วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

ครึ่งศตวรรษแห่งการท้าทายอำนาจจักรวรรดินิยม – จากการปฏิวัติอิหร่านถึง “พายุอัลอักซอ”

-

ในเส้นเวลาของครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ใหญ่หลายครั้ง ซึ่งการที่เราจัดให้มันเป็น “เหตุการณ์ใหญ่” ก็เพราะมีความเป็นมาตรฐานที่ชัดเจน สิ่งที่เกิดก่อนหน้านั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหลังมันผ่านไป เหตุการณ์เหล่านี้ได้แก่ การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน การล่มสลายของสหภาพโซเวียต การถล่มตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และ “พายุอัลอักซอ”

แม้บางครั้งสถานที่เกิดเหตุการณ์จะอยู่นอกภูมิภาคของเรา แต่ผลสะท้อนที่ใหญ่ที่สุดกลับสะท้อนตรงและย้อนกลับเข้ามายังภูมิศาสตร์ของเราเสมอ สิ่งที่ทำให้ระเบียบจักรวรรดินิยมสะดุดและทำลายแผนการตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ก็คือกลุ่มที่ยึดมั่นในหลักการและถูกเรียกว่า “แนวต้าน” โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า กองทัพของรัฐอาหรับได้หยุดเผชิญหน้ากับศัตรูไซออนิสต์ไปเกือบสิ้นเชิงหลังสงครามตุลาคม 1973

การปฏิวัติอิสลาม จุดเปลี่ยนหลังแคมป์เดวิด

ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านทำให้สมดุลกลับมาหลังจากที่อียิปต์ถอนตัวออกจากความขัดแย้งอาหรับ–ไซออนิสต์ด้วยการยอมรับข้อตกลง “แคมป์เดวิด” หากพิจารณาลึกลงไป จะเห็นว่าเหตุการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นของโครงการขบวนการต่อต้านอิสลาม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่มักเป็นฝ่ายซ้ายและชาตินิยมอาหรับ สรุปได้ว่า เมื่อองค์ประกอบหลักของชาติอาหรับถอนตัวออกไป ก็เปิดทางให้องค์ประกอบอิสลามเข้ามาแทนในพื้นที่ที่โดยเนื้อแท้แล้วตั้งอยู่บนอัตลักษณ์ร่วมอาหรับ-อิสลาม

ในช่วงสงครามเย็น การรักษาอำนาจการครอบงำขึ้นกับเงื่อนไขของยุคนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสงครามภูมิภาคอันดุเดือดระหว่างอิหร่านที่เปลี่ยนโฉมหน้าทั้งหมด กับอิรักที่ถูกผลักดันโดยพันธมิตรจักรวรรดินิยม ขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตก็ติดหล่มในอัฟกานิสถาน และสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงโดยตรงในสงครามนั้น ทว่าท้ายที่สุด อิหร่านก็ยืนหยัดและยืนยันสถานะของตนในภูมิภาค

โซเวียตล่มสลาย – สหรัฐฯ ประกาศระเบียบโลกใหม่

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประธานาธิบดีบุชผู้พ่อประกาศ “ระเบียบโลกใหม่” และสถาปนาระเบียบขั้วเดียวผ่านสงครามอ่าว ผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นการทำให้ “อำนาจปาเลสไตน์” และต่อมา “จอร์แดน” เข้าสู่เส้นทางปกติใหม่กับศัตรูไซออนิสต์ และการปิดล้อมอิรัก

ในทศวรรษเดียวกันนี้ วอชิงตันเริ่มโครงการ “ศตวรรษอเมริกันใหม่” ที่มุ่งทำให้การครอบงำโลกยั่งยืน ผ่านการเปลี่ยนแปลงระบอบในประเทศที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของตน ทว่า สิ้นทศวรรษกลับไม่เป็นไปตามแผน เมื่อเกิดการปลดปล่อยภาคใต้เลบานอนในพฤษภาคม ค.ศ.2000 และการปะทุของอินติฟาดาอัลอักซอในกันยายนปีเดียวกัน

11 กันยายน จุดเร่งของ “ศตวรรษอเมริกันใหม่”

ในปีเดียวกันนั้น โครงการ “ศตวรรษอเมริกันใหม่” ได้เผยแพร่รายงานชื่อ Rebuilding America’s Defenses พูดถึงการปฏิรูปกองทัพสหรัฐฯ โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเกิด “เหตุการณ์ภัยพิบัติหรือตัวเร่งเร้า”

ไม่นาน เหตุการณ์ 11 กันยายนก็เกิดขึ้น และเปิดทางให้โครงการนี้เคลื่อนด้วยความเร็วสูง ภายใต้การนำของบุชผู้ลูกที่รายล้อมด้วย “กลุ่มอนุรักษ์ใหม่” ที่มีแนวคิดไซออนิสต์คริสเตียน เช่น พอล วูลโฟวิทซ์ ดักลาส เฟธ ซัลไม คาลิซาด โดนัลด์ รัมส์เฟลด์ และคนอื่นๆ อีกหลายราย ที่ส่วนหนึ่งเป็นผู้บริหารในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารด้วย

ภายใต้คำขวัญ “ปราบก่อการร้าย” และ “สร้างความมั่นคง” สหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานเพื่อล่ากลุ่มอัลกออิดะฮ์ที่ตนเองสร้างเมื่อยี่สิบปีก่อน และเมื่อบุชประกาศ “สงครามครูเสด” ก็ยกพลเข้ายึดครองอิรัก ใช้เป็นสนามทดลองการแปรรูปกองทัพ การบำบัดด้วยช็อค และการใช้กองกำลังรับจ้างในสงครามรุ่นใหม่

ความพยายามเปลี่ยนระบอบไม่หยุดเพียงเท่านี้ การออกกฎหมายคว่ำบาตรซีเรียและสงครามเลบานอนปี 2006 มุ่งหวังโค่นฮิซบุลเลาะห์แล้วหันไปโค่นดามัสกัส แต่แนวต้านยืนหยัดและทำให้แผน “ตะวันออกกลางใหม่” ของคอนดาลีซา ไรซ์ ล้มเหลว ก่อนจะกลับมาในชื่อใหม่ว่า “อาหรับสปริง”

“อาหรับสปริง” เปลี่ยนแปลงระบอบบางประเทศ ในระดับที่แตกต่างกัน และโดย “ความบังเอิญ” มันประสบผลในประเทศที่กองทัพยังไม่เคยทำข้อตกลงปกติกับอิสราเอล ผลคือการปูทางไปสู่ “ข้อตกลงอับราฮัม” แต่ในอีกด้าน แนวต้านกลับคงความแข็งแกร่ง ทั้งในปาเลสไตน์ เลบานอน ซีเรีย อิรัก เยเมน และอิหร่าน จนเป็นที่รู้จักในนาม “แกนแนวต้าน”

การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย?

ดังนั้น เราไม่อาจอ่าน “พายุอัลอักซอ” แยกออกจากสงครามที่ดำเนินมาตลอดห้าทศวรรษ เพราะมันมิใช่สาเหตุ แต่เป็นการชิงลงมือก่อนของฝ่ายไซออนิสต์ที่วางแผนบุกเลบานอนและกาซา–เวสต์แบงก์อยู่แล้ว เนทันยาฮูเชื่อมโยงทั้งหมดเข้ากับโครงการการค้า “อินเดีย–ตะวันออกกลาง–ยุโรป” ที่ต้องการลบแนวต้านให้สิ้น

“พายุอัลอักซอ” คือการตบหน้าที่ปลุกทุกฝ่าย และชี้ชัดว่าโครงการ “อิสราเอลใหญ่” (Greater Israel) ก็คือความต่อเนื่องของ “ตะวันออกกลางใหม่” ที่มุ่งเปลี่ยนภูมิศาสตร์และประชากร การโจมตีซานาอ์หรือเบรุตก็ไม่ต่างจากการโจมตีโดฮาหรือเมืองหลวงใดๆ ที่มีสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพราะในสายตาศัตรู ทุกคนคือเป้าหมายเท่ากัน

สิ่งนี้ยืนยันความถูกต้องของแนวทางแนวต้านที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่า “เพ้อฝัน” ตรงกันข้าม มันคือการมองไกล ขณะที่พันธมิตรตะวันตกกลับเริ่มตระหนักว่า แม้แต่ข้อตกลงปกติหรือฐานทัพสหรัฐฯ ก็ไม่อาจคุ้มครองพวกเขาได้ในวันที่กำลังจะมาถึง

ทรัมป์กับการค้าอำนาจ

สหรัฐฯ ในเวอร์ชันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองภูมิศาสตร์นี้เสมือนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายได้ แต่ความหมกมุ่นที่แท้จริงคือการเบนเข็มไปสู่จีน จึงพยายามเร่งปิดบัญชีสมรภูมิในตะวันออกกลางและยูเรเชีย

สหรัฐฯ ละเมิดระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ยังเปิดประตูให้ “ความเป็นไปได้บ้าๆ” ที่สอดคล้องกับความคิดแบบทรัมป์ คือ ไม่มีการโจมตีใดที่ไร้ไฟเขียวจากวอชิงตัน แต่ทรัมป์มักปัดความรับผิดชอบเมื่อการรุกรานไซออนิสต์ล้มเหลว บางทีนี่อาจไม่ใช่การปกป้อง แต่เป็นการดันอิสราเอลเข้าสู่กับดักความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะในประเด็นพลังงานที่สหรัฐฯ ไม่ยอมปล่อยผูกขาด

สงครามยังไม่สิ้นสุด

นี่มิใช่การชวนให้เดิมพันว่าสงครามจะเป็นอย่างไร แต่แนวต้านที่ยืนหยัดมาตลอดย่อมไม่ละเลยโอกาสนี้ พวกเขาอาจสามารถลงทุนกับการถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองของอิสราเอล และผลักให้เกิดความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์แท้จริงระหว่างวอชิงตันกับเทลอาวีฟ

อย่างไรก็ตาม แกนแนวต้านยังคงสะสมอาวุธและฟื้นตัว เพราะรู้ดีว่ายังมีอีกหลายฝ่ายที่ยังหลับใหลและหวาดกลัวการตื่นขึ้น ขณะที่สงครามกำลังขยายตัวและดำเนินต่อไป…และบางทีอาจเป็นสงครามครั้งสุดท้าย!
ผู้เขียน: โมฮัมหมัด คาลิด นักเขียนอาหรับจากจอร์แดน
ที่มา: อัล-อัคบาร์ (เผยแพร่ 22 ก.ย.68)
แปล/เรียบเรียง: เดอะพับลิกโพสต์

เรื่องล่าสุด