การตัดสินใจของผู้นำจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียง 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา ที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่กรุงวอชิงตัน ไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานของอุดมการณ์ร่วม หากแต่สะท้อนการคำนวณเชิงผลประโยชน์ของรัฐแบบรายประเทศ

บทวิเคราะห์ของนิตยสาร The Diplomat โดย เซบาสเตียน สแตรงจิโอ บรรณาธิการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนิตยสาร ชี้ว่า การเลือก “เข้าร่วม” หรือ “ไม่เข้าร่วม” เวทีนี้ เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าแต่ละประเทศตีความแพลตฟอร์มการทูตใหม่ของทรัมป์อย่างไร และโดยกว้างกว่านั้น คือยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐานที่ว่า ระเบียบโลกแบบยึดกติกาหลังสงครามเย็นกำลังเลือนหายไป

เวทีสันติภาพ หรือเวทีท้าทายระบบพหุภาคี

การประชุม Board of Peace ซึ่งจัดขึ้นโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกนำเสนออย่างยิ่งใหญ่ในฐานะเวทีหารือแผนสันติภาพกาซา และการฟื้นฟูพื้นที่ด้วยเงินสนับสนุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม The Diplomat ระบุว่า ทรัมป์เองได้กล่าวว่า โครงการริเริ่มนี้ ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็น “คู่แข่ง” หรือ “ทางเลือก” แทนสหประชาชาติ อาจขยายบทบาทไปไกลกว่ากาซา สู่ประเด็นการทูตระหว่างประเทศด้านอื่นๆ ด้วย

ในบริบทนี้ การตัดสินใจของรัฐอาเซียนจึงไม่ใช่เรื่องสัญลักษณ์ แต่เป็นการเลือกข้างเชิงโครงสร้าง ว่าจะ “ทดลอง” เดินร่วมกับการทูตแบบทรัมป์ หรือ “รักษาระยะห่าง” เพื่อปกป้องระบบพหุภาคีที่ตนพึ่งพามายาวนาน

อินโดนีเซีย: สถานะโลกที่มากกว่าวาระกาซา

The Diplomat วิเคราะห์ว่า แรงจูงใจของอินโดนีเซียมีความซับซ้อนและหลายชั้นมากที่สุดในกลุ่มนี้

ในมิติแรกคือเศรษฐกิจ อินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาภาษีและการค้ากับทำเนียบขาว โดยบทความระบุว่า ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีกำหนดพบทรัมป์เพื่อ “สรุปข้อตกลงภาษีแบบต่างตอบแทน” ที่ลากยาวมาหลายเดือน

การที่ปราโบโวนำรัฐมนตรีด้านพลังงาน ทรัพยากรแร่ เศรษฐกิจ และการลงทุนร่วมคณะไปวอชิงตัน ถูก The Diplomat มองว่าเป็นสัญญาณชัดว่า “แกนเศรษฐกิจ” คือหัวใจของการเยือนครั้งนี้

แต่อีกมิติหนึ่งที่บทวิเคราะห์เน้น คือความทะเยอทะยานทางการทูตของผู้นำอินโดนีเซีย

The Diplomat ระบุว่า การเข้าร่วม Board of Peace เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายของปราโบโวในการ “ยกระดับสถานะทางการทูตระหว่างประเทศของอินโดนีเซีย” ผ่านการมีบทบาทโดยตรงในประเด็นกาซา ไม่ใช่เพียงการแสดงจุดยืนเชิงวาทกรรม

ข้อเสนอส่งทหารอินโดนีเซียสูงสุดถึง 8,000 นาย เข้าร่วมกองกำลังรักษาเสถียรภาพในกาซา ภายใต้แผนที่สหรัฐฯ สนับสนุน ถูก The Diplomat มองว่าเป็น “การเดิมพันทางการเมือง” เพราะอาจกระตุ้นแรงต่อต้านในประเทศที่สังคมสนับสนุนปาเลสไตน์อย่างเข้มข้นและเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอล

การตัดสินใจนี้จึงสะท้อนว่า ปราโบโว “พร้อมรับความเสี่ยงทางการเมืองภายใน” เพื่อแลกกับบทบาทระดับโลกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เวียดนาม: การค้า คือแรงขับหลัก

สำหรับเวียดนาม The Diplomat ชี้ว่า แรงจูงใจแทบไม่คลุมเครือ

บทความระบุว่า ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ โต เลิม เข้าร่วมการประชุม Board of Peace ท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเวียดนามมากกว่าอินโดนีเซียอย่างเห็นได้ชัด

The Diplomat อ้างรายงานของบลูมเบิร์กว่า โต เลิม พยายามใช้โอกาสนี้เพื่อ “เปิดการเจรจาการค้าโดยตรง” กับทรัมป์ เพื่อคลี่คลายทางตันเรื่องภาษี โดยเฉพาะข้อพิพาทว่าด้วยสินค้าจีนที่ถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิผ่านเวียดนาม

แม้สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าจากเวียดนามในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปีก่อน แต่ดุลการค้าของเวียดนามกับสหรัฐฯ ยังพุ่งแตะเกือบ 134,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อฮานอย

สื่อของรัฐเวียดนามอธิบายการเข้าร่วมเวทีนี้ว่า เป็นการตอกย้ำบทบาทของเวียดนามในฐานะ “สมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมโลก” และเป็นโอกาสในการ “เสริมสร้างความสัมพันธ์กับวอชิงตัน”

อย่างไรก็ตาม The Diplomat วิเคราะห์ว่า ถ้อยแถลงเหล่านี้ทำหน้าที่ “ห่อหุ้ม” เป้าหมายหลัก นั่นคือการรักษาเสถียรภาพทางการค้า มากกว่าความมุ่งมั่นเชิงอุดมการณ์ต่อแผนสันติภาพกาซา

กัมพูชา: ใช้ Board of Peace เป็นเวทีความมั่นคง

ในกรณีกัมพูชา The Diplomat มองว่า แรงจูงใจมีลักษณะ “เฉพาะหน้าและเป็นรูปธรรม” มากที่สุด

กัมพูชาซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ แล้ว มีแรงจูงใจจากสองประการ คือ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และการดึงดูดความสนใจจากนานาชาติต่อความขัดแย้งชายแดนที่กำลังดำเนินอยู่กับไทย

บทวิเคราะห์ชี้ว่า นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ต้องการรักษาโมเมนตัมความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หลังจากความสัมพันธ์ที่เคยตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายในช่วงปีที่ผ่านมา

The Diplomat ระบุว่า การที่ทรัมป์มีบทบาทช่วยไกล่เกลี่ยการหยุดยิงในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนมเปญมองเวทีนี้ในเชิงบวก พร้อมทั้งใช้ “การยกยอเชิงการทูต” ต่อผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ช่วยให้กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นรัฐบริวารของจีน ได้รับอัตราภาษีศุลกากรที่ค่อนข้างผ่อนปรนที่ 19 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน The Diplomat ชี้ว่า กัมพูชายังใช้เวทีนี้เพื่อ “ทำให้ข้อพิพาทชายแดนกับไทยกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ” โดยฮุน มาเนต ให้สัมภาษณ์กล่าวหาว่าไทยเข้ายึดครองดินแดน “ลึกเข้าไปในอธิปไตยของกัมพูชา” และละเมิดบูรณภาพแห่งรัฐ

ในมุมมองของ The Diplomat ความหวังของพนมเปญคือการให้ Board of Peace กลายเป็นกลไกเสริมในการลดความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน แม้จะยังไม่มีหลักประกันว่าเวทีนี้จะมีบทบาทจริงเพียงใด

คำถาม: ทำไมอาเซียนส่วนใหญ่เลือกไม่มา

บทวิเคราะห์ของ The Diplomat ให้ความสำคัญกับ “ผู้ที่ไม่เข้าร่วม” ไม่แพ้ผู้ที่เข้าร่วม

การขาดหายไปของไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของความระมัดระวังต่อแนวทางการทูตแบบฝ่ายเดียวของทรัมป์ และความกังวลว่า Board of Peace อาจบั่นทอนบทบาทของสหประชาชาติและกลไกพหุภาคีที่ภูมิภาคนี้พึ่งพามาอย่างยาวนาน

กรณีมาเลเซีย The Diplomat ชี้ชัดว่า การไม่เข้าร่วมเชื่อมโยงโดยตรงกับการคัดค้านแผนสันติภาพกาซาของสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ระบุว่าจะไม่สนับสนุนหากไม่มี “หลักประกันที่หนักแน่นและเป็นรูปธรรม” ต่อชาวกาซาและปาเลสไตน์

ส่วนประเทศอื่นๆ การไม่อธิบายเหตุผลอย่างเป็นทางการ สะท้อนท่าที “ไม่เสี่ยง” ในช่วงที่โครงสร้างอำนาจโลกยังคลุมเครือ

การเข้าร่วมที่ไม่เท่ากับการยอมรับ

The Diplomat สรุปโดยนัยว่า การเข้าร่วม Board of Peace ของอินโดนีเซีย เวียดนาม และกัมพูชา ไม่ได้หมายถึงการยอมรับวิสัยทัศน์ระเบียบโลกของทรัมป์โดยสมบูรณ์ แต่เป็นการ “ใช้เวทีนี้เป็นเครื่องมือ” เพื่อตอบโจทย์ผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน การที่ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ยังเลือกอยู่ห่าง สะท้อนว่าภูมิภาคนี้ยังไม่พร้อมละทิ้งระบบพหุภาคีที่เป็นฐานเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองมานานหลายทศวรรษ

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว บทเรียนจากกรณีนี้คือ รัฐขนาดกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังทดลองหลายทางพร้อมกัน ระหว่างการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ กับการรักษาหลักการที่ตนยังไม่พร้อมปล่อยมือ