วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

บทบาทของจิตวิญญาณในศิลปะตกแต่งอิสลาม

-

ศิลปะสถาปัตยกรรมอิสลามมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ “การตกแต่ง” ที่ละเอียดอ่อนและสมมาตร ลวดลายที่ปกคลุมผนังและโดมของมัสยิดจนราวกับพรมผืนใหญ่ หรืออย่างที่นักปราชญ์อิบนุคัลดูน (Ibn Khaldun) กล่าวไว้ใน มุกัดดิมะฮ์ ว่า มันเปรียบเสมือน “แปลงดอกไม้หลากสี” อันเป็นการผสมผสานระหว่างความศรัทธา ความงาม และปรัชญาทางจิตวิญญาณ

อิสลาม: ศาสนาแห่งความงาม

ตั้งแต่สมัยอุมัยยะฮ์เป็นต้นมา รัฐมุสลิมทุกยุคต่างให้ความสำคัญกับศิลปะการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นออตโตมันในตุรกี หรือราชวงศ์อื่น ๆ ล้วนเน้นให้สถาปัตยกรรมมีทั้งความงดงามและคุณค่าเชิงศาสนา หัวใจของแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนวจนะท่านศาสนทูตที่ว่า

“อัลลอฮ์ทรงงดงาม และรักความงาม”

ดังนั้น ความอัปลักษณ์จึงถือเป็นความผิดเพี้ยนสูงสุด โดยเฉพาะการหลงตนเองและดูหมิ่นความจริง ตลอดจนดูถูกผู้อื่น คัมภีร์อัลกุรอานได้เตือนว่า สิ่งสวยงามและเครื่องประดับทั้งหลายเป็นของประทานจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ห้ามปราม

ความงามที่อยู่ในวิญญาณ: ประสาทสัมผัสที่หก

อิบนุซีนา (Ibn Sina, เสียชีวิต ค.ศ. 1037) กล่าวถึงความรักและความงามใน Treatise on Love ว่ามนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณใฝ่หาความงาม และเมื่อสิ่งนี้เชื่อมโยงกับพระผู้เป็นเจ้า ความรักดังกล่าวก็จะบริสุทธิ์และสูงส่งขึ้น

อิบนุฮัยษัม (Ibn al-Haytham, ศตวรรษที่ 11) ในงาน วิชาทัศนศาสตร์ (Optics) ชี้ว่า ความงามไม่ได้อยู่ที่รูปภายนอกเท่านั้น แต่คือผลสะท้อนในวิญญาณ เขามองว่าความงามที่แท้จริงคือสิ่งที่ยกระดับสติปัญญาและศีลธรรม

นักปราชญ์อัล-ฆอซาลี (Al-Ghazali) อธิบายต่อว่า จิตวิญญาณคือ “ประสาทสัมผัสที่หก” ที่ทำให้มนุษย์รับรู้ความงามทางศีลธรรมและจิตวิญญาณได้ เหนือไปกว่าความพึงพอใจของตาและหู เขายกตัวอย่างว่า ผู้ศรัทธาย่อมรักการละหมาดมากกว่ากลิ่นหอมและความสุขทางกาย เพราะการละหมาดคือการสัมผัสความงามนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า

นักปราชญ์ยุคทองอิสลาม สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์
ภาพจำลองนักปราชญ์ในยุคทองแห่งอิสลาม

ศิลปะตกแต่งสองประเภท

ศิลปะอิสลามแบ่งเป็นสองลักษณะสำคัญ

  1. ศิลปะเชิงสาระ (Informative decoration)
    ใช้อักษรคาลิกราฟีประดับด้วยโองการอัลกุรอาน กวีนิพนธ์ทางศาสนา คติธรรม และพระนามของอัลลอฮ์และท่านศาสนทูต

  2. ศิลปะเชิงภาวนา (Contemplative decoration)
    ประกอบด้วยลายเรขาคณิต อาหรับเอสก์ มุคร์นัส (stalactite decoration) และลายดอกไม้ รวมถึงการเล่นกับแสงและสี

ทั้งสองรูปแบบมักปรากฏร่วมกัน ทำให้สถาปัตยกรรมอิสลาม เช่น โดม มิมบัร หรือซุ้มคิ๊บละฮ์ กลายเป็นพื้นที่แห่งความงามที่พาผู้ศรัทธาสู่สมาธิและการรำลึกถึงพระเจ้า

ภายในมัสยิดกอร์โดบา ลายซุ้มโค้งแดง–ขาว เอกลักษณ์ศิลปะอิสลามในสเปน
ภายในมัสยิดกอร์โดบา ศตวรรษที่ 8–10 โดดเด่นด้วยซุ้มโค้งหินขาวสลับอิฐแดง

พระเจ้าคือผู้สร้าง มนุษย์คือผู้รับ

สถาปัตยกรรมอิสลามมักเน้นการ “กลบ” ร่องรอยมนุษย์ เพื่อชี้นำสายตาไปยังพระผู้สร้าง แนวคิดนี้สะท้อนความจริงว่า มนุษย์มิใช่ผู้สร้างแท้จริง แต่เป็นเพียงผู้ใช้ทรัพยากรและความสามารถที่พระเจ้าประทานมา ดังที่อัลกุรอานระบุว่า

“อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าทำ” (อัซ-ซอฟฟาต 96)

ดังนั้น งานศิลป์ทุกชิ้นจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าความยิ่งใหญ่เป็นของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

คาลิกราฟีและเรขาคณิต: ประตูสู่โลกเหนือธรรมชาติ

อักษรอาหรับที่ประดับมัสยิด ไม่ได้เป็นเพียงความงามเชิงสายตา แต่คือบทเรียนทางศีลธรรมและการศึกษา คาลิกราฟีทำหน้าที่ทั้งเพิ่มความงาม ให้คำสอน และกระตุ้นให้ผู้คนใคร่ครวญ

ส่วนลายเรขาคณิตและอาหรับเอสก์ แสดงถึงความเป็นนิรันดร์ ความสมดุล และเอกภาพ ลายที่ไร้จุดสิ้นสุดเปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งจักรวาลและการเดินทางสู่โลกเหนือวัตถุ

โดมใหญ่มัสยิดเซลิมิเยะ ผลงานมิมาร์ ซินาน สถาปัตยกรรมออตโตมัน
มุมมองด้านในของโดมหลัก มัสยิดเซลิมิเยะ เมืองเอดิรเน ตุรกี

มุมมองของนักปราชญ์

อิบนุซีนาเชื่อว่า จิตวิญญาณมนุษย์ย่อมหลงใหลในความงามที่มีระเบียบและสมดุล อัล-ฆอซาลีมองว่า ดนตรีและความกลมกลืนของเสียงสามารถปลุก “ไฟแห่งความรัก” ในหัวใจ พาไปสู่ความทรงจำของโลกวิญญาณ ส่วนอิบนุฮัยษัมศึกษาความงามเชิงวิทยาศาสตร์ ผ่านคุณสมบัติของแสง สี รูปร่าง และสัดส่วน ผลงานของเขาได้วางรากฐานให้ศิลปะอิสลามผสานวิทยาศาสตร์และศาสนาเข้าด้วยกัน

สิ่งทออิลข่านิด ศตวรรษที่ 14 ศิลปะอิสลามตะวันออกกลาง
ผลงานสิ่งทออิลข่านิด ไหม ฝ้าย และทอง จากอิหร่านหรืออิรัก ต้นศตวรรษที่ 14

ตัวอย่างของมิมาร์ ซินาน

มิมาร์ ซินาน (Mimar Sinan, เสียชีวิต ค.ศ. 1588) สถาปนิกเอกแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ย้ำบทบาทของการตกแต่งว่าเป็นหัวใจของสถาปัตยกรรม เขาเปรียบโดมกลางของมัสยิดสุไลมานียะฮ์เสมือน “ฟากฟ้าเวียนวน” และล้อมรอบด้วยอักษรคาลิกราฟีที่กล่าวถึงอำนาจของพระผู้สร้าง

การเลือกโองการอัลกุรอานที่ว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงค้ำจุนฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน…” (ฟาฏิร 41)

เป็นการตอกย้ำว่ามนุษย์ไม่มีวันสร้างสรรค์สิ่งใดที่เทียบได้กับการเนรมิตของพระผู้เป็นเจ้า

หนังสือ The Age of Sinan โดย กุลรู เนจิโปกลู งานวิชาการสถาปัตยกรรมออตโตมัน
หน้าปกหนังสือ “The Age of Sinan” โดยกุลรู เนจิโปกลู งานศึกษาสถาปัตยกรรมออตโตมัน

สถาปัตยกรรมอิสลาม: สัญลักษณ์ท่ามกลางสัญลักษณ์ของพระเจ้า

สิ่งก่อสร้างอิสลามทุกแห่งจึงเปรียบเหมือน อายะฮ์ (หมายสำคัญ) ในโลก เหมือนกับที่ธรรมชาติทั้งหมดเป็นสัญญาณแห่งการมีอยู่ของพระเจ้า สถาปัตยกรรมที่งดงามและเป็นประโยชน์ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศสงบ แต่ยังช่วยยกระดับจิตใจผู้คนให้ห่างไกลจากกิเลสและใกล้ชิดกับคุณธรรม

สรุปได้ว่า ศิลปะตกแต่งอิสลามมิได้เป็นเพียงการประดับผิวสถาปัตยกรรม แต่คือภาษาที่ถ่ายทอดความศรัทธาและจิตวิญญาณ ความงามที่ไร้รูปแทนสิ่งมีชีวิตถูกแทนที่ด้วยลายเส้น อักษร และเรขาคณิตที่ไร้ขอบเขต ทั้งหมดนี้ไม่เพียงดึงดูดสายตา แต่ยังชี้นำวิญญาณไปสู่การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และนี่เองคือเหตุผลที่ศิลปะอิสลามยังคงเป็นมรดกทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่โลกไม่อาจมองข้าม

อ้างอิง muslimheritage.com

เรื่องล่าสุด