ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางในปัจจุบันว่า “สหรัฐจะโจมตีอิหร่าน” หรือไม่ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของอิหร่านกลับมาอยู่ในข่าวอีกครั้ง ผู้คนจำนวนมากหันมามองประเทศนี้ใหม่ ทั้งในฐานะคู่ขัดแย้งสำคัญของสหรัฐ และในฐานะรัฐที่ถือกำเนิดจากการปฏิวัติ ซึ่งยังคงยืนหยัดท้าทายระเบียบโลกเดิมมาจนถึงวันนี้
ทั้งข้อมูลเก่าและข้อมูลใหม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่ออธิบายว่า อิหร่านคือประเทศแบบใด และเหตุใดจึงไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากภายนอก
หนึ่งในภาพที่ถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้ง คือภาพของชายคนหนึ่งในทะเลทราย ระหว่างพรมแดนอิรักกับคูเวต ภาพที่ดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจ “จิตวิญญาณของรัฐอิหร่านหลังการปฏิวัติ”
ภาพนั้นคือ “อยาตุลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคมัยนี”
ในช่วงเวลาที่ภาพถูกบันทึก โคมัยนีถูกขับออกจากอิรัก รัฐบาลพรรคบาธไม่ต้องการแบกรับแรงกดดันจากชาห์อิหร่าน ขณะเดียวกัน คูเวตก็ปิดพรมแดนไม่ให้เขาเข้า ประเทศหนึ่งผลักออก อีกประเทศหนึ่งปฏิเสธการรับเข้า
ในภาพ โคมัยนีนั่งทำวุฎูอ์ หรืออาบน้ำละหมาด อยู่ริมทะเลทราย ไม่มีบ้าน ไม่มีรัฐ และไม่มีอำนาจใดคุ้มครอง ด้านหลังคือพรมแดนคูเวตที่ปิดตาย ด้านหน้าคือผืนทรายของอิรักที่ไม่เปิดทาง ข้างกายคือบุตรชายของเขา ซัยยิด อะหมัด โคมัยนี ไม่มีขบวน ไม่มีผู้ติดตาม และไม่มีสัญลักษณ์ของอำนาจใดๆ ปรากฏอยู่ในภาพ
มีรายงานว่า ในห้วงเวลานั้น โคมัยนีกล่าวไว้ว่า “แม้ต้องเร่ร่อนจากพรมแดนหนึ่งไปอีกพรมแดนหนึ่งตลอดชีวิต ฉันก็จะไม่ถอยจากเป้าหมายแม้เพียงหนึ่งนิ้ว”
หากมองเพียงผิวเผิน นี่อาจเป็นภาพของคนที่แพ้แล้ว
แต่ในความเป็นจริง ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงศรัทธาทางศาสนา หากยังสะท้อน “การเลือกทางการเมือง” อย่างชัดเจน โคมัยนีปฏิเสธการพึ่งพามหาอำนาจ และปฏิเสธการขอที่พึ่งจากรัฐใด แม้ต้องเผชิญกับการไร้แผ่นดินยืน
จากจุดที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไรเหลือ” นี่เอง เส้นทางการเมืองของอิหร่านกลับเริ่มชัดเจนขึ้น
รูฮุลเลาะห์ โคมัยนี เดินทางกลับอิหร่านเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ตรงกับ 12 บะห์มัน 1357 ตามปฏิทินสุริยคติอิหร่าน เป็นการกลับประเทศหลังลี้ภัยยาวนานเกือบ 15 ปี
เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมห์ราบาด กรุงเตหะราน มีประชาชนออกมาต้อนรับนับล้านคน
การกลับมาครั้งนั้นนำไปสู่ชัยชนะของการปฏิวัติในวันที่ 22 บะห์มัน (11 กุมภาพันธ์ 1979) ระบอบชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ล่มสลายอย่างเป็นทางการ กองทัพประกาศเป็นกลาง และฝ่ายปฏิวัติยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ
ช่วงเวลา 12–22 บะห์มัน จึงถูกเรียกว่า “10 วันฟัจญ์ร” หรือ 10 วันอรุณรุ่ง และกลายเป็นรากฐานของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมาจนถึงปัจจุบัน
าร์ฮัด อิบรากิมอฟ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย RUDN และอาจารย์รับเชิญของสถาบันสังคมศาสตร์แห่งสถาบันประธานาธิบดีรัสเซียด้านเศรษฐกิจและการบริหารรัฐกิจ เขียนไว้ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่ผ่านอาร์ที เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 ว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไม่ใช่เพียงวันทางประวัติศาสตร์ แต่เป็น “สัญลักษณ์ทางอุดมการณ์” ของรัฐอิหร่าน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเลือกโจมตีอิหร่านในวันดังกล่าวหรือใกล้เคียง
โดยเขาระบุว่า “การโจมตีอิหร่านในช่วงเวลานี้ จะไม่ใช่เพียงปฏิบัติการทางทหาร แต่จะมีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง อาจถูกตีความว่าเป็นความพยายามทำลายรากฐานความชอบธรรมของระบอบอิสลาม และในเวลาเดียวกัน ยังอาจถูกมองว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้แนวคิดฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยแสดงการสนับสนุนผู้ประท้วงที่ใช้สัญลักษณ์ของระบอบชาห์”
เมื่อภาพในวันนั้นถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ จึงเป็นการย้ำเตือนว่า อิหร่านไม่ได้ก่อรูปจากการประนีประนอมกับอำนาจภายนอก หากแต่จากการยืนหยัดด้วยตนเอง
ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ในช่วงเวลานี้ ควรถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง
https://www.islamtimes.com
https://www.isna.ir
https://www.rt.com