วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

Foreign Policy ชี้ “มายาคติ” กำลังผลักดันนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐฯ

-

นิตยสาร Foreign Policy เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง The Delusions Driving U.S. Policy in the Middle East เมื่อ 15 ก.ย. ระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงขับเคลื่อนนโยบายตะวันออกกลางด้วย “มายาคติ” ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงทางการเมืองและความเป็นจริงในภูมิภาค แม้ประสบการณ์หลายทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่การรุกรานอิรักไปจนถึงกระบวนการสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ได้พิสูจน์ความล้มเหลวมาแล้วก็ตาม

ความฝันเรื่อง “รัฐปาเลสไตน์”

บทวิเคราะห์ของ Foreign Policy ชี้ว่า ล่าสุดมีสมาชิกสภาคองเกรสเดโมแครตอย่างน้อย 26 คน นำโดย โร คันนา จากแคลิฟอร์เนีย ออกมาเสนอให้สหรัฐฯ รับรอง “รัฐปาเลสไตน์” โดยเชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟูแนวทางสองรัฐ (two-state solution) และเป็นทางออกที่แยกออกจากฮามาส

คันนา กล่าวต่อที่ประชุมสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ว่า “การรับรองจะสร้างความหวังในภูมิภาค” แต่ Foreign Policy ชี้ว่านี่แทบไม่ต่างจากวิสัยทัศน์ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อ 23 ปีก่อน ที่เคยพูดถึง “สองรัฐประชาธิปไตย” อยู่เคียงข้างกันอย่างสันติ สิ่งที่ คันนา ทำเพียงแค่ “สลับลำดับ” ให้การรับรองมาก่อนสันติภาพ

อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงทางการเมืองกลับตรงกันข้าม สงครามกาซาหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ทำให้แนวคิดสองรัฐแทบไร้ทางเป็นไปได้ การที่ คันนา ยกตัวอย่างนักการเมืองอิสราเอลรุ่นเก่า เช่น อิทซัค ราบิน หรือชิมอน เปเรส ยิ่งสะท้อนสิ่งที่ Foreign Policy เรียกว่า “ความปรารถนาแบบอเมริกันที่โลกควรเป็นไปตามที่สหรัฐฯ คิด มากกว่าตามที่เป็นจริง”

มายาคติการปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์และฮามาส

Foreign Policy ยังวิจารณ์ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังผลักดันแผนปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์และฮามาส โดยเชื่อว่านี่จะนำไปสู่ความมั่นคงในภูมิภาค

ในเลบานอน อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอย่างหนักตั้งแต่ “เพจเจอร์ระเบิด” กันยายน 2024 จนทำให้การเมืองภายในเปลี่ยนแปลง และสามารถเลือกตั้งประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน และนายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลามขึ้นมาได้ แต่ Foreign Policy ย้ำว่า แม้อิสราเอลบรรลุผลทางทหารบางส่วน ฮิซบุลเลาะห์ยังไม่ถูกทำลาย กองกำลังยังมีอาวุธ และอิหร่านยังคงหนุนหลัง

ทอม บาร์รัค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำตุรกี เสนอแผนสี่ขั้นตอนให้กองทัพเลบานอนปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์ แต่ Foreign Policy เตือนว่า แผนนี้อาจ “ประเมินต่ำ” เกินไป เพราะฮิซบุลเลาะห์ถูกสร้างขึ้นบนฐานะ “ขบวนการต่อต้าน” การปลดอาวุธคือการทำลายตัวตนของพวกเขาเอง

ฮิซบุลเลาะห์ภายใต้การนำของนาอิม กอเซ็ม ซึ่งขึ้นมาหลังฮะซัน นัศร็อลเลาะห์ถูกสังหารในปี 2024 ก็ชัดเจนว่าไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว โดยมองว่าการปลดอาวุธก่อนที่อิสราเอลจะถอนทัพจากพื้นที่ทางใต้เท่ากับ “ยอมจำนนต่ออเมริกา”

บทวิเคราะห์ของ Foreign Policy ระบุว่า แม้เลบานอนมีประชาชนจำนวนหนึ่ง (โดยเฉพาะซุนนี คริสเตียน และดรูซ) สนับสนุนการปลดอาวุธ แต่ฐานชีอะห์กลับพึ่งพาฮิซบุลเลาะห์ในฐานะ “อำนาจคาน” ของระบบการเมืองนิกาย การใช้กองทัพบังคับปลดอาวุธเสี่ยงต่อการจุดชนวนความรุนแรงครั้งใหม่

สถานการณ์กาซาก็คล้ายกัน ฮามาสไม่อาจถูกบังคับให้ปลดอาวุธได้ง่าย แม้ถูกโจมตีอย่างหนักเป็นเวลาเกือบสองปี อิสราเอลก็ยังไม่สามารถทำให้ฮามาสยอมจำนนได้ Foreign Policy ชี้ว่า แม้เป้าหมายปลดอาวุธจะ “น่าปรารถนา” แต่ก็ไม่สอดคล้องกับความจริงทางการเมืองและสังคม

มายาคติซ้ำซากและความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

Foreign Policy สรุปว่า ความฝันของนักการเมืองอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเดโมแครตที่เรียกร้อง “รัฐปาเลสไตน์” หรือรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการ “ปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์และฮามาส” ต่างเป็นมายาคติที่ย้อนรอยความล้มเหลวในอดีต นโยบายที่ขัดกับความจริงมักจบลงด้วยหายนะ และสหรัฐฯ ได้พิสูจน์แล้วตลอดสามทศวรรษว่าความฝันเหล่านี้ไม่สามารถสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางได้

เรื่องล่าสุด