ในช่วงที่แรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของถ้อยคำแข็งกร้าว มาตรการคว่ำบาตร และการส่งสัญญาณทางทหาร บรรยากาศโดยรวมเอื้อให้การคุกคามผู้นำฝ่ายตรงข้ามถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยมากขึ้น ความไม่แน่นอนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันทางการเมืองโดยปริยาย
ภายใต้บริบทเช่นนี้ สื่ออิสราเอลและสื่อตะวันตกบางแห่งพยายามขยายเรื่องเล่าไปอีกขั้น ด้วยการอ้างว่า “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่าน หลบซ่อนอยู่ในบังเกอร์ลึกใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกโจมตีหรือ “ถูกหมายหัว”
ข่าวลือเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมาจากวอชิงตันโดยตรง แต่มักเติบโตได้ดีในสภาวะที่ความตึงเครียดสูง และข้อมูลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง รายงานดังกล่าวไม่เคยได้รับการยืนยันจากทางการอิหร่าน แต่ถูกนำเสนอซ้ำในทิศทางเดียวกัน
เรื่องเล่าแบบนี้ไม่ได้มุ่งตอบคำถามว่าใครอยู่ที่ไหน หากแต่มุ่งสร้างภาพว่า ศูนย์อำนาจของรัฐอิสลามกำลังถดถอย และผู้นำอยู่ในโหมดตั้งรับ การลดทอนภาพผู้นำให้กลายเป็นฝ่ายหวาดหวั่น คือหัวใจของวาทกรรมลักษณะนี้
แต่แล้ว ภาพจากสุสานอิหม่ามโคมัยนีก็ทำหน้าที่ตั้งคำถามกับเรื่องเล่านั้น โดยไม่ต้องมีคำชี้แจงหรือแถลงการณ์ใด ๆ
เช้าวันเสาร์ (31 ม.ค. 69) คาเมเนอีปรากฏตัวต่อสาธารณะ ณ สุสานของอิหม่าม โคมัยนี เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ก่อนการเริ่มต้นช่วง “10 วันอรุณรุ่ง” หรือ “เดะเฮ-ฟัจญ์ร”
ความหมายของภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่การตอบโต้ข่าวลือโดยตรง แต่อยู่ที่ “สถานที่” และ “เวลา” ที่ถูกเลือก
สุสานอิหม่ามโคมัยนีคือพื้นที่เชิงอุดมการณ์ของรัฐอิสลาม เป็นจุดที่รัฐอิหร่านเชื่อมโยงอำนาจปัจจุบันเข้ากับการปฏิวัติปี 1979 และกับแนวคิดพื้นฐานที่ว่า อำนาจทางการเมืองต้องตั้งอยู่บน “อุดมการณ์การปฏิวัติ” ไม่ใช่บนการยอมรับจากภายนอก
การไปยืน ณ จุดกำเนิดของรัฐ ในช่วงเวลาที่แรงกดดันจากภายนอกเพิ่มขึ้น จึงเป็นการย้ำว่า “กรอบความคิดที่รัฐใช้อธิบายตัวเองยังคงเป็นกรอบเดิม” และยังไม่ถูกแทนที่ด้วยตรรกะของความกลัวหรือการถอยหนี
การปรากฏตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเดียว หากแต่เป็นการสื่อสารเชิงอำนาจว่า รัฐอิสลามยังคงอ้างอิงรากฐานเดิม และผู้นำสูงสุดยังคงผูกตัวเองไว้กับจุดกำเนิดของรัฐ ในช่วงเวลาที่แรงกดดันจากภายนอกทวีความรุนแรง
ส่วน “10 วันอรุณรุ่ง” หรือเดะเฮ-ฟัจญ์ร เป็นช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 ถึง 22 เดือนบะห์มัน ตามปฏิทินอิหร่าน เริ่มจากวันที่อิหม่ามโคมัยนีเดินทางกลับประเทศในปี 1979 หลังลี้ภัยยาวนาน และสิ้นสุดด้วยการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ ช่วงเวลา 10 วันนี้จึงถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลาม และเป็นจุดกำเนิดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
ในเชิงการเมือง “10 วันอรุณรุ่ง” เป็นช่วงเวลาที่รัฐนำประวัติศาสตร์การปฏิวัติกลับมาใช้อธิบายความชอบธรรมของอำนาจตนเองอย่างชัดเจนที่สุด ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และการเมืองภายใน
เมื่อผู้นำสูงสุดเลือกปรากฏตัวในช่วงเวลานี้ ภาพดังกล่าวจึงไม่ได้สื่อแค่ว่า “ผู้นำยังอยู่” หากแต่สื่อว่า โครงอุดมการณ์ของรัฐยังคงถูกใช้งาน และยังไม่ถูกลดบทบาทลง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ สุสานอิหม่ามโคมัยนีคือพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ปิด การไปที่นั่นในภาวะตึงเครียด คือการยอมรับการถูกจับตามองโดยตรง ไม่หลบ และไม่ลดบทบาทการปรากฏตัว
การไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้นำในยามวิกฤตเช่นนี้ มักถูกอ่านได้ว่า รัฐยังไม่เห็นความจำเป็นต้องปล่อยให้แรงกดดันจากภายนอกเป็นฝ่ายกำหนดภาพของอำนาจแทน
ดังนั้น ความหมายของการปรากฏตัวครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรม หากแต่อยู่ที่การยืนอยู่บนอุดมการณ์เดิม ในช่วงเวลาที่มีความพยายามจะทำให้รัฐดูเหมือนกำลังหลุดออกจากรากของตัวเอง
บางครั้ง การเมืองไม่ต้องการคำอธิบายยาว เพียงแค่การเลือก “ยืนตรงไหน” และ “ยืนเมื่อไร” ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า รัฐยังคิดอย่างไร และยังยืนอยู่ตรงจุดใด.