“สเตฟาน วูล์ฟ” (Stefan Wolff) ศาสตราจารย์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เตือนว่า แนวคิดจัดตั้ง “Board of Peace” (คณะกรรมการสันติภาพ) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีลักษณะเป็นการสร้าง “ยูเอ็นฉบับเอกชน” ที่ถูกควบคุมและบริหารโดยผู้นำสหรัฐฯ เพียงคนเดียว ซึ่งอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบพหุภาคีระหว่างประเทศ
ในบทความบนเว็บไซต์ The Conversation เผยแพร่เมื่อ 21 ม.ค. 69 วูล์ฟระบุว่า แม้ทรัมป์จะกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวได้เพียงหนึ่งปี แต่รัฐบาลของเขาได้ผลักดันโครงการและนโยบายจำนวนมาก ซึ่ง “ส่วนใหญ่มีความน่าสงสัยทั้งในแง่ความยั่งยืนและประโยชน์ที่แท้จริง แม้กระทั่งต่อสหรัฐฯ เอง”
หนึ่งในตัวอย่างที่วูล์ฟหยิบยกขึ้นมาคือ แผนหยุดยิงและเปลี่ยนผ่านกาซา 20 ข้อ ซึ่งได้รับการรับรองจากสหประชาชาติและประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 68 โดยแผนดังกล่าวกำลังถูกกลบด้วยแนวคิดใหม่ของทรัมป์ นั่นคือ “Board of Peace” ที่เขาจะทำหน้าที่เป็นประธาน
กฎบัตรไม่พูดถึงกาซาแม้แต่คำเดียว
วูล์ฟชี้ว่า แม้ Board of Peace จะถูกมองว่าเชื่อมโยงกับการฟื้นฟูกาซาในทางการเมือง แต่กฎบัตรขององค์กรกลับ “ไม่กล่าวถึงกาซาเลยแม้แต่ครั้งเดียว” โดยเปิดด้วยถ้อยคำที่ระบุว่า
“สันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงปฏิบัติ แนวทางสามัญสำนึก และความกล้าที่จะละทิ้งวิธีการและสถาบันที่ล้มเหลวมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
กฎบัตรดังกล่าวประกาศให้ Board of Peace เป็น “องค์กรระหว่างประเทศ” ที่มีเป้าหมาย “เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือถูกคุกคามจากความขัดแย้ง” พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินงาน “สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ”
อย่างไรก็ตาม วูล์ฟตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างถึงกฎหมายระหว่างประเทศเช่นนี้ “ขัดแย้งอย่างชัดเจน” กับแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ชุดที่สอง ซึ่งเอกนิยมได้กลายเป็นลักษณะเด่น และสหรัฐฯ เอง “แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายระหว่างประเทศ”
สมาชิกโดยคำเชิญ และที่นั่งถาวรราคา 1 พันล้านดอลลาร์
ประเด็นที่วูล์ฟวิจารณ์อย่างหนัก คือโครงสร้างสมาชิกของ Board of Peace โดยกฎบัตรระบุว่า สมาชิกทั้งหมดได้รับเชิญโดยประธาน ซึ่งก็คือทรัมป์ และประธานมีดุลพินิจเต็มที่ทั้งเรื่องวาระดำรงตำแหน่งและผู้สืบทอด
สมาชิกที่ได้รับเชิญสามารถเข้าร่วมฟรีเป็นเวลา 3 ปี หรือเลือกซื้อที่นั่งถาวรด้วยเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยต้องชำระเต็มจำนวนในปีแรก
วูล์ฟตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ยังไม่ชัดเจนว่าเงิน 1 พันล้านดอลลาร์จะซื้ออะไรให้กับสมาชิกถาวรได้บ้าง นอกจากโอกาสในการเอาใจทรัมป์เท่านั้น”
ยูเอ็นล้มเหลวจริง แต่ไม่ใช่เพราะองค์กรเพียงอย่างเดียว
วูล์ฟยอมรับว่า สถาบันระหว่างประเทศแบบดั้งเดิม รวมถึงสหประชาชาติ “ล้มเหลวอยู่บ่อยครั้งในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน” และยูเอ็นก็เป็นเป้าการโจมตีของทรัมป์มาโดยตลอด
เขาชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ล่าสุด ได้ออกคำสั่งยุติการเข้าร่วมและตัดงบสนับสนุนองค์กรในเครือยูเอ็นถึง 31 แห่ง รวมถึงคณะกรรมาธิการสร้างสันติภาพ กองทุนสร้างสันติภาพ และสำนักงานผู้แทนพิเศษด้านเด็กในความขัดแย้งทางอาวุธ
อย่างไรก็ตาม วูล์ฟเน้นว่า ความล้มเหลวของยูเอ็นจำนวนมาก “เกิดจากประเทศสมาชิกเอง” โดยระบุว่า
“ประเทศสมาชิกมีประวัติยาวนานในการขัดขวางมติคณะมนตรีความมั่นคง ให้ภารกิจที่อ่อนแอ หรือยุติภารกิจเร็วกว่าที่ควร”
เขายกตัวอย่างวิกฤตซูดาน ซึ่งยูเอ็น “ถกเถียงเรื่องความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างไม่รู้จบ แต่กลับขาดเงินทุนส่วนใหญ่ที่จำเป็นในการบรรเทาความเดือดร้อน”
ความชอบธรรม คือจุดแข็งที่ทรัมป์ไม่มี
วูล์ฟระบุว่า เหตุผลสำคัญที่ยูเอ็นยังคงประสบความสำเร็จในฐานะผู้สร้างสันติภาพ คือความชอบธรรมในสายตานานาชาติในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ไม่น่าจะถูกเชื่อมโยงกับทรัมป์หรือ Board of Peace ของเขาได้ง่ายๆ”
ความสงสัยเช่นนี้ดูเหมือนจะมีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า หนึ่งในผู้ได้รับเชิญเข้าร่วม Board of Peace คือประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งวูล์ฟตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่ได้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้หลงใหลสันติภาพแต่อย่างใด” แม้แต่ทรัมป์เองก็ดูเหมือนจะตระหนักถึงเรื่องนี้ในบางโอกาส แต่ก็ไม่ได้ยุติการเชิญปูตินเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ
ยูเอ็นเอกชน กับคำถามที่โลกต้องตอบ
ในช่วงท้าย วูล์ฟตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของทรัมป์ว่า อาจเป็นความหวังคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โอกาสทางธุรกิจ หรือการเปิดทางให้พันธมิตรทางการเมืองและองค์กรธุรกิจได้รับประโยชน์จากโครงการของ Board of Peace
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือผลกระทบต่อระเบียบโลก โดยวูล์ฟสรุปอย่างชัดเจนว่า
“สิ่งที่ทรัมป์กำลังเสนอ คือการจัดตั้งจัดตั้งองค์การสหประชาชาติในรูปแบบบริษัทเอกชน ซึ่งถูกควบคุมและบริหารโดยเขาเอง”
วูล์ฟทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านโยบายของทรัมป์เสียอีก คือความเป็นไปได้ที่ผู้นำประเทศอื่นจะเลือกให้การสนับสนุนแนวคิดนี้ ทั้งที่นี่อาจเป็น “หนึ่งในไม่กี่โอกาส” ที่พวกเขาจะสามารถหยุดทรัมป์ได้จริง
เขาชี้ว่า การไม่คล้อยตามทรัมป์ย่อมไม่ใช่การตอบโต้ที่ไร้ต้นทุน โดยยกตัวอย่างกรณีประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งเพียงแสดงท่าทีไม่กระตือรือร้นมากพอ ก็เผชิญกับการขู่ตอบโต้ของทรัมป์ด้วยมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าไวน์ฝรั่งเศสทันทีถึง 200 เปอร์เซ็นต์
วูล์ฟเตือนว่า ผู้นำโลกควรถามตนเองอย่างจริงจังว่า พวกเขาต้องการเป็น “เพชฌฆาตโดยสมัครใจ” ของทรัมป์ ในการบ่อนทำลายสหประชาชาติหรือไม่ และควรลองจินตนาการตามคำขวัญต่อต้านสงครามที่เป็นที่รู้จักกันดีว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากทรัมป์ “ตั้ง Board of Peace ขึ้นมา แต่ไม่มีใครมาร่วมด้วยเลย”