ในขณะที่บรรดาผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองและนักวิเคราะห์ชั้นนำทั่วโลกกำลังถกเถียงกันว่า การที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงกิจการระหว่างประเทศมากขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่อโลกใบนี้ พวกเราชาวอิรักรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว
เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 อิรักประกาศการถอนกำลังของกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐออกจากพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางอิรักทั้งหมด
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยพาดหัวข่าวคาดเดาว่า วอชิงตันจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหรือไม่ หรือแม้แต่ความพยายามยึดครองกรีนแลนด์ ข่าวนี้ของอิรักอาจผ่านไปโดยแทบไม่ได้รับความสนใจเลย
แต่สำหรับประชาชนชาวอิรัก การประกาศนี้คือสัญญาณของการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ ภาระอันหนักอึ้งที่ถ่วงทับชีวิตชาวอิรักกว่า 40 ล้านคนมานานมากกว่า 20 ปี ได้ถูกปลดเปลื้องออกไปเสียที
ผมยังจำรุ่งสางของวันที่ 20 มีนาคม 2003 ได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ขณะนั้นผมเป็นผู้สื่อข่าวหนุ่มของสำนักข่าวซินหัว นั่งอยู่ในสำนักงานที่แบกแดดด้วยความกระวนกระวาย โทรศัพท์ดาวเทียมอยู่ในมือ ตั้งใจเงี่ยหูฟังทุกเสียงและจับตาทุกความเคลื่อนไหวจากนอกหน้าต่าง
บรรยากาศตึงเครียดอย่างยิ่ง ผมและเพื่อนร่วมงานต่างสรุปตรงกันว่า หลังจากคำขู่และคำเตือนนับไม่ถ้วน สหรัฐอเมริกากำลังจะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิรักในอีกไม่ช้า
เวลา 05.33 น. เสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้อง ผมตะโกนใส่โทรศัพท์ดาวเทียมด้วยเสียงสั่นเครือว่า “การรุกรานอิรักของสหรัฐเริ่มต้นขึ้นแล้ว” และแทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง สำนักข่าวซินหัวก็ได้รายงานข่าวด่วนเป็นสำนักแรกของโลกเกี่ยวกับการรุกรานอิรักของสหรัฐ
ภายในไม่กี่นาที ขีปนาวุธก็ถาโถมลงมา เสียงระเบิดดึงกึกก้องสะท้อนไปทั่วเมือง การระเบิดฉีกสว่างท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ แสงสีแดงฉาบทาบไปทั่วลำน้ำไทกริส
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของผม “มูซา จาฟาร์” อาศัยอยู่ไม่ไกลจากที่พำนักของ “ซัดดัม ฮุสเซน” ผู้นำในขณะนั้น เมื่อการยิงถล่มเริ่มขึ้น ระเบิดลูกหนึ่งตกใกล้บ้านของจาฟาร์จนทำลายห้องครัวของเขาเสียราบคาบ
ขณะที่ชีวิตของพวกเราถูกฉีกกระชากด้วยความโหดร้ายของสงคราม ส่วนหนึ่งในใจของผม เช่นเดียวกับชาวอิรักจำนวนมาก ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่กับความหวังริบหรี่ และแทบจะไร้เดียงสา ว่าภายใต้การแทรกแซงของสหรัฐ เราอาจหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความยากจนที่เกิดจากการคว่ำบาตรมายาวนานหลายปี และก้าวเข้าสู่รุ่งอรุณใหม่แห่งเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความมั่งคั่ง ดังที่สหรัฐประกาศโฆษณาไว้ก่อนจะปลดปล่อยจักรกลแห่งสงคราม
แต่ปีเดือนที่ตามมากลับไม่ได้นำมาซึ่งรุ่งอรุณใหม่ หากเป็นค่ำคืนอันยาวนานและมืดมน ที่ทอถักขึ้นจากคำสัญญาที่แตกสลาย
ชาวอิรักหลายแสนคน เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นพลเรือน ต้องสูญเสียชีวิตในช่วงการแทรกแซงของสหรัฐ ซัดดัมถูกแขวนคอ แต่ชีวิตของพวกเรากลับดำดิ่งลงสู่เหวที่ลึกยิ่งกว่าเดิม แทนที่จะได้เห็นเสถียรภาพและความมั่งคั่งตามคำสัญญา เรากลับถูกพัดพาเข้าสู่วังวนของความรุนแรงทางนิกายและความโกลาหล ที่ฉีกทลายรากฐานของสังคมเรา
ในกรุงแบกแดด ความตายและภัยคุกคามจากการก่อการร้ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รถกระบะที่บรรทุกมันฝรั่งอาจกลายเป็นพาหนะสังหารได้ทุกเมื่อ เมื่อมีใครบางคนซ่อนตัวอยู่ภายในและกราดยิงปืนกลใส่ฝูงชนอย่างไม่เลือกหน้า
เช้าวันหนึ่ง มือระเบิดฆ่าตัวตายจุดชนวนรถของเขาห่างจากจุดที่ผมยืนอยู่บนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าไปสำนักงานของผมไม่ถึง 100 เมตร ผมยืนมองด้วยความสยดสยอง ขณะที่เปลวไฟกลืนกินรถยนต์ที่อยู่ใกล้เคียง ร่างผู้คนกระจัดกระจายเกลื่อนถนน และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว
“ความโกลาหลที่เกิดจากการรุกราน ไม่ได้เพียงก่อให้เกิดความรุนแรงและการก่อการร้ายเท่านั้น แต่มันทำให้สิ่งเหล่านี้ไร้พรมแดนและไม่รู้จบ” ฮาชิม อัลชัมมาอ์ นักข่าวอาวุโส กล่าวกับผม
ความตายและเสียงระเบิดได้ทำลายความหวังที่เรามีต่ออเมริกา และปลุกเราจากความหลงผิดที่ว่า คนนอกจะสามารถช่วยทำให้ความฝันเรื่องความก้าวหน้าและสันติภาพของเราเป็นจริงได้
ชาวอิรักจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงตัวผมเอง ค่อยๆ ยอมรับความจริงอันโหดร้ายที่ว่า เสรีภาพและประชาธิปไตยที่สหรัฐสัญญาไว้เป็นเพียงฉากหน้าที่ใช้บังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของตนเองเท่านั้น เมื่อวอชิงตันทิ้งระเบิดทำลายรากฐานชีวิตของเราจนพังพินาศ การยึดติดกับเทพนิยายแบบอเมริกันก็ไม่ต่างอะไรจากการหลอกตัวเอง
แต่ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเรียนรู้บทเรียนนี้กลับสูงลิบลิ่ว ทุกวันนี้ แม้กองกำลังสหรัฐจะถอนตัวออกไปแล้ว อิรักก็ยังไม่อาจเยียวยาบาดแผลจากการรุกรานได้อย่างแท้จริง
ผู้ที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักในสงครามยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความโศกเศร้า กลุ่มก่อการร้ายที่หยั่งรากขึ้นหลังการรุกรานยังคงคุกคามความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเรา เด็กๆ ที่เกิดขึ้นมานานหลังสงครามยังต้องทนทุกข์จากโรคภัยที่เกิดจากการปนเปื้อนระยะยาวของอาวุธยูเรเนียมด้อยสมรรถนะและกระสุนฟอสฟอรัสขาว
วันนี้ เมื่อกองกำลังสหรัฐชุดสุดท้ายได้ออกจากพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอิรักแล้ว ฝันร้ายนี้ได้สิ้นสุดลงจริงหรือไม่ อาจจะยังไม่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลาอันใกล้ แต่เหตุการณ์นี้ได้มอบสิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้กันให้กับพวกเรา นั่นคือ “แสงแห่งความเป็นไปได้” ความเป็นไปได้ในการทวงคืนชะตากรรมของตนเอง สร้างประเทศขึ้นใหม่ด้วยมือของเราเอง และการทำให้ความฝันเรื่องความมั่งคั่งเป็นจริงในแบบของอิรักเอง
เช้าวันที่ทหารสหรัฐถอนกำลังออกไป ผมเดินไปยังสะพานอัล-ซะรอฟิยะฮ์ หลังจากส่งรายงานข่าวเกี่ยวกับการถอนทหารเสร็จสิ้น ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2003 จนถึงวันที่ 18 มกราคม 2026 มันให้ความรู้สึกราวกับว่าผมเองก็ได้ปฏิบัติภารกิจที่ยาวนานต่อเนื่องถึง 23 ปีเช่นกัน
สายลมพัดเบาๆ ขึ้นมา และชั่วขณะหนึ่ง ผมรู้สึกถึงความผ่อนคลายที่ไม่เคยสัมผัสมานาน ใต้สะพานนั้น แม่น้ำไทกริสไหลเอื่อยอย่างมั่นคงและไม่เร่งรีบ สายน้ำรำพึงราวกับกำลังบอกเล่าความจริงอมตะที่แม่น้ำสายนี้เป็นพยานมานานนับศตวรรษแล้วว่า คนนอกอาจเข้ามาและจากไป แต่มีเพียงลูกหลานของผืนแผ่นดินนี้เท่านั้นที่จะทำให้มันรุ่งเรืองได้