โดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับนโยบายการค้า “ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมามั่งคั่งอีกครั้ง” ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568

ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินครั้งสำคัญ สั่งเพิกถอนมาตรการภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้บังคับกับสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ โดยชี้ว่าผู้นำสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายฉุกเฉิน ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ในประเด็นนโยบายการค้า

คำตัดสินดังกล่าวออกโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ระบุว่า การที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้าง ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามฉุกเฉินด้านความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือด้านภาษีการค้า

ศาลชี้ชัด: IEEPA ไม่ให้อำนาจตั้งกำแพงภาษี

คำวินิจฉัยเขียนโดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากตุลาการสายเสรีนิยม 3 คน และตุลาการสายอนุรักษนิยมอีก 2 คน ระบุว่า ทรัมป์อ้างอำนาจ “พิเศษอย่างยิ่ง” ในการกำหนดภาษีศุลกากรแบบไม่จำกัดขอบเขต ทั้งในด้านจำนวน ระยะเวลา และขอบเขตทางภูมิศาสตร์

โรเบิร์ตส์เขียนในคำตัดสินว่า รัฐบาลทรัมป์ “ไม่สามารถชี้ให้เห็นกฎหมายใดของสภาคองเกรสที่ระบุชัดว่า IEEPA สามารถนำมาใช้กับภาษีศุลกากรได้” และสรุปว่า “ศาลเห็นว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร”

ตุลาการ แคลเรนซ์ โธมัส, เบรตต์ คาวานอห์ และ ซามูเอล อาลิโต แสดงความเห็นแย้ง โดยเตือนว่าคำตัดสินอาจสร้างผลกระทบทางการคลังในวงกว้าง

ภาษีใดถูกล้ม และภาษีใดยังอยู่

คำตัดสินนี้ไม่ได้ล้มมาตรการภาษีทั้งหมดของทรัมป์ โดยภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่ใช้กฎหมายฉบับอื่นยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ศาลได้เพิกถอนภาษีในสองกลุ่มหลัก ได้แก่

  • ภาษีแบบ “ตอบโต้รายประเทศ” (reciprocal tariffs) ซึ่งรวมถึงอัตราสูงสุด 34% ต่อสินค้าจากจีน และอัตราพื้นฐาน 10% ต่อประเทศอื่น

  • ภาษี 25% ต่อสินค้าบางประเภทจากแคนาดา จีน และเม็กซิโก ซึ่งรัฐบาลทรัมป์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการควบคุมการลักลอบนำเข้าเฟนทานิล

แม้คำตัดสินจะเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ทรัมป์ยังอาจพยายามรื้อฟื้นมาตรการภาษีบางส่วนผ่านกฎหมายฉบับอื่น หากสามารถอ้างอำนาจตามกฎหมายได้ชัดเจนกว่าเดิม

ผลกระทบทางการคลังและคดีฟ้องร้อง

หนึ่งในประเด็นที่ศาลไม่ได้วินิจฉัยโดยตรง คือคำถามว่ารัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วหรือไม่ ซึ่งตามข้อมูลของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ภาษีที่ใช้อำนาจ IEEPA สร้างรายได้ราว 130,000 ล้านดอลลาร์ภายในกลางเดือนธันวาคม

ตุลาการคาวานอห์ระบุในความเห็นแย้งว่า ศาล “ไม่ได้กล่าวถึงเลยว่า รัฐบาลควรคืนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เก็บจากผู้นำเข้าอย่างไร” ขณะที่บริษัทหลายร้อยแห่ง รวมถึงผู้นำเข้าไวน์ อุปกรณ์พลาสติก และของเล่นเพื่อการศึกษา ได้ยื่นฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว

บทสะท้อนอำนาจฝ่ายบริหาร

คดีนี้ยังตอกย้ำแนวโน้มของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ระมัดระวังต่อการใช้อำนาจฝ่ายบริหารแบบฝ่ายเดียว โดยก่อนหน้านี้ ศาลเคยสกัดความพยายามของรัฐบาลโจ ไบเดน ในการล้างหนี้เงินกู้นักศึกษา ด้วยเหตุผลว่ามาตรการที่มีผลกระทบระดับชาติ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน

แม้ทรัมป์จะกล่าวก่อนคำตัดสินว่า “หากไม่มีภาษี ประเทศนี้จะตกอยู่ในปัญหาอย่างหนัก” แต่คำพิพากษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า เส้นแบ่งระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติยังคงเป็นหัวใจของการเมืองอเมริกัน และเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการค้าโลกในระยะต่อไป