ปฏิบัติการลักพาตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาโดยสหรัฐฯ ถูกนักวิเคราะห์มองว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนระบอบในลาตินอเมริกา แต่เป็นการสถาปนาบรรทัดฐานใหม่ที่อันตรายอย่างยิ่งต่อระเบียบโลก เมื่อการรุกรานรัฐอธิปไตยอย่างเปิดเผยถูกทำให้ “ปกติ” ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ทาริค ยุสเซฟ เซริล อมาร์ (Tarik Cyril Amar) นักประวัติศาสตร์และนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน รองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคช (Koç University) ในอิสตันบูล เขียนในอาร์ทีสื่อรัสเซียว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่ผลของการตัดสินใจฉับพลัน หากเป็นจุดสุดยอดของการเตรียมการที่ยืดเยื้อมานาน ไม่ใช่เพียงห้าเดือน แต่ยาวนานกว่าสองทศวรรษ ผ่านแรงกดดันทางการทูต การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และปฏิบัติการลับ ก่อนจะจบลงด้วยการใช้กำลังทหารโดยตรง
อมาร์ ชี้ว่า แม้ปฏิบัติการขั้นสุดท้ายในกรุงการากัสจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่อาจเรียกว่า “ไร้ความสูญเสีย” ได้ โดยเฉพาะการโจมตีเรือต้องสงสัยในทะเลซึ่งถูกใช้เป็นแกนโฆษณาชวนเชื่อก่อนหน้า คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่าหนึ่งร้อยราย และยังไม่นับเหยื่อจากมาตรการคว่ำบาตรที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
***ปฏิบัติการยามค่ำคืน และแรงต้านที่แทบไม่ปรากฏ
นักวิเคราะห์รายนี้ระบุว่า การโจมตีขนาดใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันที่ 3 มกราคม ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เรียกว่าเป็น “การโจมตีวงกว้าง” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรุงการากัส แต่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
อมาร์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะนิยามปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็นการโจมตีที่ “มืดมนและถึงตาย” แต่แรงต้านกลับดูน้อยผิดปกติ ทั้งที่มีการสะสมกำลังทหารและปฏิบัติการสงครามจิตวิทยาล่วงหน้าอย่างเปิดเผย
เขาชี้ว่า สถานการณ์เช่นนี้ยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และอาจสะท้อนบทบาทของ “การทรยศ การบ่อนทำลาย และข้อตกลงลับ” ภายในประเทศ
“แม้หลายรายละเอียดจะยังคลุมเครือ หรืออาจไม่มีวันกระจ่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้คือ การรุกรานเวเนซุเอลาโดยสหรัฐฯ นั้นชัดเจนอย่างไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ” อมาร์กล่าว
เขาย้ำว่า การบุกเวเนซุเอลาเป็นการละเมิดอย่างโจ่งแจ้งและเข้าข่ายการฉีกกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเปิดเผย และแม้แต่พันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดกับวอชิงตันก็ยังไม่สามารถปกป้องการกระทำดังกล่าวได้อย่างเต็มปาก
***ข้ออ้างของวอชิงตัน กับความจริงที่ไม่อาจใช้บังหน้า
อมาร์ ชี้ว่า ข้ออ้างของวอชิงตันต่อการรุกรานเวเนซุเอลานั้น “เปราะบางและดูหมิ่นสติปัญญาสาธารณะ” เวเนซุเอลาและประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไม่ได้มีบทบาทสำคัญใดๆ ต่อปัญหายาเสพติดเรื้อรังของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นโคเคนหรือเฟนทานิล
ขณะเดียวกัน ประเด็นความชอบธรรมของการเลือกตั้งในปี 2024 แม้จะถูกตั้งคำถาม ก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการภายในรัฐอธิปไตย และไม่อาจใช้เป็นเหตุผลใดๆ เพื่อแทรกแซงทางทหารจากภายนอกได้
เขาตั้งคำถามว่า หากตรรกะเช่นนี้ถูกยอมรับ ประเทศใดจะเป็นรายต่อไป เยอรมนีอาจถูกแทรกแซงหรือไม่ จากกรณีที่พรรคการเมืองกระแสหลักกีดกันพรรคฝ่ายซ้ายใหม่ออกจากรัฐสภาในลักษณะที่บางฝ่ายมองว่าเข้าข่าย “รัฐประหารเย็น”
ในทำนองเดียวกัน คำกล่าวอ้างที่เชื่อมโยงเวเนซุเอลากับอิหร่าน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงหลัง ก็ถูกมองว่าเป็นเพียงข้ออ้างเช่นเดียวกัน แม้ในทางอ้อมจะสะท้อนความจริงบางประการ นั่นคือ มาดูโรถูกลงโทษจากการยืนข้างชาวปาเลสไตน์ และวิพากษ์การกระทำของอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย
เขาระบุว่า นักการเมืองอิสราเอลได้ใช้โอกาสจากการโจมตีเวเนซุเอลาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อส่งสัญญาณข่มขู่อิหร่าน ขณะที่ทรัมป์เองก็เชื่อมโยงปฏิบัติการดังกล่าวเข้ากับการลอบสังหารนายพลอิหร่าน กอเซ็ม สุไลมานี และการโจมตีอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการที่เรียกว่า “Operation Midnight Hammer” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน
***ทรัพยากร น้ำมัน และความโลภเชิงจักรวรรดิ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า เหตุผลที่แท้จริงของการโจมตีเวเนซุเอลาโดยสหรัฐฯ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่วอชิงตันพยายามอธิบาย ตรงกันข้าม มันชัดเจนเสียจนเจ้าหน้าที่อเมริกัน รวมถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอง ยังพูดถึงอย่างเปิดเผย
เวเนซุเอลาครอบครองแหล่งน้ำมันแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังอุดมไปด้วยทองคำ แร่หายาก และวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งมีความสำคัญทั้งต่ออุตสาหกรรมพลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงระยะยาวของมหาอำนาจ
ทรัมป์เคยอ้างอย่างไม่ปิดบังว่า ความมั่งคั่งจำนวนมากเหล่านี้ “ควรเป็นของสหรัฐฯ และบริษัทอเมริกัน” พร้อมประกาศจะทวงคืน และสิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาขณะนี้คือการลงมือทำตามคำพูดนั้น
ในมุมมองของอมาร์ แรงขับเคลื่อนหลักของปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ใช่อุดมการณ์หรือความมั่นคง หากคือความโลภอย่างตรงไปตรงมา การใช้กำลังทางทหารต่อรัฐที่แทบไม่สามารถป้องกันตนเองได้ ถูกอธิบายว่าเป็น “สงครามสายฟ้าแลบ” เพื่อยึดทรัพยากร โดยทรัมป์เองก็ยอมรับว่านี่คือเรื่องของ “ความมั่งคั่งมหาศาล”
***หลักคำสอนมอนโร และการรัดคอหลังบ้านอเมริกา
อย่างไรก็ดี อมาร์เตือนว่า ความโลภเพียงอย่างเดียวไม่อาจอธิบายภาพทั้งหมดได้ การโจมตีเวเนซุเอลายังฝังอยู่ในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างกว่า ซึ่งสะท้อนความพยายามของวอชิงตันในการรื้อฟื้นและกระชับอำนาจเหนือ “หลังบ้าน” ของตนเองในลาตินอเมริกา
ก่อนหน้าการบุกเวเนซุเอลา สหรัฐฯ ถูกจับตามองจากบทบาทแทรกแซงการเลือกตั้งในอาร์เจนตินาและฮอนดูรัส การกดดันบราซิลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการข่มขู่โคลอมเบีย นิการากัว และคิวบา ขณะเดียวกัน วอชิงตันยังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากการอภัยโทษให้นักการเมืองฮอนดูรัสที่มีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายค้ายาเสพติด
นักวิเคราะห์มองว่า การกระทำเหล่านี้สะท้อนการประยุกต์ใช้สิ่งที่ถูกเรียกว่า “Monroe Doctrine” ซึ่งเป็นหลักคำสอนมอนโรเวอร์ชันใหม่ในยุคทรัมป์ กล่าวคือ นโยบายครอบงำลาตินอเมริกาที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี แต่ถูกทำให้แข็งกร้าว ไร้กติกา และเปิดเผยมากยิ่งขึ้น
แก่นของแนวคิดนี้คือการตอกย้ำอำนาจของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ด้วยการติดตั้งรัฐบาลที่เชื่อฟัง กดปราบแรงต้าน และลงโทษประเทศที่พยายามดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระ โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจภายนอกอย่างจีนและรัสเซีย
ในสายตาอมาร์ เวเนซุเอลาจึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นตัวอย่างเชิงสั่งสอนที่ส่งสัญญาณไปยังทั้งภูมิภาคว่า วอชิงตันพร้อมใช้ทุกวิธีเพื่อรักษาอำนาจเหนือหลังบ้านของตนเอง
***รูบิโอ อำนาจแข็งในเงาทรัมป์ และการรัดภูมิภาคแคริบเบียน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า นอกเหนือจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังถูกกำหนดโดยบุคคลที่มีบทบาทแข็งกร้าวอย่างยิ่ง นั่นคือ มาร์โก รูบิโอ ซึ่งจากอดีตผู้วิจารณ์ทรัมป์ กลายมาเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดและผู้บังคับใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน
การที่รูบิโอดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติพร้อมกัน ถูกมองว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจด้านนโยบายต่างประเทศในมือบุคคลเดียว ในลักษณะที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุคของ เฮนรี คิสซินเจอร์
อมาร์ระบุว่า รูบิโอมีท่าทีแข็งกร้าวเป็นพิเศษต่อคิวบา และมี “บัญชีแค้นทางการเมือง” กับรัฐบาลฝ่ายซ้ายในแคริบเบียนและลาตินอเมริกาโดยรวม ขณะเดียวกัน เขายังถูกมองว่ามีความทะเยอทะยานทางการเมือง และวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจจากทรัมป์ในอนาคต
***Trump Corollary กับการฟื้นลัทธิมอนโรฉบับสุดโต่ง
ตามที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ วอชิงตันจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “เพื่อนบ้านทางใต้” ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของการแทรกแซงมาอย่างยาวนาน
อมาร์เรียกแนวทางนี้ว่า “Trump Corollary” ซึ่งจงใจสะท้อนแนวคิดจักรวรรดินิยมในยุคของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการตอกย้ำอำนาจครอบงำของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา ด้วยทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด การค้ำจุนระบอบที่เชื่อฟัง หรือการปราบปรามแรงต้าน
ในมุมมองของอมาร์ นี่คือการฟื้น “ลัทธิมอนโร” ที่มีอายุกว่าสองศตวรรษ ในเวอร์ชันที่แข็งกร้าว เปิดเผย และไร้กติกามากยิ่งกว่าเดิม
***บทลงโทษต่อประเทศที่คบ “คนนอก” และบทเรียนเชิงสั่งสอน
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ คือการยกระดับนโยบายลงโทษประเทศในลาตินอเมริกาที่พยายามดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระ โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็น “คนนอก” ในหลังบ้านของอเมริกา
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การพรากสิทธิในการกำหนดนโยบายต่างประเทศคือการบ่อนทำลายอธิปไตยในแก่นแท้ และเวเนซุเอลาก็ถูกลงโทษจาก “บาป” ดังกล่าวอย่างชัดเจน
การโจมตีและการลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลา จึงถูกมองว่าเป็นบทเรียนเชิงสั่งสอนที่โหดร้าย ซึ่งไม่มีประเทศใดในภูมิภาคพลาดจะรับรู้ถึงสารที่วอชิงตันส่งออกมา
***ความโอหังของทรัมป์ ความเสี่ยงล้มเหลว และราคาที่ผู้อื่นต้องจ่าย
อมาร์ระบุว่า ทรัมป์ไม่อาจจินตนาการถึงความล้มเหลวได้ เขาประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า “อำนาจครอบงำของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกจะไม่มีวันถูกตั้งคำถามอีก”
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในความเป็นจริง ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยุทธศาสตร์จักรวรรดินิยมเชิงรุนแรงอาจล้มเหลวในระยะกลางหรือระยะยาว และอาจกระตุ้นการตอบโต้ครั้งใหญ่
แม้แต่นักวิเคราะห์สายสนับสนุนอำนาจสหรัฐฯ อย่าง Hal Brands ยังเตือนว่า วิธีการของทรัมป์อาจสร้างบรรทัดฐานอันตราย เช่น การเปิดช่องให้จีนอ้างเหตุผลคล้ายกันในกรณีไต้หวัน แม้การเปรียบเทียบดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นการบิดเบือน เพราะสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิหรือข้ออ้างใดต่อเวเนซุเอลา
นักวิเคราะห์ชี้ว่า สหรัฐฯ ได้สร้างแบบอย่างของการละเมิดกฎหมายและบรรทัดฐานสากลมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการโจมตีเวเนซุเอลาก็เป็นอีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ความไร้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งมักจบลงด้วยความเสียหายของประเทศเป้าหมาย มากกว่าผู้ก่อการเอง
***พันธมิตรจำเป็นและชะตากรรมของผู้สวามิภักดิ์
อมาร์ชี้ว่า ปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนด้านมืดของนโยบายสหรัฐฯ คือชะตากรรมของบรรดา “ว่าที่มิตร” ซึ่งพยายามเอาใจวอชิงตันอย่างถึงที่สุด แต่กลับไม่เคยได้รับหลักประกันใดตอบแทน
สองตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี และ มาเรีย โครินา มาชาโด ซึ่งถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงต่อธรรมชาติของอำนาจสหรัฐฯ
เซเลนสกีเคยเผยแพร่ข้อความกล่าวอ้างว่า “พบเห็น” ปฏิบัติการของรัสเซียในเวเนซุเอลา โดยพยายามมีส่วนร่วมในแรงกดดันของสหรัฐฯ ต่อการากัส แต่ในสายตานักวิเคราะห์ การกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำให้เขามั่นคงขึ้น ตรงกันข้าม เมื่อสถานะ “ลูกค้า” เริ่มลดคุณค่า เขาเองอาจกลายเป็นเป้าหมายของการเปลี่ยนระบอบในอนาคต
กรณีของ มาชาโด ถูกมองว่าสะท้อนความโหดร้ายของการเมืองเชิงจักรวรรดิอย่างชัดเจน เธอพยายามแสดงความพร้อมจะเชื่อฟังและยอมขายทรัพยากรของประเทศเพื่อแลกการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แต่ท้ายที่สุดกลับถูกละทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
ในการแถลงข่าวหลังปฏิบัติการ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถึง มาชาโด เพียงผ่านๆ โดยระบุว่า เธอ “ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ” จะนำเวเนซุเอลาได้ นักวิเคราะห์มองว่านี่คือบทเรียนตรงไปตรงมาของ “ค่าตอบแทนแห่งการทรยศ”
อมาร์ยังชี้ว่า การที่ มาชาโด เคยได้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อาจย้อนศรใส่ตัวเธอเองในทางการเมือง เนื่องจากทรัมป์เป็นผู้นำที่ไม่ปกปิดความริษยา และเชื่อว่ารางวัลดังกล่าว “ควรเป็นของเขา”
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้สูญเสียความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่การถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปูทางสู่การรุกรานรัฐอธิปไตย ถูกมองว่าเป็นจุดตกต่ำที่สุดของสถาบันดังกล่าว
***เมื่อความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ และโลกยังไร้กลไกยับยั้ง
นักวิเคราะห์ระบุว่า การแถลงข่าวของทรัมป์หลังปฏิบัติการในเวเนซุเอลาเป็นภาพสะท้อนบุคลิกทางการเมืองของเขาอย่างครบถ้วน ทรัมป์รับเครดิตส่วนตัวต่อการโจมตี พร้อมยกย่องปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็น “การแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าทึ่งที่สุด” และเทียบชั้นเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง
อย่างไรก็ดี คำอธิบายของเขาเองกลับเผยให้เห็นอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ การใช้กำลังอย่างท่วมท้นโดยไม่สูญเสียทหารหรือยุทโธปกรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว นักวิเคราะห์ชี้ว่า สิ่งนี้ย้ำชัดว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่เท่าเทียม หากเป็นการใช้กำลังเหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ
อมาร์ เตือนว่า ในแง่หนึ่ง การแถลงข่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังปฏิบัติการในเวเนซุเอลา สะท้อนแก่นสำคัญของสงครามครั้งนี้อย่างชัดเจน นั่นคือ ภาวะที่สิ่งซึ่งผิดปกติอย่างสิ้นเชิง กลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว การรุกราน การลักพาตัวผู้นำรัฐอธิปไตย และการใช้กำลังอย่างไร้ความรับผิด ถูกนำเสนอราวกับเป็นเพียง “ทางเลือกเชิงนโยบาย” หนึ่งเท่านั้น
เขาชี้ว่า สิ่งที่วอชิงตันเพิ่งกระทำลงไปคือการผสมผสานของอาชญากรรม ความโลภ และความเย่อหยิ่งทางอำนาจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับปฏิกิริยาที่เสแสร้งอย่างน่าขันจากบรรดาพันธมิตรในกลุ่ม NATO และ สหภาพยุโรป ซึ่งเลือกวางตัวเป็นเพียงผู้ “เฝ้าดูสถานการณ์” ราวกับว่านั่นคือจุดยืนทางศีลธรรมสูงสุดที่พวกเขาสามารถทำได้
อมาร์ตั้งข้อสังเกตว่า หากโลกอยู่ในสภาพที่ปกติสุขกว่านี้ แม้จะห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ผู้คนคงตระหนักร่วมกันว่า รัฐอันธพาลที่อันตรายที่สุดในโลก ไม่ว่าจะวัดจากศักยภาพทางทหารหรือระดับความวิกลจริตทางศีลธรรม การทุจริต และความโหดร้าย ก็คือสหรัฐอเมริกาเอง
ในโลกเช่นนั้น แม้แต่ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงที่สุด ก็คงพยายามหาทางร่วมมือกันเพื่อควบคุมและยับยั้งอำนาจทางการเมืองที่ล้นเกินนี้ แต่ในความเป็นจริง โลกเช่นนั้นยังไม่ถือกำเนิดขึ้น และเพียงโครงสร้างโลกหลายขั้วอำนาจเพียงอย่างเดียว ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งแนวโน้มอันตรายนี้ได้