การที่สหรัฐฯ หยิบยกเรื่องก่อการร้ายขึ้นมาในจังหวะนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ แต่เป็นการผลักไทยให้เข้าใกล้จีนยิ่งขึ้น ในขณะที่จีนสามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยเองก็อาจใช้ประโยชน์จากกระแสความหวาดกลัวเพื่อเสริมสร้างอำนาจต่อรองของตนเองบนเวทีโลก
และหากไทยรู้สึกว่าสหรัฐฯ กำลังบีบคั้นมากเกินไป การหันไปพึ่งจีนก็จะยิ่งเป็นทางเลือกที่ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น!!
สุดท้ายแล้ว การเตือนภัยก่อการร้ายของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเป็นความพยายามใช้ “ไม้แข็ง” กับไทย แต่ผลที่ตามมากลับอาจเป็นการทำให้ไทยถอยห่างจากวอชิงตัน และโน้มเอียงเข้าหาปักกิ่งมากขึ้น
แทนที่จะสร้างแรงกดดันให้ไทยในประเด็นสิทธิมนุษยชน สหรัฐฯ กลับเปิดโอกาสให้รัฐบาลไทยมีข้ออ้างในการดำเนินนโยบายของตน พร้อมทั้งสร้างภาพให้จีนดูมีเหตุผลมากขึ้นในการจัดการกับชาวอุยกูร์
เกมนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของไทย-จีน-อุยกูร์ แต่คือหมากตัวหนึ่งในกระดานยุทธศาสตร์โลกที่ซับซ้อน และสหรัฐฯ อาจเป็นฝ่ายเดินเกมพลาดเสียเอง!!