วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

ว่าด้วยอิหร่าน และอิหร่านอีกแบบหนึ่ง

-

อิหร่านมีขนบทางการเมืองที่แปลกประหลาด หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคของเรา และเตหะรานเองก็มีขนบอำนาจนิยมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร

ราวแปดปีก่อน ผมได้เห็น อาลี คาเมเนอี อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ภาพความทรงจำในวันนั้นยังคงชัดเจน โดยเฉพาะสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่ของการพบปะ ภายใน “ฮุซัยนียะห์ อิมาม โคมัยนี” อันเลื่องชื่อในกรุงเตหะราน

ทุกคนที่อยู่ในฮุซัยนียะห์นั่งบนพื้นโดยไม่สวมรองเท้า ตั้งแต่ผู้นำระดับสูงของรัฐไปจนถึงผู้นำกองทัพ พวกเขามาถึงก่อนการกล่าวสุนทรพจน์หลายชั่วโมง และล้วนถอดรองเท้าเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากเสียงตะโกนของบรรดาผู้ศรัทธาที่รำลึกถึงช่วงเวลาทางสัญลักษณ์อันทรงพลังแล้ว ไม่มีเสียงกระซิบใดหลุดออกมาเลย

เหนือแท่นปราศรัย มีการประดับโองการจากอัลกุรอาน หรือหะดีษ (วจนะศาสดา) ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับโอกาสนั้น โองการหรือหะดีษเหล่านี้ถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการพบปะคือช่วงเวลาที่ อาลี คาเมเนอี ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน

เขาก้าวออกมาจากหลังม่านอย่างกะทันหัน และด้านหลังของเขาคือ “เสาหลักทั้งสี่ของรัฐ” ได้แก่ ประธานสภาวินิจฉัยประโยชน์แห่งระบอบ ประธานรัฐสภา ประธานศาลยุติธรรม และประธานาธิบดี จากนั้นเขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ธรรมดาตัวหนึ่ง ขณะที่เสาหลักทั้งสี่ของรัฐนั่งลงบนพื้นด้านหลัง ก่อนที่ประธานาธิบดีจะลุกขึ้นกล่าวแนะนำผู้นำสูงสุดต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำสั้น ๆ

ความประทับใจในวันนั้นยังติดอยู่ในใจผมอย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้เต็มไปด้วยนัยแห่งอำนาจอย่างหนาแน่น ฮุซัยนียะห์ไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่คือพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่ผสานอำนาจ ความสมถะ และศรัทธาร่วมกันของผู้คนในโลกตะวันออกส่วนนี้

ผมหันไปบอกเพื่อนที่เดินทางมาด้วยกันในวันนั้นว่า สิ่งที่เราเห็นมีความหมายเพียงประการเดียว คือ ผู้ครอบครองอำนาจในเตหะรานไม่จำเป็นต้องมีบัลลังก์เพื่อยืนยันอำนาจของตน และในเวลาเดียวกัน เขาก็แทบไม่มีสิ่งใดให้ต้องสูญเสีย

มีรายละเอียดอีกมากมายที่เรามักมองข้าม เมื่อพยายามทำความเข้าใจอิหร่าน อิหร่านไม่ใช่รัฐตะวันออกกลาง หากแต่เป็นประตูสู่โลกตะวันออกของเอเชีย

อาลี คาเมเนอี เอง เคยให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อวรรณกรรมของ ซัยยิด กุฏุบ และได้แปลผลงานเหล่านั้นก่อนชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม นี่คือข้อเท็จจริง แต่ในระดับเดียวกัน เขายังให้ความสนใจกับวรรณกรรมของขบวนการปลดปล่อยอิสลามในอินเดีย และได้แปลหนังสือของ อับดุลมุนอิม อัลนิมร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาของอียิปต์ เรื่อง “การต่อสู้ของมุสลิมในการปลดปล่อยอินเดีย” อีกด้วย

อิหร่านจึงไม่ใช่เพียงรัฐหนึ่งในตะวันออกกลาง หากแต่เป็นอารยธรรมการเมืองที่มองไปไกลกว่านั้น และนี่คือ “อิหร่านอีกแบบหนึ่ง” ที่มักเล็ดลอดจากสายตาของผู้สังเกตการณ์ภายนอก

สิ่งที่ผมต้องการจะกล่าวต่อไปคือ มุมมองของเตหะรานต่อโลกอาหรับนั้น แตกต่างจากวิธีที่โลกอาหรับมองเตหะรานอย่างมีนัยสำคัญ อิหร่านอาจเชื่อมโยงกับประเด็นของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในด้านหนึ่ง แต่ในเชิงตำแหน่งเชิงอารยธรรมแล้ว เตหะรานกลับยืนอยู่ในตะวันออก ในฐานะ “หัวใจ” ของมัน

เป็นความจริงที่พื้นที่ยุทธศาสตร์ของการปฏิวัติอิสลามกระจุกตัวอยู่ในมาชเร็กอาหรับ แต่บุคลิกภาพทางประวัติศาสตร์ของอิหร่านนั้น มิใช่บุคลิกภาพแบบเมดิเตอร์เรเนียน ผมไม่ชอบการนำภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นกรอบตายตัวในการอธิบายความเป็นจริง แต่ต้องยอมรับว่า อเล็กซานเดอร์ ดูกิน แม้จะมีความเพ้อฝันทางความคิดอยู่ไม่น้อยในหลายครั้ง ก็เคยอธิบายอิหร่านได้อย่างแม่นยำครั้งหนึ่ง เมื่อเขานิยามอิหร่านว่าเป็น “หัวใจของทวีปเอเชีย”

สำหรับดูกิน อิหร่านมีบทบาทคู่ขนานกับเยอรมนีในยุโรป กล่าวคือ เช่นเดียวกับที่เยอรมนีเป็นหัวใจและพลังหลักของยุโรปกลาง อิหร่านก็ทำหน้าที่เป็นหัวใจของเอเชียกลาง และเป็นกุญแจศูนย์กลางของทั้งทวีปเอเชีย มุมมองเช่นนี้ช่วยอธิบายบางส่วนของการทวีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในห้วงเวลาปัจจุบันได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

หากสงคราม 12 วันต่ออิหร่านคือบทสรุปของเส้นทางการเผชิญหน้า ทั้งทางตรงและทางอ้อม ระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งเริ่มต้นมากว่าสี่ทศวรรษแล้ว การยกระดับแรงกดดันจากโลกตะวันตกต่ออิหร่านในวันนี้ กลับมีลักษณะของ “การเริ่มต้นใหม่” แต่เป็นเรื่องราวอีกบทหนึ่ง คือ เรื่องราวของการครอบงำเอเชียโดยสหรัฐอเมริกา

อิหร่านคือหนึ่งในทางออกทางบกสุดท้ายของเอเชียสู่โลก หากรัฐใดในเอเชียต้องการท้าทายการครอบงำของสหรัฐฯ ในอนาคต และอิหร่านยังเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักด้านพลังงาน ร่วมกับเวเนซุเอลา รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย ที่เครื่องจักรอุตสาหกรรมของจีนพึ่งพาอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ อิหร่านจึงกลายเป็นหัวใจของนโยบายสหรัฐฯ ในปัจจุบัน การโจมตีอิหร่านจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระดับภูมิภาค หากแต่เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของวอชิงตัน เพื่อรักษาบัลลังก์ของสหรัฐอเมริกาในฐานะ “เจ้าแห่งโลก” เอาไว้ให้ได้นานที่สุด

ความทรงจำที่ชาวอิหร่านหลีกเลี่ยง

ในกรุงเตหะราน มีถนนสายหนึ่งชื่อ “เนอฟเลอ-เลอ-ชาโต” (Neauphle-le-Château) ตั้งชื่อตามย่านที่ อิมาม โคมัยนี เคยพำนักระหว่างลี้ภัยในฝรั่งเศส บนถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของสถานทูตรัสเซียและสหราชอาณาจักร

ตรงบันไดของสถานทูตรัสเซีย ซึ่งเดิมคือสถานทูตสหภาพโซเวียต เคยเป็นสถานที่ที่ผู้นำสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ โจเซฟ สตาลิน แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ และวินสตัน เชอร์ชิลล์ มารวมตัวกัน ในการประชุมที่รู้จักกันในชื่อ “ยูรีกา” หรือ “การประชุมเตหะราน” เมื่อปี 1943

ชาวอิหร่านแทบไม่หวนรำลึกถึงความทรงจำนี้ และหากมีใครกล่าวถึง ก็จะพบว่าพวกเขามักพูดถึงอย่างจำกัดถ้อยคำ ผิดไปจากนิสัยที่มักเปิดเผยตรงไปตรงมา “ยูรีกา” คือบาดแผลในบุคลิกภาพเชิงหลงตัวเองของอิหร่าน เพราะที่นั่น ผู้คนได้เห็นผู้นำโลกประชุมกันโดยไม่ขออนุญาต และไม่ให้ชาวอิหร่านมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรชะตากรรมของประเทศ และทำลายความฝันด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของอิหร่าน

เพื่อความเป็นธรรม ต้องกล่าวว่า โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เคยพยายามเข้าไปในสถานทูตโซเวียตเพื่อขอถ่ายภาพร่วมกับผู้นำที่กำลังประชุมอยู่ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่ออกมา

ผมมักกล่าวเสมอว่า ในสงครามมีช่วงเวลาแห่งการเปิดโปงอย่างถึงที่สุด และสงครามคือเครื่องมือที่เผยความจริง สงครามโลกครั้งที่สองในตัวมันเอง ได้เปิดเผยทัศนะที่ระบบระหว่างประเทศมีต่อภูมิภาคของเราอย่างชัดเจน

การแข่งขันระหว่างรัสเซียกับสหราชอาณาจักรในด้านหนึ่ง และเยอรมนีในอีกด้านหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกลางกรุงเตหะราน ไม่ได้แยกขาดจากสมรภูมิสตาลินกราด สำหรับเยอรมนี ชัยชนะที่สตาลินกราด หากเกิดขึ้นจริง จะหมายถึงการเปลี่ยนท่าทีของทั้งเตหะรานและอังการา ซึ่งในเวลานั้นยึดจุดยืนเป็นกลาง และจะนำไปสู่การขับไล่อังกฤษออกจากแหล่งน้ำมันในอาบาดานและบัสรา

ขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มองเตหะรานผ่านเลนส์ของ “ทางผ่านเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงที่สหรัฐฯ ใช้ส่งความช่วยเหลือทางทหารถึงหนึ่งในสามให้แก่โซเวียตในช่วงสงคราม

กล่าวโดยสรุป สงครามโลกครั้งที่สองได้ฉายภาพตำแหน่งและบทบาทของอิหร่านในระบบระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อิหร่านคือจุดตัดของคอเคซัสและอ่าวเปอร์เซีย และนั่นคือพรมแดนที่แท้จริง รวมถึงขอบเขตเชิงยุทธศาสตร์ตามธรรมชาติของอิหร่าน

ผมเคยตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับชาวอิหร่านเกี่ยวกับการประชุมเตหะรานครั้งนั้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเศร้าอันเงียบงัน ไม่มีคำอธิบายใดมากไปกว่านั้น

ในความเป็นจริง ช่วงเวลาระหว่างปี 1941 ซึ่งเป็นปีแห่งการยึดครองอิหร่านโดยกองทัพโซเวียตและอังกฤษ กับปี 1953 ซึ่งสหรัฐฯ หนุนหลังการโค่นล้ม โมฮัมหมัด มอสซาเดก ได้กลายเป็นแกนกลางของความเป็นปฏิปักษ์ของชนชั้นกลางในเตหะรานต่อโลกตะวันตกและอำนาจต่างชาติ

ช่วงเวลาเหล่านี้เองที่ก่อรูปสำนึกแห่งความเป็นศัตรูกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา และในระดับที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือความไม่ไว้วางใจต่อสหภาพโซเวียตซึ่งถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ ช่วงเวลาประวัติศาสตร์เดียวกันนี้ ยังเป็นต้นธารของการลุกฮือเดือนคอร์ดาด ปี 1963 และการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1979

ระหว่างศรัทธา ถนน และ “ยุคกระสุน”

ระหว่างการเยี่ยมชมมัสยิดหลายแห่งในกรุงเตหะราน ซึ่งถูกเผาทำลายในคืนวันที่ 8 ม.ค. 69 คืนที่รุนแรงที่สุดที่เตหะรานเผชิญในวิกฤตปัจจุบัน สิ่งที่ดึงความสนใจของผมมากที่สุด หลังจากรูปแบบสถาปัตยกรรมแล้ว คือภาพของผู้สูงวัยจำนวนมากที่ตะโกนคำขวัญ “ความตายจงมีแด่อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล” หลังเสร็จสิ้นการละหมาดทุกครั้ง

วัฒนธรรมเช่นนี้แทบไม่เกี่ยวข้องกับรัฐโดยตรง เพราะทันทีที่ก้าวออกจากมัสยิด พื้นที่สาธารณะก็เปิดออกสู่โลกอีกใบหนึ่งโดยสิ้นเชิง เตหะรานกำลังเผชิญ “ช่องว่างระหว่างรุ่น” อย่างชัดเจน และอิหร่านในวันนี้ไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายทางการเมือง หากแต่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงอย่างลึกซึ้ง

เหตุจลาจลที่ปะทุขึ้นตามท้องถนนในกรุงเตหะรานตลอดเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาโกรธแค้นฉับพลัน หากแต่ส่งสัญญาณถึงสิ่งที่อันตรายกว่านั้น นั่นคือการแตกแยกในแนวดิ่งของสังคม ซึ่งยิ่งทำให้การรับมือของอำนาจรัฐซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น

คำถามหนึ่งที่ผมตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับผู้คนที่พบเจอคือ อิหร่านกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ปีแห่งกระสุน” หรือไม่

“ปีแห่งกระสุน” เป็นแนวคิดทางการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นหลังเหตุการณ์ปี 1965 ในอินโดนีเซีย เมื่อกลุ่มสังหารที่ภักดีต่อ ซูฮาร์โต และสหรัฐอเมริกา เริ่มสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนจำนวนมาก แนวคิดเดียวกันนี้ได้ปรากฏอีกครั้งในอิตาลีช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เมื่อสหรัฐฯ สนับสนุนสมาชิกขบวนการฟาสซิสต์ “กลาดิโอ” เพื่อสังหารฝ่ายคอมมิวนิสต์

แนวคิดนี้ยังเป็นที่รู้จักในตุรกีช่วงกลางทศวรรษ 1970 เมื่อสหรัฐฯ สนับสนุนเครือข่ายเออร์เกเนกอน และกลุ่มหมาป่าสีเทา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารภายในกองทัพที่อาจมีแนวโน้มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์

แล้วเตหะรานได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาเช่นนั้นแล้วจริงหรือไม่

ไม่มีใครในท้องถนนของเตหะรานสามารถให้คำตอบที่เด็ดขาดได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในตรอกซอกซอยของเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจผลักดันการวิเคราะห์ไปในทิศทางนี้ได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดเพียงพอจะสรุปว่า อิหร่านได้ก้าวข้ามเส้นนั้นไปแล้วอย่างแท้จริง

สิ่งที่ชัดเจนมีเพียงอย่างเดียว คือ เตหะรานกำลังยืนอยู่บนรอยต่อทางประวัติศาสตร์ ที่ซึ่งคำตอบยังไม่ปรากฏ แต่สัญญาณเตือนกลับดังชัดขึ้นทุกวัน

กลับไปที่จุดเริ่มต้น

ผมขอกลับไปยังขนบธรรมเนียมของอิหร่าน ที่ดูแปลกแยกจากโลกอาหรับของเรา อีกครั้ง

ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อน ผมกลับไปเยือนฮุซัยนียะห์ที่ อาลี คาเมเนอี กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด หลายสิ่งหลายอย่างในเตหะรานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ครั้งนี้ เขาปรากฏตัวเพียงลำพัง ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ไม่มีเสาหลักของรัฐคนใดอยู่เคียงข้างเขา

เขายืนขึ้น ยกมือทักทายผู้เข้าร่วม ในฮซัยนียะห์วันนั้น มีเพียงผู้คนธรรมดา และกำลังพลบางส่วนของกองกำลังบาซีจ กองกำลังระดมพลเชิงปฏิวัติ ผู้เข้าร่วมต่างตะโกนเต็มเสียงว่า “เราจะไม่ปล่อยให้อาลีอยู่เพียงลำพัง”

ผมมองไปยังผู้คนตรงหน้า หลายคนในนั้นเป็นผู้บาดเจ็บ และมือหลายคู่ที่โบกให้คาเมเนอีมีคราบเลือดติดอยู่ ผมไม่เข้าใจสาระทั้งหมดของสุนทรพจน์ เนื่องจากไม่รู้ภาษาเปอร์เซีย แต่ผมได้ยินถ้อยคำเดิม ๆ ที่ประกาศความเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกาและลัทธิไซออนิสม์

ระหว่างทางกลับ ผมหันไปถามเพื่อนชาวอิหร่านที่เดินทางมาด้วยกันว่า แท้จริงแล้ว สิ่งใดกำลังเกิดขึ้นในเตหะราน

เขาตอบผมว่า “ถ้าเราประพฤติตัวเหมือนเป็นการปฏิวัติมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา… การปฏิวัติก็ยิ่งใหญ่เพียงใด รัฐก็ยิ่งเล็กลงเท่านั้น”


ผู้เขียน บัชชาร์ อัลลุกกีส
เผยแพร่ครั้งแรก พฤหัสบดี ที่ 22 ม.ค. 69 ในอัลอัคบาร์
เดอะพับลิกโพสต์แปล/เรียบเรียง

** ความคิดเห็นและการวิเคราะห์ในบทความนี้เป็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับจุดยืนหรือมุมมองของเดอะพับลิกโพสต์เสมอไป

เรื่องล่าสุด