บทนำ
หากย้อนดูการศึกษาปรัชญาการเมืองอิสลามของสำนักคิดต่างๆ มักให้ความสำคัญกับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและรัฐเป็นประเด็นสำคัญที่สุด รวมถึงการถกเถียงเรื่อง “การปกครองโดยพระเจ้า” (الحكم الإلهي) ดังงานเขียนของ คริสเตียน ฌ็องเบต์ (Christian Jambet) ในหนังสือ The Divine Governance: Islam and the Political Conception of the World โดยที่เขาได้วิเคราะห์และการตีความเชิงลึกต่อความคิดทางปรัชญาของ มุลลา ศ็อดรอ อัชชิรอซีย์ (ค.ศ. 1571–1641) นักปรัชญามุสลิมสังกัดสำนักคิดชีอะฮ์อิมามียะฮ์ โดยเขาได้ให้ความเห็นว่ามุลลา ศ็อดรอได้หลอมรวมปรัชญามะชาอียะฮ์(Peripatetic) ปรัชญาอิชรอกียะฮ์(Illuminationist) และปรัชญาซูฟี(Sufism)เข้าด้วยกันเพื่อวางรากฐาน “อภิปรัชญาการเมือง” (metaphysical politics) ที่เชื่อมโยงระหว่างภววิทยา(Ontology) เทววิทยา(Theology )และการเมืองการปกครองเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวอย่างน่าสนใจทีเดียว โดยวิเคราะห์ประเด็นทางปรัชญาอิสลาม ดังนี้
1. ทฤษฎี “ความเป็นจริงแท้ของการดำรงอยู่” (أصالة الوجود)
ถือว่าหัวใจสำนักปรัชญาของมุลลา ศ็อดรอ คือ”ทฤษฎีความเป็นจริงแท้ของการดำรงอยู่” อะศอละตุลวุญูด (Aṣālat al-Wujūd) ซึ่งยืนยันว่า ภาวะทางภวันต์คือความจริงดั้งเดิมสูงสุด ขณะที่ ภาวะทางสารัตถะ (มะฮียะฮ์ mahiyya) เป็นเพียงสิ่งสมมุติในจิตสำนึก ดังนั้นอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าจึงเป็นการไหลบ่ามาจากภาวะการดำรงอยู่ (فيض الوجود)ของ พระเจ้า นั่นคือ “การดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์” (الوجود المحض) ส่วนสิ่งอื่น ๆ เป็นเพียงเงาของพระเจ้าไม่ใช่ภาวะแท้
มองในเชิงการเมือง ความหมายคือว่า ไม่มีอำนาจใดชอบธรรมทางการปกครอง นอกจากพระเจ้าและอำนาจมนุษย์จะมีความชอบธรรมต่อเมื่อเชื่อมโยงกับต้นธารแห่งการดำรงอยู่ภาวะทางภวันต์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้คริสเตียน ฌ็องเบต์ มองปรัชญการเมืองอิสลามว่าจะไม่อาจแยกออกจากหลักคิดทางอภิปรัชญาและมองว่า “การปกครองที่ยุติธรรม” คือภาพสะท้อนของอำนาจพระเจ้าสูงสุดนั่นเอง
2. ระเบียบจักรวาลและอำนาจการเมือง
ในแบบแผนจักรวาล–การเมือง (cosmo-political model) มุลลา ศ็อดรอ ได้อธิบายว่า การปกครองมนุษย์นั้นปรากฏผ่าน “องค์ปัญญาแรก” (العقل الأول) ซึ่งเป็นการหลั่งไหลแรกจากการดำรงอยู่พระเจ้า ตามมาด้วย “ภาวะจิตภาพสากล” (النفس الكلية) นั่นคือเทวทูตหรือทวยเทพ(ตามนิยามทางศาสนา) และผ่านสัมพันธภาพตัวกลางฝ่ายจิตวิญญาณอื่น ๆที่มีระดับขั้นไล่เรียงกันตามลำดับทางภาวะจิตภาพสากล จากระเบียบแบบนี้ทำให้การเมืองการปกครองกลายเป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างจักรวาลในภาพใหญ่(ตามหลักอภิปรัชญาอิสลาม)
ความหมายทางการเมืองจึงหมายถึงอำนาจที่ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างจักรวาลสากลและความชอบธรรมการปกครองในมุมปรัชญาอิสลาม ไม่ใช่ผลจาก “สัญญาประชาคม” แบบการเมืองโลกียะทั่วไป แต่เป็นตำแหน่งหนึ่งที่สำคัญในลำดับการดำรงอยู่ที่ทอดยาวจากพระเจ้าสู่มนุษย์อย่างน่าพิศวง
3. มิติพิธีกรรมและการปกครอง
มุลลา ศ็อดรออ้างอิงอัลกุรอานว่า “ทุกสิ่งล้วนสรรเสริญพระองค์” (บทอัล–อิสรออ์ 17:44) หมายถึง “การปกครอง” ไม่ใช่เพียงการบริหารทางกฎหมาย แต่คือการมีส่วนร่วมในพิธีกรรมสากลแห่งการภักดีพระเจ้า(อิบาดะฮ์) ดังนั้นผู้ปกครอง – ไม่ว่าจะเป็นศาสดาหรืออิมาม – จึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบพิธีกรรมสากล และความชอบธรรมของอำนาจการเมืองเกิดจากการผนวกมนุษย์เข้าสู่การสรรเสริญจักรวาลต่อพระเจ้า และทำให้การเชื่อฟังและยอมรับทางการเมือง(ระบอบเทวาธิปไตย)กลายเป็นการภักดีพระเจ้า(อิบาดะฮ์)
4. แนวคิด “มนุษย์ผู้สมบูรณ์” (الإنسان الكامل)
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่สุดของผู้ปกครองในมุมปรัชญาคือ “อัล–อินซานุลกามิล” (มนุษย์ผู้สมบูรณ์) ผู้เป็นตัวแทนแห่งภูมิปัญญาพระเจ้าในโลก นั่นคือบุคคลสมบูรณ์ที่หมายถึงศาสดา(นบี)หรืออิมามผู้สืบทอดภายหลังศาสดามุฮัมมัด โดยเป็นผู้ทำหน้าที่ปกครองเสมือนเป็นหัวใจของจักรวาลมนุษย์ โดยมีภาวะผู้นำแบบเทวาจิต ดังนั้นผู้ปกครองจึงไม่ใช่เพียงตำแหน่งการปกครองและการบริหารบ้านเมืองเท่านั้น แต่เป็นตำแหน่งการปกครองในมุมภววิทยา(Ontology) ที่ลึกซึ้ง นั่นคือเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ เป็นหลักประกันความสอดคล้องระหว่างโลกวัตถุกับโลกจิตวิญญาณ ดังนั้นการเมืองในมุมมองมุลลา ศ็อดรอ จึงเป็นการขยายต่อของภาวะผู้รู้แจ้ง (العرفان – ความรู้แจ้งเชิงจิตวิญญาณ)ต่อการบริหารจัดการโลกมนุษย์
5. อัลกุรอานและการตีความเชิงการเมือง
มุลลา ศ็อดรอให้บทบาทหลักฐานสูงสุดแก่อัลกุรอาน โดยมองว่าเป็น “คัมภีร์แห่งการดำรงอยู่” มากกว่าคัมภีร์กฎหมายเชิงหลักชะรีอะฮ์ โดยเขาได้ตีความอัลกุรอานมี 3 ระดับ: ๑.ระดับชะรีอะฮ์(ศาสนพิธี)–๒.ระดับปรัชญา และ๓.ระดับรหัสยะนัย(อิรฟาน) เช่น อายะฮ์ตุล–กุรซีย์ (آية الكرسي) เป็นโองการที่กลายเป็นแถลงการณ์การเมืองเชิงอภิปรัชญา(Metaphysic) ที่อธิบายว่า พระเจ้าคือผู้ปกครองจักรวาลผ่าน “ภาวะชีวิต” และ “การดำรงอยู่” จึงได้ตีความ (تأويل) เป็นทั้งการรู้แจ้งและการเมืองการปกครองในเวลาเดียวกัน
6. พระนามของพระเจ้าและโครงสร้างอำนาจ
มุลลา ศ็อดรอ อธิบายว่า พระนามของพระเจ้า (الأسماء الإلهية) เป็น “สัจจะจักรวาล” ที่มีมาก่อนอุบัติโลก และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นภาพสะท้อนของพระนาม เช่น อัน–นูร (แสงสว่าง), อัล–ฮะกีม (ผู้ทรงปัญญา) หรืออัล–มุหฺยี (ผู้ประทานชีวิต) มนุษย์ผู้สมบูรณ์คือผู้รวมพระนามพระเจ้าเหล่านี้ได้ครบถ้วน ดังนั้นการเมืองจึงเป็นกระบวนการสะท้อนพระนามแห่งพระเจ้า และอำนาจคือความสมดุลของพลังจักรวาลที่สัมพันธภาพระหว่างกันอย่างลงตัว
7. ปัญญาและการปกครองโดยพระเจ้า
ปัญญา (العقل) ในทัศนะของมุลลา ศ็อดรอคือ ทวยเทพแห่งพระเจ้า ซึ่งเป็นระเบียบสากลที่อยู่ก่อนปรากฏโลก และการปกครองโดยพระเจ้าจึงมีรากฐานในเหตุผลสากล ดังนั้นผู้นำที่แท้จริงคือนักปรัชญา(ศาสดาและอิมาม) อยู่ในฐานะผู้ปกครองด้วยรัศมีแห่งการรู้แจ้ง ไม่ใช่ด้วยกำลังหรือความรุนแรง
8. ปัญหาการปกครองเมื่อไร้อิมาม
ในสภาวะที่อิมามเร้นกาย (غيبة الإمام) คำถามคือ ใครจะปกครองแทนอาณาจักรพระเจ้า? ควรเป็นนักปราชญ์หรือควรรอคอยการปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดี? มุลลา ศ็อดรอเสนอว่า การปกครองที่ชอบธรรมต้องสะท้อนการหลั่งไหลแห่งแสงสว่างของพระเจ้าที่ไม่มีช่องว่างใดๆ ส่วนผู้ปกครองที่ยุติธรรมคือผู้สะท้อนถึงรัศมีแห่งพระเจ้านั้นได้อย่างสมบูรณ์
9. มิติการเมือง: จากเทววิทยาสู่รัฐ
สิ่งที่มุลลา ศ็อดรอเสนอต่างจากโมเดลการเมืองโลกียะทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการเมืองทั่วไปมองว่าอำนาจมนุษย์ถูกจำกัดด้วยเวลาและผลประโยชน์ แต่การปกครองโดยพระเจ้ามีลักษณะสัมบูรณ์และตั้งอยู่บนความยุติธรรม รัฐที่ชอบธรรมคือรัฐที่สะท้อนระเบียบจักรวาล ผู้ปกครองต้องเป็นนักปรัชญาผู้รู้แจ้งแห่งจิต รัฐอุดมคติในทัศนะมุลลา ศ๊อดรอ คือรัฐที่เชื่อมโลกนี้กับโลกหน้า เชื่อมโยงมนุษย์กับพระเจ้าอย่างมีเหตุมีผล
บทสรุป
“การปกครองโดยพระเจ้า” ในปรัชญามุลลา ศ็อดรอ ไม่ได้เป็นแค่แนวคิดทางเทววิทยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบภววิทยาปรัชญา เป็นการเมืองที่สมบูรณ์ การเมืองไม่ใช่พื้นที่อิสระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบจักรวาลที่พระเจ้าทรงให้ไหลบ่าสู่อิมามและสังคมมนุษยชาติ อำนาจคือภาพสะท้อนของการดำรงอยู่ การปกครองคือการรู้แจ้งแห่งธรรมะ และการเมืองคือเส้นทางสู่พระเจ้าองค์สัมบูรณ์ แม้ปรัชญานี้จะมีรากในศตวรรษที่ 17 แต่ยังคงมีพลังในการช่วยให้เราคิดใหม่ถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐ ระหว่างอภิปรัชญากับการเมือง และระหว่างมนุษย์กับการดำรงอยู่อย่างน่าสนใจทีเดียว
แปลและเรียบเรียงจากงานเขียนโดย การีม ฮัดด๊าด
บรรณานุกรม
Jambet, Christian. The Act of Being: The Philosophy of Revelation in Mulla Sadra. New York: Zone Books, 2006.
Jambet, Christian. The Divine Governance: Islamic Political Philosophy in Mulla Sadra. New York: Routledge, 2009.
Kalin, Ibrahim. Knowledge in Later Islamic Philosophy: Mulla Sadra on Existence, Intellect, and Intuition. Oxford: Oxford University Press, 2010.
Nasr, Seyyed Hossein. Sadr al-Din Shirazi and His Transcendent Theosophy. Tehran: Imperial Iranian Academy of Philosophy, 1978.

ผู้อำนวยการศูนย์อิสลามศึกษา/อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม