ศิลปะสถาปัตยกรรมอิสลามมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ “การตกแต่ง” ที่ละเอียดอ่อนและสมมาตร ลวดลายที่ปกคลุมผนังและโดมของมัสยิดจนราวกับพรมผืนใหญ่ หรืออย่างที่นักปราชญ์อิบนุคัลดูน (Ibn Khaldun) กล่าวไว้ใน มุกัดดิมะฮ์ ว่า มันเปรียบเสมือน “แปลงดอกไม้หลากสี” อันเป็นการผสมผสานระหว่างความศรัทธา ความงาม และปรัชญาทางจิตวิญญาณ
อิสลาม: ศาสนาแห่งความงาม
ตั้งแต่สมัยอุมัยยะฮ์เป็นต้นมา รัฐมุสลิมทุกยุคต่างให้ความสำคัญกับศิลปะการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นออตโตมันในตุรกี หรือราชวงศ์อื่น ๆ ล้วนเน้นให้สถาปัตยกรรมมีทั้งความงดงามและคุณค่าเชิงศาสนา หัวใจของแนวคิดนี้ตั้งอยู่บนวจนะท่านศาสนทูตที่ว่า
“อัลลอฮ์ทรงงดงาม และรักความงาม”
ดังนั้น ความอัปลักษณ์จึงถือเป็นความผิดเพี้ยนสูงสุด โดยเฉพาะการหลงตนเองและดูหมิ่นความจริง ตลอดจนดูถูกผู้อื่น คัมภีร์อัลกุรอานได้เตือนว่า สิ่งสวยงามและเครื่องประดับทั้งหลายเป็นของประทานจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ห้ามปราม
ความงามที่อยู่ในวิญญาณ: ประสาทสัมผัสที่หก
อิบนุซีนา (Ibn Sina, เสียชีวิต ค.ศ. 1037) กล่าวถึงความรักและความงามใน Treatise on Love ว่ามนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณใฝ่หาความงาม และเมื่อสิ่งนี้เชื่อมโยงกับพระผู้เป็นเจ้า ความรักดังกล่าวก็จะบริสุทธิ์และสูงส่งขึ้น
อิบนุฮัยษัม (Ibn al-Haytham, ศตวรรษที่ 11) ในงาน วิชาทัศนศาสตร์ (Optics) ชี้ว่า ความงามไม่ได้อยู่ที่รูปภายนอกเท่านั้น แต่คือผลสะท้อนในวิญญาณ เขามองว่าความงามที่แท้จริงคือสิ่งที่ยกระดับสติปัญญาและศีลธรรม
นักปราชญ์อัล-ฆอซาลี (Al-Ghazali) อธิบายต่อว่า จิตวิญญาณคือ “ประสาทสัมผัสที่หก” ที่ทำให้มนุษย์รับรู้ความงามทางศีลธรรมและจิตวิญญาณได้ เหนือไปกว่าความพึงพอใจของตาและหู เขายกตัวอย่างว่า ผู้ศรัทธาย่อมรักการละหมาดมากกว่ากลิ่นหอมและความสุขทางกาย เพราะการละหมาดคือการสัมผัสความงามนิรันดร์ของพระผู้เป็นเจ้า

ศิลปะตกแต่งสองประเภท
ศิลปะอิสลามแบ่งเป็นสองลักษณะสำคัญ
-
ศิลปะเชิงสาระ (Informative decoration)
ใช้อักษรคาลิกราฟีประดับด้วยโองการอัลกุรอาน กวีนิพนธ์ทางศาสนา คติธรรม และพระนามของอัลลอฮ์และท่านศาสนทูต -
ศิลปะเชิงภาวนา (Contemplative decoration)
ประกอบด้วยลายเรขาคณิต อาหรับเอสก์ มุคร์นัส (stalactite decoration) และลายดอกไม้ รวมถึงการเล่นกับแสงและสี
ทั้งสองรูปแบบมักปรากฏร่วมกัน ทำให้สถาปัตยกรรมอิสลาม เช่น โดม มิมบัร หรือซุ้มคิ๊บละฮ์ กลายเป็นพื้นที่แห่งความงามที่พาผู้ศรัทธาสู่สมาธิและการรำลึกถึงพระเจ้า

พระเจ้าคือผู้สร้าง มนุษย์คือผู้รับ
สถาปัตยกรรมอิสลามมักเน้นการ “กลบ” ร่องรอยมนุษย์ เพื่อชี้นำสายตาไปยังพระผู้สร้าง แนวคิดนี้สะท้อนความจริงว่า มนุษย์มิใช่ผู้สร้างแท้จริง แต่เป็นเพียงผู้ใช้ทรัพยากรและความสามารถที่พระเจ้าประทานมา ดังที่อัลกุรอานระบุว่า
“อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าทำ” (อัซ-ซอฟฟาต 96)
ดังนั้น งานศิลป์ทุกชิ้นจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าความยิ่งใหญ่เป็นของพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
คาลิกราฟีและเรขาคณิต: ประตูสู่โลกเหนือธรรมชาติ
อักษรอาหรับที่ประดับมัสยิด ไม่ได้เป็นเพียงความงามเชิงสายตา แต่คือบทเรียนทางศีลธรรมและการศึกษา คาลิกราฟีทำหน้าที่ทั้งเพิ่มความงาม ให้คำสอน และกระตุ้นให้ผู้คนใคร่ครวญ
ส่วนลายเรขาคณิตและอาหรับเอสก์ แสดงถึงความเป็นนิรันดร์ ความสมดุล และเอกภาพ ลายที่ไร้จุดสิ้นสุดเปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งจักรวาลและการเดินทางสู่โลกเหนือวัตถุ

มุมมองของนักปราชญ์
อิบนุซีนาเชื่อว่า จิตวิญญาณมนุษย์ย่อมหลงใหลในความงามที่มีระเบียบและสมดุล อัล-ฆอซาลีมองว่า ดนตรีและความกลมกลืนของเสียงสามารถปลุก “ไฟแห่งความรัก” ในหัวใจ พาไปสู่ความทรงจำของโลกวิญญาณ ส่วนอิบนุฮัยษัมศึกษาความงามเชิงวิทยาศาสตร์ ผ่านคุณสมบัติของแสง สี รูปร่าง และสัดส่วน ผลงานของเขาได้วางรากฐานให้ศิลปะอิสลามผสานวิทยาศาสตร์และศาสนาเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างของมิมาร์ ซินาน
มิมาร์ ซินาน (Mimar Sinan, เสียชีวิต ค.ศ. 1588) สถาปนิกเอกแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ย้ำบทบาทของการตกแต่งว่าเป็นหัวใจของสถาปัตยกรรม เขาเปรียบโดมกลางของมัสยิดสุไลมานียะฮ์เสมือน “ฟากฟ้าเวียนวน” และล้อมรอบด้วยอักษรคาลิกราฟีที่กล่าวถึงอำนาจของพระผู้สร้าง
การเลือกโองการอัลกุรอานที่ว่า
“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงค้ำจุนฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน…” (ฟาฏิร 41)
เป็นการตอกย้ำว่ามนุษย์ไม่มีวันสร้างสรรค์สิ่งใดที่เทียบได้กับการเนรมิตของพระผู้เป็นเจ้า

สถาปัตยกรรมอิสลาม: สัญลักษณ์ท่ามกลางสัญลักษณ์ของพระเจ้า
สิ่งก่อสร้างอิสลามทุกแห่งจึงเปรียบเหมือน อายะฮ์ (หมายสำคัญ) ในโลก เหมือนกับที่ธรรมชาติทั้งหมดเป็นสัญญาณแห่งการมีอยู่ของพระเจ้า สถาปัตยกรรมที่งดงามและเป็นประโยชน์ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศสงบ แต่ยังช่วยยกระดับจิตใจผู้คนให้ห่างไกลจากกิเลสและใกล้ชิดกับคุณธรรม
สรุปได้ว่า ศิลปะตกแต่งอิสลามมิได้เป็นเพียงการประดับผิวสถาปัตยกรรม แต่คือภาษาที่ถ่ายทอดความศรัทธาและจิตวิญญาณ ความงามที่ไร้รูปแทนสิ่งมีชีวิตถูกแทนที่ด้วยลายเส้น อักษร และเรขาคณิตที่ไร้ขอบเขต ทั้งหมดนี้ไม่เพียงดึงดูดสายตา แต่ยังชี้นำวิญญาณไปสู่การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และนี่เองคือเหตุผลที่ศิลปะอิสลามยังคงเป็นมรดกทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่โลกไม่อาจมองข้าม
อ้างอิง muslimheritage.com