หลายทศวรรษก่อนการก่อตั้งรัฐ เป้าหมายสำคัญของลัทธิไซออนิสต์ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 คือการมองปัญหาประชากรว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อรัฐที่ชาวยิววางแผนจะตั้งขึ้น “เบน กูเรียน” ยืนยันในปี 1947 ว่า “ไม่อาจมีรัฐยิวที่มั่นคงและเข้มแข็ง ตราบใดที่สัดส่วนประชากรไม่ได้เกิน 60%”
ในยุคแรกสุด ธีโอดอร์ เฮิร์ตเซล (ผู้ก่อตั้งขบวนการไซออนิสต์) เขียนในบันทึกประจำวันของเขาปี 1859 ว่า “เราจะพยายามขับไล่ประชากรยากจนข้ามพรมแดนไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น” ต่อมาในปี 1948 เบน กูเรียน ได้ยอมรับว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนที่ดินที่ต้องยึดครองอีกต่อไป แต่เป็นอนาคตของชาวปาเลสไตน์ซึ่งอาศัยอยู่บนผืนดินนั้น
ตามที่ประวัติศาสตร์และเอกสารระบุ นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล “อิแลน ปาเป” ในหนังสือของเขา “การขับชาติพันธุ์ในปาเลสไตน์” กล่าวว่า เป้าหมายของไซออนิสต์เสมอมาคือการสร้าง “ป้อมปราการขาว” (ตะวันตก) ในโลกที่เป็น “สีดำ” (อาหรับ) และปกป้องมัน ซึ่งทำให้สิทธิการกลับคืน (right of return) กลายเป็นความหวาดกลัวถาวรของชาวยิว–อิสราเอล เพราะนั่นจะหมายถึงการเหนือกว่าทางจำนวนของชาวอาหรับ
ตลอดหลายสิบปีของการดำรงอยู่ของรัฐยึดครอง แม้จะให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ เช่น ความสามารถด้านนิวเคลียร์และการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา แต่ความพยายามที่จะกำจัดเจ้าของดินเดิมไม่เคยหยุดยั้ง และ “หายนะทางประชากรศาสตร์” นี้ นำรัฐยึดครองไปสู่การตัดสินใจสำคัญๆ หนึ่งในนั้นคือการถอนกำลังจากฉนวนกาซาในปี 2005 ซึ่งอาเรียล ชารอน เห็นว่าเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดจากหลายเหตุผล
ด้วยเหตุผลเดียวกัน กาซาจึงตกเป็นเป้าของนโยบายอิสราเอลนับตั้งแต่ปี 1948 เนื่องจากเป็นปมปัญหาด้านประชากรใจกลางโครงการอิสราเอล เอกสารและคำให้การแสดงให้เห็นว่าสงครามแบบดั้งเดิมที่เกิดขึ้นในกาซานั้นเชื่อมต่อกันเป็นวงจรของโครงการออกแบบประชากรเชิงบังคับ เพื่อปรับรูปร่างแผนที่ประชากรด้วยกำลัง
ความพยายามเหล่านี้ย่อมไม่เคยหยุด แม้ว่าจะมาในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การเนรเทศเป็นกลุ่มในช่วงนัคบะฮ์ ความพยายามที่ล้มเหลวในการย้ายประชากรหลังสงคราม 1967 จนถึงสงครามหายนะที่เขตนี้ประสบมาตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่อิสราเอลกล่าวถึงการปกป้องความมั่นคงของตน ความเป็นจริงกลับเผยให้เห็นว่าที่กาซากำลังเผชิญเป็นอีกขั้นหนึ่งของโครงการการทำให้พื้นที่ว่างจากผู้คนในระยะยาว ซึ่งถูกออกแบบอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือสงคราม การลอบปิดล้อม และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเดียวคือ การถอนรากถอนโคนชาวปาเลสไตน์ออกจากผืนดินของตน
จาก “นัคบะฮ์” ถึง “การรุกรานสามฝ่าย”
เมื่ออิสราเอลประกาศก่อตั้งรัฐในเดือนพฤษภาคม ปี 1948 หนึ่งในปฏิบัติการขับไล่ประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น ชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คนถูกบังคับให้ออกจากบ้านเกิดภายใต้ไฟสงคราม การสังหารหมู่ การทำลายเมือง และการเผาหมู่บ้าน โดยประมาณ 200,000 คนในจำนวนนั้นหลบหนีเข้าสู่ฉนวนกาซา ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก่อนปี 1948 ประชากรในฉนวนกาซามีไม่ถึง 80,000 คน แต่หลัง “เหตุการณ์หายนะ” (นัคบะฮ์) สถานการณ์กลับตาลปัตร พื้นที่แคบ ๆ กลายเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับแสนที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของตน และภายในสิ้นปีนั้น ฉนวนกาซามีผู้ลี้ภัยราว 200,000–250,000 คน ซึ่งถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแปดแห่งที่จัดตั้งโดยองค์การบรรเทาทุกข์และการทำงานของผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ (UNRWA)
ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 มีโครงการแรกที่พยายามย้ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์จากกาซาไปตั้งถิ่นฐานในไซนาย เพื่อแยกพวกเขาออกจากแผ่นดินและอัตลักษณ์ของตน ระหว่างปี 1953–1955 มีการเสนอแผนใช้พื้นที่ราว 50,000 เอเคอร์ (ประมาณ 210 ตารางกิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซนาย เพื่อเพาะปลูกและสร้างชุมชนสำหรับผู้ลี้ภัย
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1953 UNRWA ได้ลงนามข้อตกลงกับรัฐบาลอียิปต์ โดยอียิปต์จะมอบพื้นที่และจัดสรรน้ำจากแม่น้ำไนล์สำหรับโครงการนี้เป็นประจำทุกปี
แม้โครงการดังกล่าวจะถูกเสนอในนาม “มนุษยธรรม” แต่ชาวปาเลสไตน์ก็รับรู้ถึงนัยทางการเมืองอย่างรวดเร็ว พวกเขามองว่าโครงการนี้เป็นความพยายามล้มล้างสิทธิในการกลับคืนและยุติปัญหาผู้ลี้ภัยโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหลังการโจมตีของอิสราเอลในกาซาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1955 ที่จุดประกายการประท้วงใหญ่ในต้นเดือนมีนาคมเพื่อคัดค้านแผนการตั้งถิ่นฐานนี้
การตื่นตัวของมวลชนและท่าทีแข็งกร้าวของฝ่ายการเมืองปาเลสไตน์ส่งผลให้โครงการนี้ล้มเหลว รัฐบาลอียิปต์ภายใต้การนำของจามาล อับดุลนัสเซอร์ ตัดสินใจยกเลิกแผน ซึ่งหากดำเนินการจะมีผู้ถูกย้ายออกไปราว 60,000 คน
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1956 ขณะที่โลกจับตาวิกฤตการโอนกิจการคลองสุเอซ อิสราเอลได้ร่วมกับอังกฤษและฝรั่งเศสเปิด “การรุกรานสามฝ่าย” ต่ออียิปต์ ท่ามกลางความสับสนของสงครามในไซนาย อิสราเอลฉวยโอกาสบุกเข้าสู่ฉนวนกาซาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1948 และยึดครองพื้นที่ทั้งหมดในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น
ในช่วงไม่กี่เดือนที่อิสราเอลยึดครองกาซา (จนถึงเดือนมีนาคม 1957) กองทัพของตนได้ก่อการสังหารหมู่รุนแรง คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ราว 1,200 คนในเมืองคานยูนิสและราฟาห์เพียงสองเมือง ตามบันทึกและคำให้การทางประวัติศาสตร์
การละเมิดเหล่านี้มาพร้อมการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายร้อยครัวเรือนไปยังทะเลทรายเนเกฟและแนวชายแดนอียิปต์ เพื่อพยายามทำให้กาซาว่างเปล่าจากประชากรพื้นถิ่น เอกสารของอิสราเอลระบุว่า รัฐมนตรีคลังขณะนั้น ลีวี เอชโคล ได้จัดสรรงบประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนแผนนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่มุ่ง “ยุติการดำรงอยู่ของชาวปาเลสไตน์ในกาซา”
แต่แผนดังกล่าวต้องล้มเหลวจากการต่อต้านของประชาชนปาเลสไตน์และท่าทีเด็ดขาดของประธานาธิบดีนัสเซอร์ ที่ปฏิเสธการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยในไซนาย ภายใต้แรงกดดันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตในที่ประชุมสหประชาชาติ อิสราเอลจำต้องถอนทัพออกจากกาซาในเดือนมีนาคม 1957 ยุติคลื่นการขับไล่ในระยะนั้น แม้บาดแผลและความทรงจำของการสังหารจะยังคงฝังอยู่ในใจของชาวกาซาจนถึงทุกวันนี้
สงครามปี 1967… “เราจะปฏิเสธแผนนี้หากถูกเปิดโปง”
ภายหลังสงครามปี 1967 รัฐบาลอิสราเอลได้หารือภายในอย่างลับ ๆ เกี่ยวกับอนาคตของฉนวนกาซา โดยมีหนึ่งในข้อเสนอหลักคือโครงการยุทธศาสตร์เพื่อ “ทำให้กาซาว่างเปล่าจากชาวปาเลสไตน์” ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “การอพยพโดยสมัครใจ” เพื่อปูทางให้การผนวกพื้นที่เข้ากับอิสราเอลในที่สุด
ตามเอกสารทางการ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลีวี เอชโคล (Levi Eshkol) เสนอให้สร้าง “วิกฤตด้านมนุษยธรรมซับซ้อน” ในกาซา โดยการทำลายภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจของชาวปาเลสไตน์ เพื่อบีบให้ผู้คนต้องหนีออกจากพื้นที่เพราะสภาพความเป็นอยู่เลวร้าย ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้น โมเช ดายัน (Moshe Dayan) เสนอเป้าหมายที่รุนแรงกว่า คือการลดจำนวนประชากรในกาซาจาก 450,000 คน เหลือเพียง 100,000 คน โดยอ้างว่านั่นคือจำนวนที่ “อิสราเอลสามารถอยู่ร่วมได้”
บทความที่ตีพิมพ์ใน วารสารการศึกษาปาเลสไตน์ (Journal of Palestine Studies) ปี 2025 ระบุว่า รัฐอิสราเอลขณะนั้นเผชิญแรงต่อต้านจากนานาชาติที่ปฏิเสธการเนรเทศ และไม่อาจทำการสังหารหมู่เช่นปี 1948 ได้อีก เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาทางการทูต ดายันจึงยืนยันว่าแผนนี้ต้องเป็นความลับ และ “จะปฏิเสธทุกอย่างหากถูกเปิดเผยหรือตั้งคณะสอบสวนขึ้นมา”
ดังนั้นรัฐบาลอิสราเอลจึงได้จัดตั้ง หน่วยลับพิเศษเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1968 เพื่อดำเนินแผนนี้ โดยมีภารกิจคือส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการอพยพจากกาซา แผนดังกล่าวอนุญาตให้ชาวกาซาเดินทางไปยังเวสต์แบงก์อย่างเสรี ก่อนจัดการส่งต่อออกนอกประเทศผ่านความร่วมมือกับบริษัทท่องเที่ยวและรัฐบาลต่างชาติ พร้อมจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึงเงินสนับสนุนและการช่วยเหลือด้านการเดินทางเพื่อจูงใจให้ผู้คนออกจากถิ่นฐาน
ตามเอกสารทางการ ประเทศเป้าหมายในการรับผู้ลี้ภัยได้แก่ จอร์แดน กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และบางประเทศในยุโรป แต่แม้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและเก็บเป็นความลับ โครงการนี้กลับล้มเหลว เพราะชาวกาซาเกือบทั้งหมดปฏิเสธที่จะจากบ้านเกิด ผลลัพธ์คือมีเพียงราว 20,000 คนเท่านั้นที่อพยพออก ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวนี้ไม่ได้ยุติแนวคิดดังกล่าว อิสราเอลเปลี่ยนยุทธวิธี โดยใช้ “การจ้างงาน” เป็นเครื่องมือในการผลักดันการอพยพ ดายันได้เสนอแนวทางใหม่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าด้วยอนาคตดินแดนยึดครอง ให้ย้ายชาวกาซาไปตั้งใน “ค่ายแรงงาน” บริเวณเมืองเยรีโค โดยอ้างว่าจะสร้าง “โอกาสในการทำงาน” ให้ จากนั้นค่อยดำเนินการย้ายพวกเขาต่อไปยังจอร์แดน
ในช่วงฤดูร้อนปี 1968 รัฐบาลทหารอิสราเอลเริ่มแผนการย้ายผู้ลี้ภัยราว 50,000 คนจากค่ายญะบาลิยะห์ (Jabalia) ทางตอนเหนือของกาซาไปยังจอร์แดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่มุ่งทำให้กาซาว่างจากประชากรดั้งเดิม แต่รัฐบาลจอร์แดนที่ตระหนักถึงเป้าหมายนี้ได้ออกมาตรการตอบโต้ทันที โดยจำกัดการเข้าประเทศของผู้ลี้ภัยจากกาซา และบังคับให้ต้องมีหนังสืออนุญาตพิเศษลงนามโดย รอชัด อัล–ชะวา (Rashad al-Shawa) นายกเทศมนตรีกาซาในขณะนั้น ทำให้แผนนี้หยุดชะงักลงโดยปริยาย
ไม่เพียงเท่านั้น บรรดานายกเทศมนตรีในเขตเวสต์แบงก์ยังมีบทบาทสำคัญในการสกัดแผนนี้ โดยปฏิเสธไม่รับผู้ลี้ภัยกาซา แม้อิสราเอลเสนอผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อจูงใจให้ร่วมมือ
แม้ความพยายามในระยะนั้นจะล้มเหลว แต่อิสราเอลยังคงดำเนินแนวทาง “การอพยพโดยสมัครใจ” ต่อไป รายงานเปิดเผยว่าในเดือนพฤษภาคม 1969 หน่วยข่าวกรอง มอสสาด (Mossad) ได้ลงนามข้อตกลงกับรัฐบาล ปารากวัย เพื่อรับแรงงานชาวปาเลสไตน์จากกาซาราว 60,000 คน โดยอิสราเอลจะรับผิดชอบค่าเดินทางทั้งหมด ส่วนปารากวัยจะได้รับค่าตอบแทน 33 ดอลลาร์ต่อคน และออกวีซ่าทำงาน 4 ปี ซึ่งต่อมาจะมีสิทธิเข้าสัญชาติได้ตามกฎหมายปารากวัยที่เปิดทางให้ผู้พำนักครบ 5 ปีขอสัญชาติได้
แต่โครงการนี้ก็ประสบความล้มเหลวเช่นกัน โดยมีเพียงไม่กี่สิบคนที่เดินทางออกไปจริง ท่ามกลางกระแสตื่นรู้ของสังคมปาเลสไตน์ต่ออันตรายของแผนเหล่านี้ และการยึดมั่นของประชาชนในสิทธิการกลับคืนสู่มาตุภูมิ ปฏิเสธการอพยพไม่ว่าภายใต้เงื่อนไขใดก็ตาม
สงครามเดือนตุลาคม 1973… กาซา ศูนย์กลางแห่งการต่อต้าน
ภายหลังสงครามเดือนตุลาคม ปี 1973 อิสราเอลไม่ได้เพียงจับตามองผลแพ้ชนะทางทหารเท่านั้น แต่ยังมุ่งมองไปไกลกว่าสนามรบ สู่โครงการที่อันตรายยิ่งกว่า นั่นคือ“การวาดแผนที่ประชากรชาวปาเลสไตน์ใหม่” โดยเฉพาะในฉนวนกาซา ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1967 เป็นต้นมา ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความตึงเครียด การลุกฮือ และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อยุทธศาสตร์การควบคุมระยะยาวของอิสราเอล
โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่โดยสิ้นเชิง เพราะในปี 1970 อาเรียล ชารอน ผู้บัญชาการกองทัพอิสราเอลประจำภาคใต้ ได้เปิดตัวแผนความมั่นคงอย่างละเอียดรัดกุม ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ “การแยกและสลายค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์” โดยเปลี่ยนให้กลายเป็น “เกาะโดดเดี่ยว” ที่ควบคุมได้ง่ายและพร้อมจะถูกรื้อถอนทุกเมื่อ แก่นของแผนนี้คือการอพยพชาวปาเลสไตน์ราว 38,000 คน ออกจากฉนวนกาซา ผ่านการแบ่งแยกค่ายผู้ลี้ภัยออกจากกันและทำลายโครงสร้างประชากรเดิม
เมื่อเริ่มดำเนินการ รถแทรกเตอร์ของอิสราเอลได้รื้อถอนบ้านนับพันหลังในใจกลางค่ายผู้ลี้ภัย และตัดถนนทหารกว้างขวางระหว่างเขตที่อยู่อาศัย เพื่อให้รถถังสามารถเคลื่อนที่ได้สะดวก และตัดโอกาสไม่ให้กลุ่มต่อต้านใช้ตรอกซอยเป็นที่หลบซ่อนหรือโจมตี ภายในฤดูร้อนเดือนกรกฎาคม ปี 1972 ขบวนอพยพได้มุ่งหน้าไปยังเมืองอัล–อะรีช (Al-Arish) ในอียิปต์ โดยมีชาวปาเลสไตน์ราว 5,000 คน ถูกส่งออกจากพื้นที่ ส่วนมูลนิธิการศึกษาปาเลสไตน์ประเมินว่าตัวเลขผู้ถูกบังคับย้ายไปไซนายอาจสูงถึง 12,000 คน
แม้แผนนี้ดูเหมือนมีลักษณะ “ด้านความมั่นคง” แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายขับไล่ประชากรขนาดใหญ่ที่เริ่มตั้งแต่ “แผนอัลลอน” (Allon Plan) หลังสงครามปี 1967 ซึ่งเสนอให้สร้าง “เขตปกครองปาเลสไตน์ขนาดเล็ก” หรือ คันตอน ที่ถูกตัดขาดและล้อมรอบ เพื่อปูทางไปสู่การทำให้แผ่นดินว่างจากชาวปาเลสไตน์โดยไม่ต้องประกาศอย่างเปิดเผย
เป้าหมายของแผนนี้จึงไม่ใช่เพียงด้านความมั่นคง แต่เป็นการเมืองและประชากรศาสตร์ เพราะการรื้อค่ายผู้ลี้ภัยเท่ากับการทำให้กาซาสูญเสียส่วนหนึ่งของประชากร และทำลายสายสัมพันธ์ระหว่างชาวปาเลสไตน์กับผืนดินของตนเอง
แต่เช่นเดียวกับแผนก่อนหน้า ความพยายามนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ชาวกาซายังคงยึดมั่นอยู่กับแผ่นดิน แม้ต้องเผชิญความยากจน การปิดล้อม และการทำลายล้าง หลายคนที่ถูกอพยพออกไปได้กลับบ้านอีกครั้งหลังการลงนามในข้อตกลงแคมป์เดวิดปี 1978 ขณะที่อียิปต์ทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน ต่างคัดค้านการตั้งถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์ในไซนายอย่างแข็งกร้าว เนื่องจากตระหนักถึงอันตรายของแผนนี้ต่อทั้ง “ปัญหาปาเลสไตน์” และ “ความมั่นคงแห่งชาติของอียิปต์”
นอกจากนี้ โครงการเหล่านี้ยังเผชิญเสียงวิจารณ์จากนานาชาติอย่างกว้างขวาง และถูกมองว่าเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งห้ามการเนรเทศประชากรโดยใช้กำลังจากดินแดนที่ถูกยึดครอง
สงครามปี 1982… “การอพยพโดยสมัครใจ”
ภายหลังสงครามอิสราเอล–เลบานอนในปี 1982 นอกจากเป้าหมายทางทหารในการขยายการควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาแล้ว อิสราเอลยังเริ่มดำเนิน ยุทธศาสตร์การขับไล่เงียบ (Silent Transfer) ที่อาศัยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงอย่างเป็นระบบ เพื่อผลักดันให้ชาวปาเลสไตน์ละทิ้งถิ่นฐานของตน “โดยสมัครใจ” โดยไม่ต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการใด ๆ
นโยบายนี้เริ่มต้นด้วยการจำกัดอย่างเข้มงวดต่อ การเคลื่อนไหวของแรงงานและพ่อค้า การลดจำนวนใบอนุญาตทำงานในอิสราเอล และการปิดจุดผ่านแดนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ อัตราการว่างงานและความยากจนในกาซาพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จนเกิดวิกฤตมนุษยธรรมทั่วทั้งภูมิภาค
ในเวลาเดียวกัน อิสราเอลได้ เร่งขยายนิคมชาวยิว ในฉนวนกาซา เช่น “แนตซาริม” (Netzarim) และ “กุช กาตีฟ” (Gush Katif) พร้อมสร้างเครือข่ายถนนเชื่อมต่อระหว่างนิคมต่าง ๆ ที่ตัดผ่านเขตชุมชนชาวปาเลสไตน์ ทำให้ชาวพื้นถิ่นถูกโดดเดี่ยวและถูกจำกัดพื้นที่ใช้ชีวิตมากขึ้น จนชีวิตในกาซากลายเป็นความทุกข์ทรมานท่ามกลางการพยายามสลายโครงสร้างประชากรและสร้าง “ภูมิทัศน์ประชากรใหม่”
ด้านความมั่นคง ทางการอิสราเอลยังดำเนิน การรื้อถอนบ้านเรือนจำนวนมากโดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย ทำให้ชาวปาเลสไตน์หลายพันครอบครัวต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (internally displaced persons) ส่งผลให้ความตึงเครียดและแรงกดดันทางสังคมทวีความรุนแรงมากขึ้น แม้จะไม่มีการประกาศนโยบายอพยพอย่างเป็นทางการ แต่มาตรการเหล่านี้ได้ผลักให้ชาวปาเลสไตน์หลายพันคนต้องออกจากกาซาเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในต่างแดน
ในช่วงเวลาเดียวกัน มอร์เดคัย เบน–บูรัต (Mordechai Ben-Porat) รัฐมนตรีในรัฐบาลของ มีนาเคม เบกิน (Menachem Begin) ได้เปิดเผย “แผนลับ” ที่มีเป้าหมายจะย้ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ราว 250,000 คนจากเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาไปยังพื้นที่อื่น เพื่อ “ลบความเป็นการเมืองของค่ายผู้ลี้ภัย” และตัดความเชื่อมโยงกับสิทธิการกลับคืนสู่มาตุภูมิ (Right of Return) แผนดังกล่าวถูกเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของเบกินในฐานะ “เครื่องมือเสริมทางการเมือง” แต่ในที่สุดก็ถูกระงับหลังการปะทุของสงครามเลบานอน
แม้ไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ “การอพยพหมู่” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่สะท้อนชัดถึง นโยบายที่ออกแบบมาอย่างมีระบบเพื่อตรึงประชากรให้ออกจากพื้นที่ผ่านการ “บีบทางเศรษฐกิจและประชากร” (Demographic Strangulation) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็น การละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยืดยาวที่มุ่งขจัดตัวตนของชาวปาเลสไตน์ออกจากผืนดินของพวกเขาเอง.
ถอนทัพ…แต่ปิดล้อมกาซา
แม้อิสราเอลจะรื้อถอนนิคมยิวในฉนวนกาซาและถอนกำลังฝ่ายเดียวในปี 2005 แต่การยึดครองมิได้สิ้นสุดลง นโยบายการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อ ผ่าน การปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการโจมตีทางทหารซ้ำซาก ที่ผลักดันให้กาซาเข้าสู่ขอบเหวแห่งการล่มสลาย
ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา อิสราเอลได้บังคับใช้ การปิดล้อมอย่างเข้มงวด ต่อฉนวนกาซา ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของพื้นที่แทบหยุดชะงัก ระบบสาธารณสุขล่มสลาย อัตราการว่างงานและความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง
การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อกาซาในปี 2008–2009, 2012, 2014, 2018 และ 2021 ได้ทำลายล้างชีวิตผู้คนและโครงสร้างพื้นฐานจนย่อยยับ สะท้อนว่านโยบายเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ “ความมั่นคงของรัฐยึดครอง” เท่านั้น แต่ยังเป็น เครื่องมือข่มขู่และบีบบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ละทิ้งบ้านเกิด ถึงขั้นที่สหประชาชาติเตือนในรายงานปี 2012 ว่า “กาซาอาจกลายเป็นพื้นที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยภายในปี 2020” ซึ่งคำเตือนนั้นกำลังกลายเป็นจริงในทุกวัน
โครงการ “กิโอรา ไอแลนด์” ปี 2010
ในปี 2010 กิโอรา ไอแลนด์ (Giora Eiland) อดีตประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ชื่อว่า “ทางเลือกในระดับภูมิภาคแทนแนวคิดสองรัฐสองประชาชาติ” ผ่านศูนย์วิจัย Begin–Sadat Center for Strategic Studies ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเสนออันตรายที่สุดที่มุ่ง “รื้อภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างประชากรของปาเลสไตน์” โดยเฉพาะในฉนวนกาซา
หัวใจของแผนนี้คือ การย้ายชาวกาซาเข้าสู่พื้นที่ทางตอนเหนือของไซนาย ผ่านการขยายพรมแดนกาซาโดยตัดพื้นที่ 720 ตารางกิโลเมตรจากอียิปต์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 24 กิโลเมตรจากราฟาห์ถึงอัลอารีช และลึก 30 กิโลเมตรเข้าสู่ไซนาย เพื่อสร้าง “ฉนวนกาซาใหม่” ที่สามารถรองรับประชากรส่วนเกินได้ โดยอ้างว่าเป็น “ทางออกทางเศรษฐกิจและประชากร” แทนแนวคิดการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระ
ตามข้อเสนอนี้ ปาเลสไตน์จะต้อง สละพื้นที่ในเวสต์แบงก์ให้แก่อิสราเอล ในขณะที่อียิปต์จะได้รับการชดเชยด้วยพื้นที่จากทางตอนใต้ของทะเลทรายเนเกฟ (Negev) ไอแลนด์อ้างว่า แผนนี้จะ “แก้ปัญหาความหนาแน่นประชากรและเศรษฐกิจของกาซา” และเปิดหนทางสู่ “การยุติความขัดแย้งในระดับภูมิภาค” โดยไม่ต้องผ่านการเจรจาทางการเมืองที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ในความเป็นจริง แผนนี้สะท้อน แนวคิดไซออนิสต์ดั้งเดิม ที่ต้องการ “ลบล้างปัญหาปาเลสไตน์ด้วยการสลายภูมิประเทศและทำให้กาซาค่อย ๆ ว่างเปล่าจากผู้คน” ภายใต้ฉากหน้าของ “การพัฒนาและการแก้ปัญหาทางเทคนิค”
โครงการนี้ได้รับเสียงสนับสนุนในหมู่ฝ่ายขวาอิสราเอล แต่เผชิญการปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวจากอียิปต์ทั้งในระดับ รัฐบาลและประชาชน โดยมองว่าเป็นการ ละเมิดอธิปไตยและคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของอียิปต์ ตลอดจนเป็น “ความพยายามชัดเจนในการล้มล้างสิทธิการกลับคืนสู่มาตุภูมิและทำให้การยึดครองถูกต้องตามกฎหมาย”
แม้แผน “กิโอรา ไอแลนด์” จะไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริง แต่ แนวคิดของมันยังคงสะท้อนอยู่ในนโยบายต่อมา เช่น “ข้อตกลงแห่งศตวรรษ” (Deal of the Century) และความพยายามระหว่างประเทศที่จะ “แยกปัญหากาซาออกจากประเด็นปาเลสไตน์” เพื่อทำให้การครอบครองและการลบล้างตัวตนของชาวปาเลสไตน์ดำเนินต่อไปภายใต้ชื่อใหม่ของ “การแก้ปัญหาเชิงสันติ”
แผนการปิดบัญชี 2017… ขจัดชาวกาซาบางส่วน
ในปี 2017 สมาชิกเคเนสเซตและหัวหน้าพรรค “ไซออนิสต์เชิงศาสนา” เบตซาเล็ล สมอตริช ได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “แผนการปิดบัญชี” ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวนโยบายด้านความมั่นคงหรือการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการแสดงภาพสาธารณะของการอพยพหมู่เงียบ ๆ ที่มุ่งเป้าต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ภายใต้คำอ้างว่าเป็น “การอพยพโดยสมัครใจ”
ตามแผน สมอตริชเสนอจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินแก่ผู้ปาเลสไตน์ที่ยินยอมออกจากฉนวนกาซา โดยมีเป้าหมายลดจำนวนประชากรจากมากกว่าสองล้านคน ให้เหลือเพียงประมาณ 100,000–150,000 คนเท่านั้น “หากกาซามีเพียง 100,000 คน สถานการณ์หลังสงครามจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” ตามคำกล่าวของสมอตริช
แม้ถูกนำเสนอในรูปแบบ “ทางเลือกที่สันติ” แผนดังกล่าวเป็นการสืบทอดนโยบายเก่าของอิสราเอลที่ใช้แรงกดดันด้านความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเพื่อผลักดันการจากไปของประชากร อย่างไรก็ดี นี่เป็นครั้งแรกที่แนวคิดนี้ถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในเคเนสเซต โดยมีการอ้างว่า “ปัญหาไม่ใช่พฤติกรรมของชาวปาเลสไตน์ แต่คือการมีอยู่ของพวกเขา”
นักสังเกตระบุว่าแผนนี้เป็นหน้ากากใหม่ของการขับไล่แบบบังคับและเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน รัฐบาลอิสราเอลในเวลานั้นไม่ได้ประณามหรือปฏิเสธแผนอย่างชัดแจ้ง ซึ่งการนิ่งเฉยดังกล่าวถูกมองว่าเสมือนการยอมรับ
ข้อตกลงแห่งศตวรรษ 2020… และการขับไล่ผ่านการปิดล้อม
“ข้อตกลงแห่งศตวรรษ” ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในปี 2020 มิใช่แค่แผนสันติภาพธรรมดาๆ แต่เป็นแผนการที่ดูเหมือนแผนการค่อยๆ กำจัดปัญหาปาเลสไตน์อย่างนุ่มนวล โดยเฉพาะอนาคตของฉนวนกาซาในเอกสารนั้นถูกลดสถานะจากหน่วยทางการเมืองให้กลายเป็นภาระด้านประชากรที่ต้องการการ “ทำให้ว่างเปล่า”
ภายใต้ข้อเสนอด้านการลงทุนและการพัฒนา มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ความจริงแล้วส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกฉนวนกาซา โดยเฉพาะทางตอนเหนือของไซนายในอียิปต์ แผนดังกล่าวเสนอการสร้างเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน และชุมชนที่อยู่อาศัยร่วมกันระหว่างปาเลสไตน์กับอียิปต์ ซึ่งดูเหมือนพยายามผลักดันชาวกาซาให้ย้ายออกจากพรมแดน โดยไม่ยกระดับคุณภาพชีวิตภายในดินแดนของตนเอง คำสัญญาว่าจะยกเลิกการปิดล้อมมีเงื่อนไขคือการสลายอาวุธของกลุ่มความต้านทานและยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรม
ในทางปฏิบัติ ข้อเสนอผนวกเสนอโอกาส “ทางออกทางเศรษฐกิจ” แต่ในแก่นแท้เป็นการชักชวนให้อพยพเป็นกลุ่มภายใต้ฉากหน้าการลงทุนที่หรูหรา
ที่อันตรายที่สุดคือการแยกกาซาออกจากเวสต์แบงก์ในเชิงการเมือง ซึ่งสะท้อนเจตนาชัดเจนในการทลายโครงการชาติปาเลสไตน์ให้กลายเป็นหน่วยย่อยที่ควบคุมได้ และชี้นำประชากรไปสู่ “ทางออกระดับภูมิภาค” เช่น การตั้งถิ่นฐานในไซนาย
ด้วยเหตุนี้ ข้อตกลงแห่งศตวรรษจึงนำเสนอรูปแบบใหม่ของการขับไล่: ไม่ใช่การทิ้งระเบิดตรงๆ หรือการปราบปรามแบบเปิดเผยเท่านั้น แต่เป็นการใช้การปิดล้อม ความกดดันทางเศรษฐกิจ และการลวงด้วยโครงการพัฒนาเพื่อบีบให้คนย้ายออกไป
สงครามเดือนตุลาคม 2023 และข้ออ้างใหม่เพื่อการขับไล่
แนวคิดการย้ายประชากรฉนวนกาซาไปยังไซนายและประเทศอื่น ๆ ปรากฏขึ้นสู่เวทีการถกเถียงสาธารณะและการเมืองอย่างเปิดเผยทันทีหลังการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 โดยแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วจากถ้อยคำทางการเมืองและสื่อภายในอิสราเอล; สื่อท้องถิ่น ผู้นำพรรคทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงผู้นำความคิดต่าง ๆ หยิบยกข้อเสนอนี้ขึ้นมาพูดถึงอย่างเปิดเผยในฐานะทางออกต่อวิกฤตด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในฉนวนกาซา
ตามเอกสารทางการฉบับหนึ่งที่จัดทำขึ้นภายในกระทรวงข่าวกรองของอิสราเอลในช่วงวันแรกของสงคราม เอกสารฉบับนั้นเรียกร้องให้ถือว่าการกำหนดเป้าหมายเกี่ยวกับพลเรือนเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแยกจากเป้าหมายของสงคราม และได้กำหนดให้รัฐบาลพิจารณาสามสถานการณ์สำหรับอนาคตของประชากรในฉนวนกาซา: ทางเลือกแรกคือการคงอยู่ของประชากรและการคืนอำนาจให้กับปาเลสไตน์, ทางเลือกที่สองคือการคงอยู่ของประชากรภายใต้การปกครองท้องถิ่นรูปแบบใหม่ภายใต้การอุปถัมภ์ของอิสราเอล, ส่วนทางเลือกที่สามคือการย้ายประชากรออกไปยังไซนายและประเทศเพื่อนบ้าน
เอกสารนั้นตัดสินใจคัดเลือกทางเลือกที่สาม โดยตัดสองทางเลือกแรกทิ้ง โดยมองว่าทางเลือกแรกเป็นความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ เพราะอาจยุติความแตกแยกและนำไปสู่การตั้งรัฐปาเลสไตน์ ขณะที่มองว่าทางเลือกที่สองไม่ให้ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนต่ออิสราเอล จึงเสนอให้ยึดเอาการย้ายออกเป็นลำดับความสำคัญ
ควบคู่ไปกับเอกสารดังกล่าว เทลอาวีฟพยายามระดมความสนับสนุนระหว่างประเทศเพื่อรองรับแนวคิดย้ายประชากรไปไซนาย โดยนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู ได้ขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน โจ ไบเดน, นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ริชี ซูนัก และประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครง ในระหว่างการเยือนอิสราเอล ให้กดดันอียิปต์ให้ยอมรับการย้ายประชากรพลเรือนชาวปาเลสไตน์นับแสนจากฉนวนกาซาไปยังไซนาย
เอกสารยังแนะนำให้เตรียมสภาพภาคสนามที่เอื้อให้สามารถเคลื่อนย้ายพลเรือนไปยังเมืองราฟาห์ได้ง่ายขึ้น และเปิดช่องทางการเคลื่อนที่ไปทางทิศใต้ระหว่างปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการย้ายถิ่น.
การกลับมาของนายพล
ในเดือนกันยายน 2024 นายพลเกษียณกิโอรา ไอแลนด์ ปรากฏตัวอีกครั้งในวงความมั่นคงพร้อมข้อเสนอที่ไม่ได้เป็นเพียงการถกเถียงทางวิชาการ แต่เป็นการประกาศเจตนา รู้จักกันในชื่อ “แผนของนายพล” ซึ่งเขาร่างร่วมกับกลุ่มนายทหารอาวุโสโดยนำเสนอเป็นทางออกสุดท้ายต่อต้านการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านในตอนเหนือของฉนวนกาซาและปูทางสำหรับการตั้งนิคมใหม่ในภายหลัง
เนื้อหาหลักของแผนนั้นเรียบง่ายแต่ชวนสยดสยอง คือการขับไล่ประชากรอย่างบังคับไปยังทิศใต้ การปิดล้อมอย่างเต็มรูปแบบและนโยบายการทำให้อดอยากอย่างเป็นระบบต่อพื้นที่ตอนเหนือ และการเปลี่ยนผู้ที่ยังอยู่ให้กลายเป็นเป้าทางทหาร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือยุทธศาสตร์ที่ตัดฉนวนกาซาเป็นสองส่วน บีบบังคับพลเรือนให้เลือกระหว่างการอพยพภายในหรือเผชิญความเสี่ยง
กลไกของแผนอาศัยสองทาง อันดับแรกคือการปิดล้อมและการทำให้ขาดแคลนเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไม่ใช่โดยการใช้กำลังโดยตรง แต่โดยการทำลายเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตเป็นไปได้ และอันดับที่สองคือการตีความย่านที่พักอาศัยเป็น “เป้าทางทหาร” ซึ่งเป็นข้ออ้างทางกฎหมายในการทำลายล้างอย่างกว้างขวางและการผลักดันการอพยพหมู่
ความน่ากลัวของแผนไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความกล้าที่จะเสนอในจังหวะที่มีสงครามเปิด การไร้อำนาจของเวทีระหว่างประเทศ และความเงียบงันในระดับภูมิภาค ซึ่งทำให้การนำไปปฏิบัติเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติภาคสนาม เช่น การปิดด่านชายแดน การปิดล้อมขนาดใหญ่ และปฏิบัติการทางทหารเข้มข้น ล้วนเป็นสิ่งที่อิสราเอลเคยนำมาใช้แล้วในกาซาในช่วงสงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ในมิติทางการเมือง ข้อเสนอนี้เป็นการผลิตซ้ำแนวคิดระยะยาวในการคิดเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอลที่มองการ “เปลี่ยนแปลงความจริงเชิงประชากร” เป็นทางออกสุดท้ายสำหรับปัญหากาซา ความแตกต่างคราวนี้คือข้อเสนอถูกย้ายจากห้องคิดสู่ห้องตัดสินใจที่มีอำนาจในการลงมือ จึงไม่ใช่แค่เอกสารวิชาการ แต่เป็นโครงการปฏิบัติการที่ลงชื่อโดยชนชั้นนำทางทหาร และเป็นการประกาศเจตนาชัดเจนในการลบภาพประชากรของภาคเหนือกาซาออกจากแผนที่และรื้อภูมิทัศน์ให้ปราศจากชาวปาเลสไตน์
“แผนของนายพล” จึงไม่เพียงเป็นสงครามต่อต้านฝ่ายต่อต้าน หากเป็นสงครามกับภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์ และสิทธิในการมีชีวิตอยู่ หากอิสราเอลประสบความสำเร็จในการทำให้แผนนี้เป็นจริง โลกจะได้เห็นรูปแบบใหม่ของการขับไล่แบบบังคับ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเนรเทศด้วยอาวุธสงครามเท่านั้น แต่เป็นการพลัดพรากอย่างเป็นระบบผ่านความอดอยากที่ใช้เป็นอาวุธและความหายนะที่เป็นเครื่องมือของการย้ายถิ่น นี่คือการขับไล่ผ่านความทุกข์วันต่อวัน ทำให้ชีวิตอยู่ไม่ได้ และบีบให้ผู้คนต้องออกไปอย่างสมัครใจภายใต้แรงกดดันจากการปิดล้อมและการทำลาย — วิธีการเย็นชาและแม่นยำในการล้มล้างสิทธิการมีชีวิตโดยไม่ต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ.
วิสัยทัศน์ของอเมริกัน… นี่คือการอพยพโดยบังคับหรือไม่?
ในหนึ่งในช่วงเวลาที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฉนวนกาซา ความแตกต่างในแนวทางของทำเนียบขาวต่อประเด็นการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ปรากฏชัดเจนขึ้น แม้จะมีคำกล่าวปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แต่แนวทางปฏิบัติจริงในช่วงหลายเดือนแห่งสงครามเผยให้เห็นความย้อนแย้งระหว่างคำพูดกับการกระทำ กระทั่งเกิดคำถามต่อความจริงจังของท่าทีอเมริกันและความยึดมั่นในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
นับตั้งแต่สงครามปะทุ อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนยันว่านโยบายของเขาปฏิเสธ “การขับไล่โดยบังคับจากกาซา” และเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “เส้นแดง” ซึ่งเป็นจุดยืนที่กระทรวงการต่างประเทศรับรองด้วยว่า ยังไม่พบหลักฐานการเนรเทศเป็นระบบจนถึงขณะนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่อิสราเอลอาจละเมิดเส้นดังกล่าว
ในสภาคองเกรส ส.ส. มากกว่า 60 คนได้ลงนามในจดหมายถึงรัฐบาลเรียกร้องให้มีท่าทีชัดเจนและเข้มงวดต่อนโยบายใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในฉนวนกาซา โดยเตือนว่าการเงียบนิ่งของสหรัฐฯ อาจถูกตีความว่าเป็นการให้สัญญาณอนุญาตโดยปริยาย
แต่ถ้อยคำของไบเดนมิได้ปราศจากความขัดแย้ง ในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่ทำเนียบขาวเนื่องในเทศกาลฮานุกกะห์ ซึ่งมีผู้นำทางศาสนาและการเมืองจากชุมชนยิวเข้าร่วม ไบเดนเรียกร้องให้ “เปิดประตูพรมแดนต่อชาวปาเลสไตน์จากกาซา” และกล่าวว่าได้ขอให้ประธานาธิบดีอียิปต์ อับเดล ฟัตตาห์ อัล–ซีซี รับประกันในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่ามีความหมายแฝงถึงการยอมให้มีการออกนอกพื้นที่ของชาวกาซา ซึ่งขัดกับถ้อยคำที่ปฏิเสธการขับไล่
นโยบายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถ้อยคำเท่านั้น ในคำขอของไบเดนต่อสภาสำหรับงบฉุกเฉิน ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 3.495 พันล้านดอลลาร์ ภายใต้หมวด “ความช่วยเหลือด้านการอพยพและการลี้ภัย” เพื่อสนับสนุนความต้องการด้านมนุษยธรรมของผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง รวมทั้งชาวปาเลสไตน์ในกาซาและเวสต์แบงก์ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านที่อาจรับผู้พลัดถิ่นจากฉนวนกาซา นับเป็นการเตรียมการเชิงปฏิบัติเพื่อรองรับสถานการณ์การเคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมาก แม้จะไม่ได้ประกาศอย่างชัดแจ้งก็ตาม
อย่างไรก็ดี ภาพรวมของนโยบายภายใต้ไบเดนยังติดอยู่กับสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “การทูตแบบนุ่มนวล” ขาดแรงกดดันที่มีประสิทธิภาพในการยุติการปิดล้อมหรือยับยั้งปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลซึ่งเป็นต้นเหตุของการพลัดถิ่นจริง ทำให้ท่าทีของรัฐบาลดูล้อไปกับ “การปฏิเสธแบบอ่อน” มากกว่าจะเป็นการปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ตามคำวินิจฉัยของนักสิทธิมนุษยชน
ในช่วงก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำแนวทางที่ชัดเจนกว่าในการส่งเสริมความคิดเรื่องการย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากกาซา ระหว่างการบริหารงานครั้งแรกของเขา ในปี 2020 “ข้อตกลงแห่งศตวรรษ” มีข้อเสนอที่บอกเป็นนัยถึงการพัฒนาพื้นที่ในไซนายเพื่อรองรับทางออกด้านประชากรของชาวปาเลสไตน์ และในปี 2025 ทรัมป์ประกาศต่อสาธารณะว่า สหรัฐฯ อาจ “บริหารกาซา” และมีความประสงค์จะเปลี่ยนให้เป็น “ริเวียร่าของตะวันออกกลาง” พร้อมเสนอแนวคิดย้ายประชากรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
จนถึงปัจจุบัน บนกระดาษ ข้อเสนอล่าสุดของทรัมป์ดูเหมือนจะยืนยันว่า “จะไม่มีการขับไล่ใครจากกาซาโดยอาศัยความรุนแรง” อย่างชัดเจน แต่ความจริงไม่ได้ถูกกำหนดเพียงด้วยถ้อยคำ เพราะแก่นแท้ของแผน ด้วยสัญญาณแฝงและความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ ทำให้คำรับปากนี้ต้องถูกตั้งคำถาม และทำให้ประเด็นการขับไล่โดยบังคับกลายเป็นบททดสอบที่แท้จริงต่อเจตนารมณ์และขอบเขตทางจริยธรรมและมนุษยธรรมของแผนนั้น
…
แปล/เรียบเรียง : เดอะพับลิกโพสต์
ที่มา: อัลจาซีราอาราบิก