วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

ความจริงที่ไม่ค่อยถูกพูด อิหร่านพังเพราะระบอบ หรือเพราะไม่เคยถูกปล่อยให้ยืนได้

-

ในช่วงปลายธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 อิหร่านเผชิญการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี จุดเริ่มต้นมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ ราคาสินค้าและอาหารพุ่งสูง ค่าเงินริยาลอ่อนค่าหนัก กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างกว้างขวาง การชุมนุมลุกลามจากกรุงเตหะรานไปยังหลายจังหวัด ก่อนจะพัฒนาไปสู่การเรียกร้องเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมือง

ภาพการประท้วงเหล่านี้ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนค่อย ๆ หล่อหลอมกรอบอธิบายเดิมให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีคำอธิบายหนึ่งถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อพูดถึงอิหร่าน นั่นคือ ประเทศนี้ล้มเหลวทางเศรษฐกิจเพราะ “ระบอบอยาตุลเลาะห์” เพราะระบอบมุลลาห์ เพราะรัฐศาสนา เพราะผู้นำสูงสุด และเพราะโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คำอธิบายนี้ถูกพูดจนกลายเป็นสามัญสำนึก และแทบไม่ถูกตั้งคำถาม

แต่หากเหตุผลนั้นถูกต้องจริง คำถามง่ายๆ คือ เหตุใดในช่วงเวลาสั้นๆ ที่อิหร่านไม่ถูกบีบคั้นจากภายนอก เศรษฐกิจของประเทศนี้จึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับปลดโซ่ตรวนออกจากข้อเท้า

คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ และไม่ใช่การปกป้องอิหร่าน หากแต่เป็นการชวนมองข้อเท็จจริงที่ไม่ค่อยถูกพูด ซึ่งอาจทำให้คำอธิบายเดิมๆ เกี่ยวกับอิหร่านไม่มั่นคงอย่างที่หลายคนเคยเชื่อ

เมื่อมองไปที่ข้อเท็จจริงเหล่านั้น จะพบว่ามีข้อมูลชุดหนึ่งซึ่งมักถูกมองข้ามในกระแสหลัก หรือถูกพูดถึงเพียงผิวเผิน ทั้งที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ และตั้งคำถามต่อคำอธิบายจำนวนมากที่ถูกใช้โจมตีอิหร่านมาอย่างยาวนาน

ข้อเท็จจริงนั้นคือ “ทันทีที่อิหร่านลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ หรือ JCPOA เศรษฐกิจของประเทศนี้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ”

ประสบการณ์ของอิหร่านหลังการลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2558 ชี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า เงื่อนไขจากภายนอกมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศนี้มากเพียงใด หลังการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรภายใต้ JCPOA เศรษฐกิจอิหร่านขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2559 มีรายงานว่า GDP เติบโตในระดับประมาณ 12–13% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และไม่ใช่สิ่งที่ประเทศใดก็สามารถทำได้ง่าย ๆ

แรงขับหลักของการเติบโตดังกล่าวมาจากการส่งออกน้ำมันที่กลับคืนสู่ตลาดโลก พร้อมกับการฟื้นตัวของรายได้รัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการฟื้นตัวในภาคส่วนอื่น

การฟื้นตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีเดียว เศรษฐกิจอิหร่านยังคงเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงปีถัดมา ก่อนจะพลิกกลับอย่างรวดเร็วเมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงในปี 2561 และนำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้อีกครั้ง เศรษฐกิจจึงหดตัวในช่วงปี 2561–2562 และเข้าสู่ภาวะผันผวนยืดเยื้อ สะท้อนความเปราะบางของการฟื้นตัวที่ผูกติดกับเสถียรภาพของเงื่อนไขจากภายนอก

หากมองในภาพรวมระยะยาว นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญการเติบโตที่ผันผวนและต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางส่วนเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ทศวรรษที่สูญหาย” เนื่องจากอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำมาก อันเป็นผลจากการคว่ำบาตรซ้ำซ้อน การไหลออกของเงินทุน และบรรยากาศการลงทุนที่ถูกกดทับ

แม้ในช่วงหลังจะมีการฟื้นตัวเป็นระยะ แต่แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและความตึงเครียดทางการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของอิหร่านถูกประเมินว่าเติบโตในระดับต่ำมาก บางการประเมินชี้ว่าอัตราการเติบโตอาจอยู่ใกล้ศูนย์ ภาพรวมนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพภายในของประเทศเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของเงื่อนไขจากภายนอกเป็นสำคัญ

ผลของการฟื้นตัวหลัง JCPOA ไม่ได้สะท้อนอยู่แค่ในตัวเลขมหภาค แต่ปรากฏให้เห็นในระดับสังคมด้วย ในช่วงเวลานั้น แม้กระทั่งแหล่งท่องเที่ยวของไทยอย่างพัทยา ก็มีนักท่องเที่ยวอิหร่านเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่บริเวณหน้าหาดเซ็นทรัลไปจนถึงวอล์กกิ้งสตรีตที่เต็มไปด้วยชาวอิหร่าน

ภาพเหล่านี้อาจไม่ใช่หลักฐานเชิงสถิติของเศรษฐกิจทั้งประเทศ และไม่อาจแทนชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มได้ แต่เป็นสัญญาณหนึ่งของสภาพคล่องและกำลังซื้อที่กลับมาในบางส่วนของสังคมอิหร่าน

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตั้งคำถามโดยตรงต่อวาทกรรมที่ถูกใช้มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะจากนักวิเคราะห์บางกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับอิหร่าน ซึ่งมักชี้ว่า “ระบอบอยาตุลเลาะห์” หรือ “ระบอบมุลลาห์” เป็นต้นเหตุหลักของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ข้อมูลหลัง JCPOA ทำให้คำอธิบายนี้ยืนได้ยากขึ้น เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ระบอบการปกครองไม่ได้เปลี่ยน โครงสร้างรัฐไม่ได้เปลี่ยน และผู้นำสูงสุดก็ยังเป็นคนเดิม สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือเงื่อนไขจากภายนอก

และทันทีที่แรงบีบจากภายนอกถูกคลาย เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวอย่างชัดเจน นี่ไม่ได้หมายความว่าระบบบริหารของอิหร่านไร้ปัญหา หากแต่บ่งชี้ว่า “การคว่ำบาตรคือคอขวดหลักที่ฉุดรั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด”

แน่นอนว่าอิหร่านมีปัญหาภายในจริง ทั้งเรื่องการบริหารจัดการและคอร์รัปชัน แต่การยกปัจจัยเหล่านี้ขึ้นมาเป็นสาเหตุหลักของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ คือการมองข้ามบริบทเชิงโครงสร้างที่กดทับประเทศนี้มาอย่างยาวนาน

เมื่อรัฐถูกตัดออกจากระบบการเงินโลก ถูกจำกัดการค้าถูกกฎหมาย และถูกบีบให้ต้องดำรงอยู่ในเศรษฐกิจสีเทา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการขยายตัวของช่องทางใต้ดิน การบิดเบือนกลไกตลาด และการทุจริตที่ยิ่งฝังรากลึก ซึ่งควรถูกมองว่าเป็นผลข้างเคียงของการคว่ำบาตร มากกว่าจะเป็นต้นตอของปัญหา

เมื่อมองลึกลงไปอีกชั้น การฟื้นตัวของอิหร่านในช่วง JCPOA ไม่ใช่เรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับได้โดยง่าย สำหรับฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับเตหะราน อิหร่านที่กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก มีรายได้จากพลังงาน และมีเสถียรภาพทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จของการทูต หากแต่หมายถึงการเพิ่มอำนาจต่อรองของรัฐที่พวกเขาต้องการควบคุม

การล้มข้อตกลงจึงไม่อาจมองได้เพียงในฐานะความล้มเหลวของเอกสารหนึ่งฉบับ แต่เป็นความพยายามยับยั้งไม่ให้อิหร่านก้าวกลับไปสู่สถานะ “รัฐปกติ” ที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และไม่ต้องพึ่งพาความกรุณาจากภายนอก เพราะในโลกการเมืองระหว่างประเทศ รัฐที่มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงพื้นที่ในการกดดันที่ลดลง

ในบริบทนี้ มาตรการคว่ำบาตรจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการจำกัดทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และควบคุมไม่ให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจในระดับโครงสร้าง

ขณะเดียวกัน ในสายตาของวอชิงตัน อิหร่านไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาระดับตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในภาพการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ อิหร่านตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมยูเรเซียตอนกลางกับตะวันออกกลาง เป็นเส้นทางพลังงานที่จีนพยายามรักษาไว้ และเป็นพื้นที่กันชนทางตอนใต้ของรัสเซีย

และนี่เองคือเหตุผลที่การคว่ำบาตรอิหร่านไม่อาจถูกมองแยกขาดจากภูมิรัฐศาสตร์ เพราะการจัดการกับอิหร่านในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงรัฐหนึ่งรัฐใด หากแต่พาดผ่านโครงสร้างอำนาจของยูเรเซียทั้งผืน

ในบริบทนี้ การทำให้อิหร่านอ่อนแอหรือไม่มั่นคง จึงมีความหมายมากกว่าการกดดันประเทศหนึ่งประเทศใด แต่เป็นการสั่นคลอนเครือข่ายอำนาจที่กำลังท้าทายอำนาจนำของวอชิงตัน

หากสาธารณรัฐอิสลามถูกทำให้สั่นคลอนอย่างรุนแรง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ภายในพรมแดนของอิหร่าน แต่มันจะกระเพื่อมไปสู่แกนกลางของยูเรเซีย สร้างความปั่นป่วนด้านความมั่นคง เส้นทางพลังงาน และดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย หรือแม้แต่ตุรกี จึงไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ

แต่เมื่อแรงกดดันเหล่านี้ถูกใช้ควบคู่กับการทูต และความไม่ไว้วางใจสะสมมาอย่างยาวนาน ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าก็เพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะฝ่ายใดต้องการสงคราม หากแต่เพราะพื้นที่สำหรับทางออกค่อย ๆ แคบลง

เมื่อมองย้อนกลับไป บทเรียนจากอิหร่านจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ระบอบใดควรหรือไม่ควรปกครองประเทศนี้ หากแต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ทุกครั้งที่โซ่ตรวนจากภายนอกถูกคลาย อิหร่านแสดงให้เห็นศักยภาพในการฟื้นตัว และทุกครั้งที่โซ่ตรวนถูกกระชับ ประเทศนี้ก็ถูกผลักกลับสู่ภาวะเปราะบางอีกครั้ง.

เรื่องล่าสุด