ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน กระแสถกเถียงในวอชิงตันเริ่มหวนกลับไปสู่คำถามเดิมว่า การใช้กำลังทหารสามารถเป็นทางออกที่รวดเร็วและควบคุมได้หรือไม่ โดยเฉพาะแนวคิดการโจมตีอิหร่านแบบ “ฉับไวและจำกัดวง” ที่ถูกมองว่าสามารถส่งสัญญาณแข็งกร้าวโดยไม่ดึงสหรัฐเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ทางเลือกเช่นนี้จะสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองตามที่สหรัฐต้องการได้จริง หรือจะยิ่งผลักภูมิภาคเข้าสู่วงจรความขัดแย้งที่ยากควบคุมมากกว่าเดิม
อัลจาซีรา เผยแพร่บทวิเคราะห์โดย แอนเดรียส ครีก (Andreas Krieg) อาจารย์ด้านความมั่นคงศึกษาแห่งคิงส์คอลเลจ ลอนดอน และผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 ระบุว่า
ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอิหร่าน เพื่อต่อต้านผู้นำประเทศ จึงเป็นเรื่องเย้ายวนใจที่จะจินตนาการว่า อำนาจทางอากาศของสหรัฐอเมริกา อาจเป็นแรงผลักสุดท้ายที่ทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านล่มสลาย
อย่างไรก็ตาม ความคิดเช่นนั้นเป็นการอ่านโครงสร้างการอยู่รอดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านผิดพลาดโดยสิ้นเชิง
ครีกชี้ว่า หัวใจของการคงอยู่ของระบบอิหร่านคือ “ความเป็นปึกแผ่นภายใต้กลไกบังคับ” หรือความสามารถของสถาบันความมั่นคงและการเมืองคู่ขนานจำนวนมาก ที่ยังคงทำงานประสานกันได้ แม้ความชอบธรรมของรัฐจะเสื่อมถอยลง เมื่อเอกภาพลักษณะนี้ยังดำรงอยู่ ระบบก็สามารถดูดซับแรงกระแทกที่รัฐแบบดั้งเดิมจำนวนมากอาจพังลงได้
บทวิเคราะห์ชี้ว่า อิหร่านไม่ได้เป็นพีระมิดที่มีบุคคลเพียงคนเดียวอยู่บนยอด หากแต่เป็นรัฐแบบเครือข่ายที่มีศูนย์อำนาจซ้อนทับกัน ตั้งแต่สำนักงานผู้นำสูงสุด กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ หน่วยข่าวกรอง กลุ่มนักบวชผู้คุมกลไกศาสนา ไปจนถึงระบบอุปถัมภ์ทางเศรษฐกิจ
ในระบบเช่นนี้ การกำจัดศูนย์อำนาจจุดใดจุดหนึ่ง แม้จะเป็นจุดที่มีสัญลักษณ์สูง ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้โครงสร้างทั้งหมดล่มสลาย เนื่องจากความซ้ำซ้อนและสายการบังคับบัญชาทดแทน ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น แนวคิด “ตัดหัวผู้นำ” ซึ่งเคยถูกเล่าขานว่าเป็นความสำเร็จเชิงยุทธวิธีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในกรณีเวเนซุเอลา จึงดูไม่ใช่กลยุทธ์ หากแต่เป็นการพนันกับความโกลาหล
บทวิเคราะห์ย้ำว่า นี่คือเหตุผลที่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของทรัมป์มีความสำคัญ เขาติดอยู่ระหว่างฝ่ายสายเหยี่ยวแบบนีโอคอน ที่ต้องการเปลี่ยนระบอบด้วยกำลัง กับฐานเสียง “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่ไม่สนับสนุนสงครามยืดเยื้อ การฟื้นฟูหลังความขัดแย้ง หรือการผจญภัยครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง
สัญชาตญาณที่เหลืออยู่ของสหรัฐ จึงเป็นการลงโทษแบบเข้าเร็วออกเร็ว ดูเด็ดขาดในเชิงภาพลักษณ์ แต่ไม่สร้างภาระผูกพันระยะยาว
บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งจำกัดตัวเลือกของทรัมป์มากขึ้น อิสราเอลต้องการให้วอชิงตันเป็นผู้ลงมือหลัก ขณะที่ประเทศอ่าวอาหรับสำคัญ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และโอมาน กลับผลักดันแนวทางลดความตึงเครียดและการทูต
ในทางปฏิบัติ การขาดการสนับสนุนจากประเทศในอ่าว อาจบีบให้สหรัฐต้องเลือกปฏิบัติการทางทหารจากระยะไกล ซึ่งทำให้การโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องยากขึ้นทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และโลจิสติกส์
ทรัมป์ยังมัดมือตัวเองด้วยวาทกรรมของเขาเอง หลังเตือนว่า หากอิหร่าน “สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ” สหรัฐจะ “เข้าช่วยเหลือ” เขาจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีตัวเลือกทางทหารที่น่าเชื่อถือ แม้ในขณะเดียวกันจะส่งสัญญาณว่าการทูตยังเป็นทางเลือก และบอกเป็นนัยว่าการสังหารกำลัง “ชะลอลง”
ความสลับไปมานี้ ดูไม่ใช่ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นการต่อรองและความลังเลใจ ซึ่งเปิดช่องให้ทุกฝ่ายรอบตัวเขาเชื่อว่ายังสามารถชนะการถกเถียงภายในได้
บทวิเคราะห์ชี้ว่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจให้ชัดว่า วงในของวอชิงตันไม่ได้มุ่งหวังประชาธิปไตยเสรีในอิหร่าน หากแต่ต้องการอิหร่านที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น สามารถถูกดึงเข้าสู่กรอบเศรษฐกิจภูมิภาค เปิดพื้นที่ความร่วมมือทางธุรกิจกับสหรัฐ และค่อย ๆ ลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นการปรับท่าทีของรัฐ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยตรง
นั่นหมายถึงข้อจำกัดด้านนิวเคลียร์ การควบคุมขีปนาวุธบางส่วน และการลดบทบาทของอิหร่านต่อ “แกนต่อต้าน” ไม่ว่าจะจริงหรือเชิงสัญลักษณ์ นี่คือการปรับท่าที ไม่ใช่การโค่นล้มระบอบทั้งหมด
อำนาจทางอากาศสามารถลงโทษ ส่งสัญญาณ และทำลายโครงสร้างเฉพาะจุดได้ แต่มันไม่สามารถปฏิรูประบบความมั่นคง จัดการสืบทอดอำนาจ หรือเปลี่ยนพฤติกรรมของรัฐได้ และไม่สามารถปกป้องผู้ประท้วงจากบนฟ้าได้ด้วย
ลิเบียในปี 2554 ยังคงเป็นบทเรียนเตือนใจว่า การใช้กำลังทหารอาจเป็นเพียงความพยายามเสี่ยงสูงในการบีบให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งมีแนวโน้มย้อนศรเสียมากกว่า
ฉากทัศน์ทางทหารที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการโจมตีลงโทษจากระยะไกลอย่างจำกัด ด้วยขีปนาวุธร่อนและอาวุธพิสัยไกล ต่อศูนย์บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติหรือโครงสร้างสนับสนุนหลัก แนวทางนี้สอดคล้องกับภาพ “ฉับไวและจำกัดวง” และสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการลงโทษ ไม่ใช่สงคราม
แต่ผลเสียเชิงยุทธศาสตร์คือ มันจะเปิดโอกาสให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติสร้างวาทกรรม “ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่” เพื่อทำให้การปราบปรามรุนแรงยิ่งขึ้นมีความชอบธรรม พร้อมเพิ่มความเสี่ยงของการตอบโต้ผ่านกลุ่มตัวแทน การก่อกวนเส้นทางเดินเรือ และการโจมตีฐานทัพสหรัฐในอ่าว
ความพยายาม “ตัดหัวผู้นำ” ยิ่งดูเป็นฉากภาพยนตร์มากกว่ายุทธศาสตร์จริง เป็นทางเลือกที่ยกระดับความขัดแย้งสูงสุด มีแนวโน้มรวมศูนย์ฝ่ายแข็งกร้าว และยังไม่น่าจะทำให้รัฐแบบเครือข่ายล่มสลายได้
การโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นทางเลือกที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดและอันตรายที่สุด ทั้งในด้านการเมืองและยุทธศาสตร์ และเสี่ยงขยายสนามรบจนควบคุมไม่ได้
ปฏิบัติการไซเบอร์และอิเล็กทรอนิกส์ แม้จะมีความแนบเนียนและสามารถปฏิเสธความรับผิดได้ แต่ผลกระทบมักไม่ยั่งยืน และรัฐแบบเครือข่ายสามารถปรับตัวหลบหลีกได้ บทวิเคราะห์ระบุว่า แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนทางการเมืองต่ำกว่า และสอดคล้องกับท่าทีของประเทศอ่าวอาหรับที่ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามเปิด อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังยากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
บทเรียนสำคัญคือ แรงกระแทกจากภายนอกแทบไม่เคยสร้างผลลัพธ์ภายในแบบที่วอชิงตันอ้างว่าต้องการ ความกดดันจากภายนอกอย่างรุนแรง มักทำให้แกนบังคับของระบบแข็งตัวขึ้น เพราะความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ความมั่นใจ หากแต่คือความตื่นตระหนกในเครื่องแบบ
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องมาจากภายในเท่านั้น จากรอยร้าวในระบบความมั่นคง หรือความแตกแยกในชนชั้นนำที่ทำให้เกิดศูนย์อำนาจคู่ขนาน
หากสหรัฐต้องการมีอิทธิพลต่อพลวัตเหล่านี้ บทวิเคราะห์ชี้ว่า ควรมุ่งไปที่เครื่องมือที่บ่อนทำลายความเหนียวแน่นของระบบ ไม่ใช่การทิ้งระเบิดที่ดึงดูดสายตา หลีกเลี่ยงคำสัญญา “การช่วยเหลือ” ที่ไม่อาจทำได้โดยไม่ก่อสงคราม และประสานงานกับพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะกาตาร์ โอมาน และซาอุดีอาระเบีย เพื่อเปิดพื้นที่การเจรจา
สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอาจปราบการประท้วงรอบนี้ได้ หรืออาจปรับโครงสร้างภายในและอยู่รอดในรูปแบบใหม่ แต่ความโกรธบนท้องถนนจะไม่จางหาย หากการคว่ำบาตรยังไม่ถูกยกเลิก และเศรษฐกิจยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการการเปลี่ยนผ่านจากข้อจำกัดของการเมืองเชิงศาสนา ไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นและมีความเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม