แม้การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ จะยังดำเนินอยู่ แต่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมาเตือนว่า กระบวนการดังกล่าว “ใกล้ล่มเต็มที” โดยเฉพาะเมื่อความไม่ไว้วางใจ ความไม่จริงใจ และความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์ทวีขึ้นในแต่ละรอบของการเจรจา
เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระดับสูงให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า อิสราเอลส่งคณะเจรจาไปโดฮาโดย “ไม่มีอำนาจตัดสินใจจริง” และตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางเยือนวอชิงตันของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อาจเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันระหว่างประเทศมากกว่าการไล่ล่าข้อตกลงสันติภาพอย่างแท้จริง
การเจรจาแบบ ‘Proximity Talks’ ที่ไม่มีใครเดินเข้าหากัน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การเจรจาแบบอ้อม (indirect) ระหว่างอิสราเอลและฮามาสจัดขึ้นถึง 8 รอบในโดฮา โดยตัวกลางประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองอียิปต์ และสตีฟ วิตคอฟ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การขาดการเดินทางของวิตคอฟมายังกาตาร์ถือเป็นสัญญาณชัดว่า “ไม่มีอะไรคืบหน้าเพียงพอ” ที่จะโน้มน้าวให้ฝ่ายสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทผลักดันการเจรจา
แผนที่การถอนทหาร หรือแผนผลักดันประชากร?
จุดปะทะสำคัญของการเจรจาคือแผนการถอนกำลังทหารอิสราเอลและกลไกการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดย อัลจาซีรา เปิดเผย “แผนที่ปรับกำลัง” ที่อิสราเอลนำเสนอ ซึ่งแสดงการควบคุมเมืองราฟาห์ทั้งหมด การสร้างเขตกันชนลึกถึง 3 กิโลเมตรตามแนวชายแดน และการผนวกพื้นที่ราว 40% ของฉนวนกาซาอย่างไม่เป็นทางการ ส่งผลให้ประชากรกว่า 700,000 คนไม่สามารถกลับบ้าน และถูกผลักดันเข้าสู่ “ศูนย์พักพิง” ในราฟาห์
ข้อเสนอของอิสราเอลในการตั้ง “เมืองมนุษยธรรม” ในราฟาห์ถูกวิจารณ์ว่าใกล้เคียงกับ “ค่ายกักกันยุคใหม่” เนื่องจากจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของชาวปาเลสไตน์อย่างรุนแรง แม้จะมีการปรับแผนที่ให้ลดพื้นที่การควบคุมในเขตคอริดอร์โมรัก (Morag Corridor) ลงเล็กน้อย แต่ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกัน
ข้อตกลงชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไขที่ยังคลุมเครือ
ร่างข้อตกลงปัจจุบันคือการหยุดยิง 60 วัน โดยมีการปล่อยตัวตัวประกันครึ่งหนึ่งและศพผู้เสียชีวิต 18 รายแบบแบ่งระยะ เริ่มด้วยตัวประกัน 8 คนในวันแรก และอีก 2 คนในวันที่ 50 ขณะที่การเจรจาหยุดยิงถาวรและการปล่อยตัวตัวประกันที่เหลือจะยังคงดำเนินต่อไประหว่างช่วงหยุดยิง
ฮามาสเรียกร้องให้มีหลักประกันชัดเจนว่า การหยุดยิงจะขยายออกไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงถาวร แต่เนื้อหาของหลักประกันดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรม
การเจรจาที่ไม่มีเป้าหมายร่วม และไม่มีเจ้าภาพที่เด็ดขาด
ความล่าช้าในการส่งตัวแทนสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทเต็มที่ สะท้อนว่าฝ่ายต่าง ๆ ยังไม่พร้อมจะ “ลงหลัก” ข้อตกลงใด ๆ อย่างจริงจัง แม้ทรัมป์และเนทันยาฮูจะแสดงความหวังว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า แต่ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากมองว่า นี่คือกลยุทธ์ซื้อเวลาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากแรงกดดันภายในประเทศมากกว่าจะเป็นความพยายามเพื่อสันติภาพ