วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

ภูเก็ตห้ามจัดงานปีใหม่ยิวริมชายหาด หลังต้านแรงในโซเชียลและชุมชน

-

ภูเก็ตสั่งห้ามจัดงานปีใหม่ยิว หลังเครือข่ายชาบัดเตรียมทำพิธีริมชายหาด กระแสต้านแรงในโซเชียล Thailand Stand with Palestine และ Phuket Times จุดกระแส ขณะที่เดอะพับลิกโพสต์วิเคราะห์ กระแสนี้โยงสถานการณ์กาซา บาดแผลสะสม และพื้นที่มุสลิมหนาแน่น

เกิดกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ หลังเครือข่ายชุมชนยิว/ชาบัดในภูเก็ต มีการเผยแพร่โปสเตอร์เชิญชาวร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ยิว Rosh Hashanah (รอช ฮาชานาห์) ในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 2568 โดยระบุว่า จะมีขบวนแห่พิธีกรรมยิวริมหาดราไว และในวันที่ 1–13 ตุลาคม 2568 จะมีพิธี ตัสลิช (Tashlich) ใน 4 พื้นที่ของภูเก็ต รวมทั้งหาดป่าตอง

การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวสร้างความกังวลในพื้นที่ท่องเที่ยวที่อ่อนไหวอย่างภูเก็ต เนื่องจากเชื่อมโยงกับศาสนา การเมืองระหว่างประเทศ และประเด็นปาเลสไตน์–อิสราเอล

กระแสต่อต้านถูกจุดติดและกลายเป็นร้อนแรงหลัง เพจ “Thailand Stand with Palestine – ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์” นำเรื่องนี้ไปรายงานเมื่อวันพุธที่ 17 ก.ย. กระแสยังคงพุ่งต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 20 ก.ย. ยอดปฏิกิริยาพุ่งขึ้นเป็นกดไลก์กว่า 9,000 ครั้ง แชร์กว่า 3,300 ครั้ง และคอมเมนต์มากกว่า 2,000 ความคิดเห็น

นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นอย่าง “เพจ Phuket Times – ภูเก็ตไทม์” ก็หยิบเรื่องนี้ไปตั้งคำถามในประเด็น “ถกเดือด! เหมาะสมหรือไม่! อิสราเอลจำนวนมากแห่บินเกาะภูเก็ต ยึดริมหาดเตรียมจัดเต็ม งานปาร์ตี้เฉลิมฉลองปีใหม่แบบชาวยิว” ซึ่งได้รับการกดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์จำนวนมาก โดยเสียงส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกัน สื่อมุสลิมหลายแห่งที่นำเสนอข่าวนี้ก็ออกมาในทิศทางเดียวกันว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมและควรถูกยกเลิก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน เทศบาลตำบลราไวย์ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “ไม่เคยมีการอนุญาต” ให้ใช้พื้นที่สาธารณะจัดกิจกรรมดังกล่าว พร้อมย้ำว่าตระหนักถึงความละเอียดอ่อน และจะไม่อนุญาตให้มีงานใดอันอาจกระทบความรู้สึกของประชาชน

จากนั้นในวันเดียวกัน เทศบาลเมืองป่าตองออกประกาศย้ำอีกครั้งว่า “ไม่เคยมีการอนุญาตใด ๆ” ให้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนิกดังกล่าว และยืนยันว่าจะไม่ให้ใช้ชายหาดเป็นสถานที่จัดงานโดยเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน กลุ่มประชาชนในนาม “ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ จังหวัดภูเก็ต” ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อร้องเรียนและคัดค้านการจัดกิจกรรม โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเฉลิมฉลองของชาวอิสราเอลในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนด้านศาสนาและความมั่นคง

ต่อมา (20 ก.ย.) ภูเก็ตไทมส์ รายงานว่า จังหวัดภูเก็ตได้มีคำสั่งห้ามอย่างเป็นทางการ ไม่ให้มูลนิธิอิสราเอลหรือเครือข่ายชาบัดจัดงานเฉลิมฉลองหรือประกอบพิธีกรรมใด ๆ บนหาดราไวย์ ป่าตอง หรือชายหาดอื่น ๆ ในเกาะ โดยถือเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง สภ.ป่าตองได้เชิญผู้แทนจากเครือข่ายชาบัดเข้าหารือ และกำชับ “ห้ามประกอบพิธีกรรมที่ชายหาดโดยเด็ดขาด” พร้อมแนะนำให้หาพื้นที่จัดกิจกรรมที่ปลอดภัยและเหมาะสมแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความขัดแย้งกับประชาชนท้องถิ่น ตามรายงานของภูเก็ตไทมส์

ข้อสังเกตจากเดอะพับลิกโพสต์ : กระแสที่จุดติด

กระแสต่อต้านครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา หากแต่โยงกับบริบทระหว่างประเทศและศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะสถานการณ์การโจมตีในกาซาที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง เมื่อสหประชาชาติ (UN) ออกมติและรายงานชี้ว่าการกระทำของอิสราเอลเข้าข่าย “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ร่วมกับคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญ UN ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกของชาวมุสลิมทั่วโลก รวมถึงในไทย “ติดไฟง่าย” การจัดกิจกรรมทางศาสนาของยิวในห้วงนี้จึงถูกมองว่าไม่เหมาะสม และอาจถูกตีความว่าเป็นการยั่วยุทางอารมณ์ของผู้ที่เจ็บปวดจากสถานการณ์ในกาซา

อีกด้านหนึ่ง ความรู้สึกด้านลบต่อชาวอิสราเอลในสังคมไทยไม่ได้จำกัดเพียงเรื่องสงคราม หากแต่โยงกับประสบการณ์ตรงของคนไทยที่เคยเผชิญพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอล ทั้งในปาย ภูเก็ต และเกาะพะงัน ซึ่งหลายครั้งถูกวิจารณ์ว่าฝ่าฝืนกฎหมายท้องที่หรือไม่เคารพวัฒนธรรม ความทรงจำเหล่านี้สะสมเป็น “อคติพื้น” ที่พร้อมจะถูกปลุกขึ้นมาเมื่อมีประเด็นใหม่ ๆ เกี่ยวข้องกับอิสราเอล

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความอ่อนไหวเชิงพื้นที่ เนื่องจากแม้ประชากรมุสลิมในจังหวัดภูเก็ตจะอยู่ราว 25–30% แต่พื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างกมลา ราไวย์ และป่าตองกลับมีชุมชนมุสลิมดั้งเดิมตั้งถิ่นฐานหนาแน่น การเลือกจัดพิธีกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เหล่านี้จึงถูกตีความว่าเป็นการ “นำความขัดแย้งเข้ามาในหมู่บ้าน” หรือเข้าสู่หัวใจของชุมชนมุสลิมโดยตรง และเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางสังคม

เมื่อปัจจัยทั้งสาม … บริบทโลก, บาดแผลสะสม และพื้นที่อ่อนไหว … มาบรรจบกัน กระแสต่อต้านจึงถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว และบังคับให้หน่วยงานรัฐต้องรีบแสดงท่าทีแข็งกร้าวด้วยการ “ห้ามเด็ดขาด” เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนกระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

นัยแฝงที่ต้องจับตา

แม้การสั่งห้ามจัดงานปีใหม่ยิวจะดูเหมือนการปิดประตูความขัดแย้ง แต่คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ เหตุใดเครือข่ายชาบัดจึงเลือกใช้ “พื้นที่สาธารณะ” ในห้วงเวลาที่สถานการณ์กาซากำลังรุนแรง และท่ามกลางสังคมที่อ่อนไหวต่อประเด็นนี้อย่างยิ่ง บางฝ่ายมองว่า นี่อาจไม่ใช่เพียงกิจกรรมศรัทธาทางศาสนา แต่มีนัยทางยุทธศาสตร์ที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด

ประการแรก : รูปแบบกิจกรรม

ต้องตรวจสอบว่าเครือข่ายชาบัดเคยจัดกิจกรรมนอกสถานที่สาธารณะ เช่น ริมหาดหรือพื้นที่เปิดโล่ง ในภูเก็ตหรือจังหวัดอื่นของไทยมาก่อนหรือไม่ หากนี่คือครั้งแรกที่เลือกใช้พื้นที่สาธารณะ ก็อาจมีนัยสำคัญด้านความมั่นคง และควรตั้งคำถามว่ามีเจตนาทดสอบขอบเขตหรือไม่

ประการที่สอง : วาระซ่อนเร้นหรือการทดสอบกระแส

การเลือกจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในห้วงเวลาที่สถานการณ์กาซายังคุกรุ่น อาจถูกมองว่าเป็นการทดสอบปฏิกิริยาสังคมไทย ว่าจะตอบสนองต่อการปรากฏตัวของอิสราเอลในพื้นที่สาธารณะอย่างไร และอาจสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Soft Presence” ของอิสราเอล ที่พยายามสร้างเครือข่ายทางศาสนาและวัฒนธรรมในประเทศเป้าหมาย

ประการที่สาม : ความย้อนแย้งด้านความปลอดภัย

ปกติแล้วชุมชนและนักท่องเที่ยวอิสราเอลในไทยมีความระมัดระวังสูง เนื่องจากตระหนักถึงความไม่พอใจในสังคม แต่การเลือกจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ในพื้นที่ที่มีมุสลิมหนาแน่นอย่างป่าตองหรือราไวย์ กลับดูเป็นการตัดสินใจที่ “ท้าทาย” และอาจสะท้อนถึงการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์บางอย่าง ไม่ใช่เพียงศรัทธาทางศาสนาเท่านั้น

ประการสุดท้าย

เพจไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ เปิดเผยข้อมูลว่า “ยิวอิสราเอลเตรียมสร้างโบสถ์ใหญ่ที่ป่าตอง และจะกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของพื้นที่” แม้ยังไม่ยืนยันข้อเท็จจริง แต่หากเกี่ยวโยงกับกิจกรรมครั้งนี้ ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามว่ามีความพยายามสร้างฐานทางศาสนา–วัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ ประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบและติดตามอย่างใกล้ชิด

สรุปจากเดอะพับลิกโพสต์

กรณีนี้สะท้อนว่ากระแสต่อต้านไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการจัดงานปีใหม่ยิวในพื้นที่ท่องเที่ยว หากแต่มีรากจากทั้งสถานการณ์โลกและประสบการณ์ตรงในไทย ความรู้สึกของมุสลิมไทยถูก “จุดติด” ได้ง่ายเมื่อผูกเข้ากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา ขณะเดียวกัน ความไม่พอใจสะสมต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวอิสราเอลในปาย ภูเก็ต และพะงัน ทำให้สังคมไทยบางส่วนพร้อมรับกระแสต้านทันที การเลือกพื้นที่จัดงานในเขตมุสลิมหนาแน่นจึงสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงพื้นที่ที่สูง และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จำเป็นต้องตรวจสอบวัตถุประสงค์เชิงลึกของชาบัดและเครือข่ายอิสราเอลในไทยต่อไป

กรณีนี้ไม่เพียงเป็นประเด็นท้องถิ่นของภูเก็ต แต่ยังสะท้อนแรงสั่นสะเทือนจากสงครามกาซาที่ส่งผลมาถึงสังคมไทยโดยตรง

..
เดอะพับลิกโพสต์ รายงาน

เรื่องล่าสุด