ประเทศไทยได้รับหนังสือเชิญจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้เข้าร่วม Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict (แผนยุติความขัดแย้งกาซ่าอย่างครอบคลุม) และข้อริเริ่มในการจัดตั้ง คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) โดยขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและประเมินกรอบความร่วมมือดังกล่าว
กระทรวงการต่างประเทศระบุผ่านแถลงการณ์ 19 ม.ค. ว่า ในหลักการ ไทยยินดีกับทุกข้อริเริ่มที่สนับสนุนสันติภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลาง และความพยายามด้านมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์ พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุน แนวทางสองรัฐ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมติสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม คำเชิญดังกล่าวได้จุดชนวนคำถามเชิงนโยบายสำคัญว่า การเข้าร่วมกลไกสันติภาพที่ยังคลุมเครือทั้งในด้านสถานะทางกฎหมายและเจตนาทางการเมือง จะสอดคล้องกับจุดยืนระยะยาวของไทยเพียงใด
กลไกนอกสหประชาชาติ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิมและเอเชียตะวันตกศึกษา ระบุผ่านเฟซบุ๊ก 20 ม.ค. 69 ว่า ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือ Board of Peace for Gaza ไม่ได้เป็นองค์กรภายใต้สหประชาชาติ และไม่ปรากฏกรอบอำนาจหน้าที่ที่เชื่อมโยงกับระบบกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่
การตอบรับเข้าร่วมจึงไม่ใช่เพียงการ “นั่งโต๊ะสันติภาพ” หากแต่มีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่า ประเทศผู้เข้าร่วมยอมรับกระบวนการสันติภาพ นอกกรอบพหุภาคี ซึ่งอาจลดทอนบทบาทของสหประชาชาติและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติในทางปฏิบัติ
สำหรับไทย ซึ่งยึดมั่นมาโดยตลอดกับกติกาสากล อธิปไตย และการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกพหุภาคี การก้าวเข้าสู่เวทีที่ตั้งอยู่บนความริเริ่มของผู้นำรายบุคคล ย่อมต้องประเมินผลกระทบด้านภาพลักษณ์ทางการทูตอย่างรอบด้าน
สันติภาพจริง หรือภาพลวงตาทางการเมือง
อีกมิติหนึ่งที่ถูกตั้งคำถามคือ ความเสี่ยงที่กลไกดังกล่าวอาจถูกใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะเป็นเวทีแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของวิกฤตกาซ่าอย่างแท้จริง
ดร.ศราวุฒิชี้ว่า เมื่อไม่มีอำนาจบังคับใช้ ไม่มีระบบตรวจสอบความรับผิดชอบ และไม่ผูกโยงกับมติของสหประชาชาติ การเข้าร่วมอาจทำให้ประเทศสมาชิกกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ภาพลวงตาแห่งสันติภาพ” ที่สร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้บางฝ่าย แต่ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์เชิงมนุษยธรรมที่จับต้องได้
ในทางปฏิบัติ กาซ่ายังคงเผชิญการโจมตี มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการประกาศหยุดยิงมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
มุมมองโลกอาหรับ ต้นทุนที่ไทยต้องคิด
ดร.ศราวุฒิระบุว่า ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ การรับรู้ของโลกอาหรับและโลกมุสลิม ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงต่อปัญหาปาเลสไตน์ กลไกสันติภาพใดก็ตามที่ไม่ยึดโยงกับหลักการหยุดยิง สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวปาเลสไตน์ และความรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม มีแนวโน้มเผชิญข้อจำกัดด้านความชอบธรรมในสายตาสาธารณชนของภูมิภาค
“สำหรับไทย ซึ่งกำลังขยายบทบาทด้านเศรษฐกิจ การทูต และความร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ (GCC) การเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกที่อาจถูกมองว่าลดทอนแก่นแท้ของปัญหา อาจสร้างต้นทุนทางภาพลักษณ์โดยไม่จำเป็น” ดร.ศราวุฒิกล่าว
คำถามไม่ใช่ ‘เอาหรือไม่เอา’ แต่คือ ‘เอาอย่างไร’
ดร.ศราวุฒิเตือนว่า เหนือสิ่งอื่นใด กรณีนี้สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่า นั่นคือการทำให้กฎหมายระหว่างประเทศและระบบพหุภาคีกลายเป็นเพียงทางเลือกที่สามารถถูกมองข้าม หรือถูกแทนที่ด้วยกลไกเฉพาะกิจตามบริบททางการเมือง
หากไทยตอบรับโดยปราศจากเงื่อนไขที่ชัดเจน ไทยอาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่บั่นทอนหลักการซึ่งตนเองยึดถือมาโดยตลอด
บทวิเคราะห์ชี้ว่า คำถามเชิงนโยบายที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่า ไทยควรยืนข้างสันติภาพหรือไม่ หากแต่คือ ไทยจะสนับสนุนสันติภาพผ่านกลไกใด ยึดหลักการใด และพร้อมจะแลกกับต้นทุนทางการทูตมากน้อยเพียงใด
“ในโลกที่การเมืองระหว่างประเทศกำลังท้าทายกติกาเดิมมากขึ้น ความระมัดระวังอาจไม่ใช่ความลังเล หากแต่คือการปกป้องจุดยืนเชิงหลักการและผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ” เขากล่าวทิ้งท้าย