การโจมตีล่าสุด (24 ก.ย.) ของกลุ่มฮูซีต่อเมืองไอแลต ทางตอนใต้ของอิสราเอล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสมรภูมิใหม่ระหว่างเทลอาวีฟกับกลุ่มที่อิหร่านให้การสนับสนุน
โดรนที่ปล่อยจากกลุ่มฮูซีเยเมนเจาะแนวป้องกันขั้นสูงของอิสราเอลและไปถึงเป้าหมายในย่านท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น สามารถโจมตีทำให้ชาวอิสราเอลบาดเจ็บกว่า 22 คน โดยบางรายอาการสาหัส
เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดคำถามกว้างขวางเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบป้องกันของอิสราเอล โดยเฉพาะ “ไอรอนโดม” (Iron Dome) และระบบ “ลำแสงเหล็ก” ไอรอนบีม (Iron Beam) ที่เคยถูกโฆษณาว่าเป็นนวัตกรรมปฏิวัติในการสกัดโดรน
แต่เหตุใดอิสราเอลจึงล้มเหลวต่อการโจมตีเพียงครั้งเดียวจากเยเมน? และความโดดเดี่ยวทางการเมืองรวมถึงการลดลงของความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ส่งผลอย่างไรต่อศักยภาพป้องกันตนเอง?
สกายนิวส์อาระเบีย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ “ซัยยิด ฆอนิม” ศาสตราจารย์รับเชิญแห่งนาโต้และวิทยาลัยการทหารแห่งกรุงบรัสเซลส์ ผู้ที่ได้ให้มุมมองเชิงลึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และอธิบายความล้มเหลวของอิสราเอลจากทั้งมิติทางเทคนิค ยุทธวิธี และยุทธศาสตร์
มิติด้านยุทธวิธีและเทคนิค
“ซัยยิด ฆอนิม” ชี้ว่าความสำเร็จของโดรนฮูซีไม่ได้อยู่แค่ที่ “เซอร์ไพรส์” แต่เป็นผลจาก ยุทธวิธีที่คำนวณมาอย่างดี เพื่อทำให้การตรวจจับและสกัดยากขึ้น
• โดรนที่โจมตีไอแลตบินต่ำมาก จนเรดาร์ตรวจจับได้ลำบาก
• โครงสร้างอาจทำจากไม้หรือวัสดุผสม ลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์
• เส้นทางภูเขารอบอ่าวอัคบาถูกใช้เป็นเกราะธรรมชาติช่วยพรางการตรวจจับ
ฆอนิมกล่าวว่า “เส้นทางที่โดรนบินผ่านระหว่างภูเขา โดยเฉพาะทางอ่าวอัคบา อาจสร้างกำบังธรรมชาติที่ทำให้เรดาร์ตรวจไม่พบ ในสถานการณ์นี้ การสังเกตด้วยสายตาอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเรดาร์สมัยใหม่”
ประเด็นนี้เผยช่องโหว่สำคัญว่า เทคโนโลยีแม้จะล้ำสมัยเพียงใด ก็ไม่อาจแทนที่การสังเกตการณ์ของมนุษย์โดยตรงได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิประเทศซับซ้อน
ความโดดเดี่ยวทางการเมืองลดขอบเขตการป้องกัน
ความล้มเหลวไม่ได้หยุดที่เทคนิค แต่ยังเกี่ยวพันกับภูมิรัฐศาสตร์ ฆอนิมชี้ว่า ปัจจุบันอิสราเอลประสบกับ “ความโดดเดี่ยวในภูมิภาค” ทำให้ขาดความสามารถในการประสานกับเพื่อนบ้านเหมือนในอดีต
สิ่งนี้กระทบต่อการทำงานของ “ร่มป้องกันทางอากาศ” ของอิสราเอล เพราะบางครั้งการปฏิบัติการจำเป็นต้องลุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อียิปต์หรือจอร์แดน ซึ่งปัจจุบันอาจไม่อนุญาต
ฆอนิมอธิบายว่า “ร่มป้องกันทางอากาศเคลื่อนที่เชิงป้องกัน แต่บางครั้งจำเป็นต้องตามล่าโดรนที่ล้ำเขตไปในน่านฟ้าของประเทศอื่น และประเทศเหล่านั้นอาจไม่อนุญาตในตอนนี้ ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้กองทัพอากาศอิสราเอลอ่อนแอลงอย่างชัดเจน”
ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า การเมืองไม่แยกจากยุทธวิธีทหาร การขาดความร่วมมือหรือการปฏิเสธจากประเทศเพื่อนบ้านยิ่งทำให้อิสราเอลโดดเดี่ยว และลดความสามารถในการปกป้องพรมแดนที่ห่างไกล
Iron Beam ระหว่างทฤษฎีกับความจริง
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า Iron Beam ที่ถูกยกย่องว่าจะปฏิวัติการสกัดโดรนหายไปไหน?
ฆอนิมตอบว่า “ปัญหาไม่ใช่เรื่องความแม่นยำในการยิง แต่คือการตรวจจับล่วงหน้า ต่อให้ระบบแม่นยำแค่ไหน หากไม่พบเป้าหมายตั้งแต่แรก ก็ไม่สามารถยิงสกัดได้”
กล่าวคือ อิสราเอลอาจครอบครองระบบที่ทรงพลังที่สุด แต่หากไม่สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ตรงเวลา ความได้เปรียบก็ไร้ความหมาย
การสังเกตด้วยตา อาวุธเก่าที่มีประสิทธิภาพ
ฆอนิมยังย้ำประเด็นที่น่าตกใจว่า ในยุคของโดรนและเรดาร์ล้ำสมัย การสังเกตด้วยสายตาเปล่า หรือระบบออปติกพื้นฐาน อาจมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเรดาร์
เพราะโดรนที่ทำจากไม้หรือวัสดุผสม เมื่อบินต่ำอาจหลอกเรดาร์ได้ แต่ยังคงสามารถมองเห็นได้ด้วยตา นี่สะท้อนคำถามว่า อิสราเอลอาจพึ่งพาเครื่องจักรมากเกินไปจนละเลยการเฝ้าระวังแบบดั้งเดิม
ระหว่าง “ผลกระทบ” กับ “ศักยภาพ”
การโจมตีครั้งนี้ยังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ใครจะ “ยืนระยะ” ได้มากกว่ากัน ระหว่างฮูซีกับอิสราเอล?
แต่ฆอนิมย้ำว่า ประเด็นไม่ใช่ว่าใคร “ทนได้มากกว่า” แต่คือ ใครที่ “สร้างผลกระทบได้มากกว่า”
• ฮูซี: แม้ศักยภาพจำกัด แต่สามารถสร้างบาดเจ็บและสร้างแรงกระแทกทางจิตใจต่ออิสราเอล
• อิสราเอล: แม้มีศักยภาพทำลายสูง แต่ผลลัพธ์จริงจากการโจมตีเยเมนกลับไม่สามารถยับยั้งความสามารถเชิงปฏิบัติการของฮูซี
นี่คือสมการสงครามอสมมาตร ที่ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าอาจสร้างผลสะเทือนมากกว่า
ทะเลแดง: สมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์อีกชั้น
ฆอนิมชี้ว่า ทะเลแดงไม่เหมือนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือมหาสมุทร มันเป็นเส้นทางน้ำที่แคบ รายล้อมด้วยหลายประเทศ และแต่ละประเทศควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
ดังนั้น ทุกการเคลื่อนไหวของอิสราเอลทั้งทางเรือและอากาศจำเป็นต้องมีการประสานและขออนุญาต ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาการเมืองทันที
เขายกตัวอย่างว่า แม้แต่อิสราเอลจะเคลื่อนกองเรือเพื่อซ้อมรบใกล้ไอแลต ก็ยังต้องขออนุญาตจากเพื่อนบ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าทะเลแดงคือสมรภูมิที่การเมืองและการทหารผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก
ช่องโหว่ข่าวกรอง
แม้อิสราเอลจะมีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ฆอนิมเชื่อว่า อิสราเอลยังขาดข้อมูลเพียงพอในการรับมือฮูซี แม้จะลอบสังหารแกนนำบางคนได้ แต่เกิดจากความบังเอิญมากกว่าความเหนือกว่าทางข่าวกรองจริง ทำให้ยังไม่สามารถจัดการกับภัยคุกคามที่ใช้วิธีง่ายแต่ได้ผล
ขอบเขตของการข่มขู่เชิงวาทศิลป์
นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวภายหลังการโจมตีที่เอลัตว่า “ทุกการโจมตีต่อเมืองของเรา จะถูกตอบโต้ด้วยการโจมตีที่เจ็บแสบยิ่งกว่า”
อย่างไรก็ตามฆอนิมมองว่านี่เป็นเพียง ถ้อยคำข่มขู่เชิงการเมือง มากกว่ากลยุทธ์จริง เพราะการตอบสนองของอิสราเอล แม้จะรุนแรง แต่ยังคงถูกควบคุมโดยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และความโดดเดี่ยวในภูมิภาค ทำให้อิสราเอลไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้
ภูมิภาคในสมรภูมิใหม่
การโจมตีด้วยโดรนของฮูซีที่ไอแลตเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในสมการความขัดแย้ง ภูมิภาคไม่ได้จำกัดอยู่ที่กาซาหรืออิหร่านอีกต่อไป แต่ขยายมาถึงเยเมน ซึ่งสร้างความซับซ้อนและลดทอนภาพลักษณ์การป้องปรามของอิสราเอล
คำกล่าวของนักวิเคราะห์ ซัยยิด ฆอนิม เต็มไปด้วยคำเตือนชัดเจนว่า หากการเจาะแนวป้องกันยังดำเนินต่อไป จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิสราเอล และมอบไพ่การเมืองและการทหารอันล้ำค่าให้แก่ฮูซี และเบื้องหลังพวกเขาอย่างอิหร่าน
ขณะที่กองทัพอิสราเอลเร่งอุดช่องโหว่ด้านการป้องกัน คำถามเรื่องความสามารถในการรับมือกับ “หลายแนวรบพร้อมกัน” กลับยิ่งเร่งด่วนกว่าที่เคย
ท้ายที่สุด การรบด้วยโดรนไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าทางยุทธวิธีชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่าตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ของการปะทุ ที่เทคโนโลยีและการเมืองประสานกันเพื่อกำหนดทิศทางของสงครามในอนาคต