จุดเริ่มต้นของการประท้วง

คลื่นการประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม จากการปิดตลาดโดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเตหะราน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดและชาวลอร์

ชนวนเหตุ

เหตุการณ์ดังกล่าวปะทุขึ้นจากความไม่พอใจต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ เงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพพุ่ง และค่าเงินอ่อนค่ารุนแรง

จากเศรษฐกิจสู่การเมือง

การประท้วงขยายจากข้อเรียกร้องด้านปากท้องไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมือง ต่อต้านรัฐบาล และท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐโดยตรง

การชุมนุมประท้วงครั้งนี้รวมถึงการตะโกนสนับสนุนชาห์ แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นการสนับสนุนปาห์ลาวีในฐานะบุคคล หรือเป็นความปรารถนาที่จะกลับไปสู่ยุคก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979

ภาพจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญต่างๆ เช่น “ราชวงศ์ปาห์ลาวีจะกลับมา” “ความตายแด่เผด็จการ!” และ “ซัยยิด อาลีจะถูกโค่นล้ม” ซึ่งเป็นการอ้างถึงระบอบกษัตริย์ก่อนปี 1979 และผู้นำสูงสุด อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ขาดผู้นำที่ชัดเจน

การประท้วงยังไม่มีแกนนำที่ชัดเจน ทิศทางการชุมนุมในระยะยาวยังไม่แน่นอน และยังไม่แน่ชัดว่าการเรียกร้องจากฝ่ายนิยมระบอบกษัตริย์จะมีผลต่อทิศทางการชุมนุมในอนาคตเพียงใด

CBS News รายงานว่า ผู้นำฝ่ายค้านจากต่างประเทศอย่างเรซา ปาห์ลาวี ได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมและ “เพิ่มแรงกดดันให้ชัดเจนขึ้น”

ความสำคัญทางการเมือง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายที่รุนแรงที่สุดต่อทางการอิหร่านนับตั้งแต่การประท้วงทั่วประเทศในปี 2022-2023 ซึ่งเริ่มต้นจากกรณีการเสียชีวิตใระหว่างถูกควบคุมตัวของมาห์ซา อามินี

อย่างไรก็ตาม ระดับความไม่สงบจะยังไม่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์ในปี 2022–2023 หรือการประท้วงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งที่มีข้อโต้แย้งในปี 2009

ขนาดการชุมนุม

สื่อบางแห่งประเมินว่ามีผู้ชุมนุมระดับ “หลายหมื่นคน” ในกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญ

เมื่อเทียบกับประชากรราว 90 ล้านคน หากผู้ประท้วงมี 100,000 คน จะคิดเป็นเพียง ประมาณ 0.11% ของประชากรทั้งหมด

มาตรการของรัฐ

รัฐบาลอิหร่านตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการโทรศัพท์ระหว่างประเทศทั่วประเทศเมื่อคืนวันพฤหัสบดี

มีรายงานผู้ถูกควบคุมตัวมากกว่า 2,000 คน และผู้เสียชีวิตราว 40–50 ราย ในการชุมนุมระลอกล่าสุด

ขณะที่สำนักข่าวเอพีตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดทางการอิหร่านจึงยังไม่ดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาดกว่านี้

ท่าทีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หากเตหะราน “สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติด้วยความรุนแรง” อเมริกา “อาจจะเข้าไปช่วยเหลือ”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปฏิเสธพบเรซา ปาห์ลาวี ผู้ประกาศตนเป็นมกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน โดยระบุว่าแม้จะมองว่าเป็น “คนดี” แต่ในฐานะประธานาธิบดี การพบปะดังกล่าวอาจไม่เหมาะสม พร้อมกล่าวว่า “ควรปล่อยให้ทุกฝ่ายแสดงบทบาทของตน และดูว่าใครจะประสบความสำเร็จ”

ปาห์ลาวี ซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล เป็นบุคคลสำคัญของฝ่ายนิยมระบอบกษัตริย์ในกลุ่มฝ่ายค้านอิหร่าน ซึ่งยังคงมีความเห็นแตกต่างกันภายใน

คำพูดของทรัมป์สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้สนับสนุนข้อเสนอของปาห์ลาวีในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านอำนาจ หากระบบการปกครองปัจจุบันของอิหร่านล่มสลาย

ข้อกล่าวหาแทรกแซงจากต่างชาติ

อิหร่านกล่าวหาว่า “หน่วยข่าวกรองต่างชาติ” พยายามแทรกแซงการประท้วงภายในประเทศและใช้การเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของรัฐ

ทางการได้จับกุมบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) ขณะปะปนอยู่กับกลุ่มการประท้วงในกรุงเตหะราน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอิสระ จากแหล่งข่าวนานาชาติหรือรัฐบาลอิสราเอลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจริง

เดอะพับลิกโพสต์ รายงาน