บทความจาก The Intercept ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับบทบาทของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในการจุดชนวนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่ามีการบรรลุ “ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว” ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน แม้ความตึงเครียดจะพุ่งสูงขึ้นหลังจากสหรัฐฯ โจมตีไซต์นิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่งด้วยระเบิดเจาะบังเกอร์หนัก 30,000 ปอนด์ ทรัมป์ตัดสินใจเข้าร่วมความขัดแย้งโดยไม่ปรึกษารัฐสภาหรือพันธมิตร นำมาสู่คำถาม: เขากำลังยุติสงคราม หรือยิ่งทำให้ไฟสงครามลุกลาม?
ความพยายามทางการทูตที่ถูกสกัดอย่างจงใจ
การโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่อิหร่านและสหรัฐฯ จะกลับไปเจรจากันที่โอมานในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นสัญญาณว่าฝ่ายที่ไม่ต้องการการเจรจาอาจตั้งใจทำลายโอกาสนั้น
นักเขียนและนักวิเคราะห์เชื้อสายอิหร่าน-อเมริกัน ฮูมัน มาจด์ (Hooman Majd) กล่าวกับรายการ The Intercept Briefing ว่า
“คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเพื่อจะเข้าใจว่าการทูตคือทางเลือกที่ดีกว่าในกรณีนี้”
มาจด์ เตือนว่า สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ได้ทำลายความไว้วางใจในกระบวนการทูตด้วยตัวเอง โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA)
JCPOA: ทางออกที่เคยใช้ได้
ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเป็นผู้ผลักดัน มีเป้าหมายเพื่อควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรเศรษฐกิจ Majd อธิบายว่า จุดแข็งของ JCPOA คือ:
- เปิดให้องค์กรระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบไซต์นิวเคลียร์
- สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้อิหร่านละทิ้งการพัฒนาอาวุธ
- เชื่อมโยงอิหร่านกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก
มาจด์ สรุปเจตนาของโอบามาว่า:
“ถ้าคุณทำข้อตกลงกับเรา คุณมีเหตุผลชัดเจนที่จะไม่สร้างระเบิด… เงินเฟ้อจะลดลง เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนจะพอใจมากขึ้น คุณจะขายน้ำมันได้ มีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน”
แต่ในปี 2018 ทรัมป์กลับฉีกข้อตกลงนั้น พร้อมใช้ยุทธศาสตร์ “maximum pressure” (แรงกดดันสูงสุด) ต่ออิหร่าน ซึ่ง มาจด์ชี้ว่า “เป็นการทำลายความไว้วางใจที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วจนหมดสิ้น”
อิสราเอล: ผู้จุดไฟความขัดแย้ง
บทความตั้งข้อสังเกตว่าอิสราเอลมีบทบาทเชิงรุกในการยั่วยุ เริ่มจากการโจมตีอิหร่านก่อนการเจรจาจะเริ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีประวัติในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้คู่ขัดแย้งไม่เชื่อมั่นในคำรับประกันของอิสราเอล
คำถามเชิงโครงสร้างจึงตามมาว่า:
หากฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้การทูตเกิดขึ้น แล้วอีกฝ่ายจะเชื่อถืออะไรได้อีก?
สหรัฐฯ ในยุคทรัมป์: เสี่ยงทำลายการทูตอย่างถาวร
มาจด์ชี้ว่าการที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ อนุมัติให้โจมตีอิหร่านต่อจากอิสราเอล โดยไม่มีการยับยั้งหรือเจรจา แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ทางการทูตอีกต่อไป และในมุมมองของอิหร่าน ความไว้ใจนั้นไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ง่าย ๆ
แม้ว่าทรัมป์จะแถลงว่าจะกลับไปเจรจากับอิหร่านในสัปดาห์หน้า แต่ มาจด์มองว่าความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือการ เอาใจอัตตาของทรัมป์ โดยอาจต้องออกแบบข้อตกลงที่ทำให้ทรัมป์รู้สึก “เป็นผู้ชนะ” หรือเห็นว่าเขาอาจได้ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
“ทรัมป์อาจเป็นคนเดียวในตอนนี้ที่สามารถหยุดอิสราเอลไม่ให้โจมตีอิหร่านอีกครั้งได้ ถ้าเขาพอใจกับข้อตกลงนั้นมากพอ”
บทความนี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านไม่ใช่ผู้ร้ายฝ่ายเดียวในความขัดแย้ง หากแต่สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของอิสราเอลและนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ ที่อาจเป็น “ผู้ใช้อำนาจข่มเหงตัวจริง” ซึ่งทำลายความหวังแห่งการเจรจาโดยเจตนา