สำหรับเจ้าของร้านโชห่วยที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจหรือมีแผนขยายกิจการ การเข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มและใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็น เพราะเมื่อยอดขายของร้านเติบโต การจัดการภาษีที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย เพิ่มโอกาสทำธุรกิจกับลูกค้าองค์กร และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร?
ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ภาษีทางอ้อมที่รัฐบาลเก็บจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการในทุกขั้นตอนของการขาย โดยผู้ที่จ่ายภาษีจริง ๆ คือผู้บริโภคคนสุดท้าย แต่ร้านค้าทำหน้าที่เป็นผู้เก็บภาษีแล้วนำส่งให้รัฐ
VAT คือ ตัวย่อของ Value Added Tax หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราภาษีในปัจจุบันของประเทศไทยคือ 7% จากอัตราฐาน 10% ที่มีการลดลงตามพระราชกฤษฎีกา
เจ้าของร้านโชห่วยต้องเข้าใจคำศัพท์สำคัญ ได้แก่ ภาษีซื้อ ซึ่งเป็น VAT ที่เราจ่ายเมื่อซื้อสินค้าเข้าร้านเพื่อมาขายต่อ และภาษีขาย ซึ่งเป็น VAT ที่เราเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า ส่วนภาษีที่ต้องนำส่งรัฐจะคำนวณจาก ภาษีขาย ลบด้วย ภาษีซื้อ
เกณฑ์การจดทะเบียน VAT สำหรับร้านโชห่วย
ร้านโชห่วยที่ดำเนินกิจการในนามบุคคลธรรมดา หากมีรายได้จากการขายสินค้าเกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด
VAT คือ ระบบภาษีที่มีทั้งผลดีและข้อพิจารณา หากร้านยังไม่ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี จะได้ประโยชน์คือไม่ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า และไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แต่จะเสียโอกาสในการนำภาษีซื้อมาหักลดภาษีขาย และอาจมีข้อจำกัดในการทำธุรกิจกับลูกค้าองค์กรที่ต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
ตัวอย่างเช่น ร้านเล็กในหมู่บ้านที่มีรายได้ปีละ 800,000 บาท ยังไม่ต้องจด VAT ขณะที่ร้านใหญ่ใกล้ตลาดที่มีรายได้ปีละ 2,500,000 บาท ต้องจด VAT และเก็บภาษี 7% จากลูกค้า
หน้าที่หลังจดทะเบียน VAT
เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว เจ้าของร้านจะต้องปฏิบัติหน้าที่หลายประการ ได้แก่ การคิดและเก็บ VAT 7% จากการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษี การขอใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์ทุกครั้งที่ซื้อสินค้า และการออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าเมื่อเขาร้องขอ หน้าที่สำคัญอีกประการคือการยื่นแบบ ภ.พ.30 ซึ่งเป็นการสรุปภาษีซื้อและภาษีขายประจำเดือน โดยต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากลืมยื่นหรือนำส่งช้า จะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบคือ อะไร?
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบคือ เอกสารทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกเมื่อขายสินค้าหรือบริการให้ลูกค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับการคำนวณภาษีซื้อและภาษีขาย
การเข้าใจความแตกต่างของเอกสารแต่ละประเภทเป็นสิ่งสำคัญ ใบเสร็จรับเงินธรรมดาใช้เป็นหลักฐานการจ่ายเงินแต่ไม่สามารถนำไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ส่วนใบกำกับภาษีอย่างย่อใช้ในร้านค้าปลีกที่ขายให้ผู้บริโภคจำนวนมาก
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบคือ เอกสารที่มีรายละเอียดครบถ้วน เหมาะสำหรับลูกค้านิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่ต้องนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าคนทั่วไปซื้อของ 50 บาท อาจขอแค่ใบเสร็จ แต่เมื่อบริษัทมาซื้อเครื่องดื่มยกลัง 5,000 บาท จะต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเพื่อไปลงบัญชี
รายการที่ต้องมีในใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบต้องมีข้อมูลครบถ้วน ได้แก่ คำว่า “ใบกำกับภาษี” อย่างชัดเจน เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและชื่อ-ที่อยู่ของผู้ขายและผู้ซื้อ เลขที่ใบกำกับภาษีและวันที่ออกเอกสาร
รายการสินค้าหรือบริการต้องระบุจำนวน ราคาก่อน VAT ยอดรวมก่อน VAT จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และยอดรวมทั้งสิ้น การจัดรูปแบบเอกสารให้ใช้ได้ทั้งเป็นใบกำกับภาษีและใบเสร็จในกระดาษใบเดียวจะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน
เมื่อไหร่ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
หลักทั่วไปคือ เมื่อลูกค้าขอให้ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ และร้านเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ตามกฎหมาย เคสที่พบบ่อยในร้านโชห่วย คือ ลูกค้าที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน โรงเรียน หรือหน่วยงานราชการ มาซื้อสินค้าเพื่อไปใช้ จะต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเพื่อเป็นภาษีซื้อ รวมถึงซัพพลายเออร์ที่มาซื้อสินค้าไปขายต่อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ระบบภาษีที่เจ้าของร้านโชห่วยควรทำความเข้าใจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ การออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบคือ ทักษะสำคัญที่จะเปิดโอกาสทำธุรกิจกับลูกค้าหลากหลายประเภท การจัดระบบเอกสารและการทำบัญชีที่ถูกต้องจะช่วยให้การจัดการร้านเป็นไปอย่างมืออาชีพและเป็นไปตามกฎหมาย