การโจมตีอย่างครอบคลุมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ที่พุ่งเป้าไปยังหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน คือสัญญาณชัดเจนว่า สถานการณ์ได้ขยับจากการเผชิญหน้าเชิงจำกัด ไปสู่การปะทะโดยตรงในระดับรัฐ และสงครามเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว

สิ่งที่ทำให้การปะทะรอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อน คือความเร็วของการตอบโต้จากฝั่งอิหร่าน การยิงตอบโต้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หลังการถูกโจมตีระลอกแรก แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน ซึ่งอิหร่านใช้เวลาราว 17 ชั่วโมงกว่าจะเปิดฉากตอบโต้เต็มรูปแบบได้

ความเร็วระดับนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยปฏิกิริยาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงการเตรียมการล่วงหน้าในระดับโครงสร้าง

โครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนไป กับวงไฟสงครามที่ขยายตัว

การตอบโต้ของอิหร่านที่เกิดขึ้นอย่างฉับไว พร้อมกันในหลายแนวรบ และโดยไม่ปรากฏสัญญาณการรอคำยืนยันทางการเมือง เป็นไปตามนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเคยคาดไว้ว่า อิหร่านได้ออกคำสั่งล่วงหน้าให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยต่างๆ และผู้บังคับบัญชาระดับล่าง สามารถเปิดฉากโจมตีได้ทันที หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้

นี่คือการปรับโครงสร้างอำนาจทางทหาร จากระบบรวมศูนย์ที่ต้องรอคำสั่งจากระดับบน ไปสู่โครงสร้างแบบ “แนวนอน” ที่เน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจ

ตรรกะของโครงสร้างเช่นนี้ คือการรับมือกับสงครามที่ฝ่ายตรงข้ามมุ่ง “ตัดหัว” โครงสร้างสั่งการเป็นหลัก ต่อให้ผู้นำระดับสูงหรือศูนย์บัญชาการบางส่วนถูกโจมตี วงจรการตอบโต้ก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้โดยไม่สะดุด

ผลที่ตามมา คือวงไฟของสงครามที่กว้างขึ้น คาดเดายากขึ้น และควบคุมได้ยากกว่าการเผชิญหน้าในรูปแบบเดิม

ภาพสนามรบระยะแรก: ความเสียหายยังประเมินไม่ได้ แต่ทิศทางชัดเจน

ในระยะแรก ผลลัพธ์เชิงยุทธวิธีของการโจมตีและการตอบโต้ยังไม่อาจสรุปได้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานยืนยันแล้วว่า อิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน และกาตาร์อย่างแม่นยำ ขณะที่ภาพจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และซาอุดิอาระเบียยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ในฝั่งอิสราเอล อิหร่านมีการโจมตีเพิ่มเติม โดยกระจุกตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ไฮฟา เทลอาวีฟ และเยรูซาเล็ม ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และสัญลักษณ์รัฐ

ภาพรวมของสนามรบระยะแรกจึงไม่ใช่การแลกหมัดเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นความพยายามสร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงโครงสร้างต่อทั้งแนวหน้าและแนวหลังของคู่ขัดแย้ง

การดูดซับแรงกระแทก: ตัวชี้วัดความอยู่รอดของรัฐ

อิสราเอลอ้างว่า การโจมตีระลอกแรกพุ่งเป้าไปยังผู้นำสูงสุด ประธานาธิบดีอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายราย

แม้ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม คือความสามารถของอิหร่านในการดูดซับแรงกระแทกจากการโจมตีครั้งแรก และเปิดฉากตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วและเข้มข้นกว่าครั้งก่อน

ในเชิงการทหารและการเมือง ความสามารถในการ “ตั้งหลักได้ทันที” มีความสำคัญไม่แพ้การป้องกันความสูญเสีย เพราะมันสะท้อนว่า โครงสร้างรัฐยังทำงานได้ครบถ้วน ระบบสั่งการยังไม่แตกสลาย และความเป็นปึกแผ่นของอำนาจรัฐยังคงอยู่

สงครามจะยุติตรงไหน ยังไม่มีคำตอบ

สำนักข่าวฟาร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านว่า การโจมตีอิสราเอล รวมถึงฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค จะ “ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”

ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า อิหร่านไม่ได้มองการปะทะรอบนี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นการเผชิญหน้าที่จะตัดสินกันในระดับโครงสร้างอำนาจและความสามารถในการยืนระยะของแต่ละฝ่าย

บทเรียนจากสงคราม 12 วัน: ชัยชนะไม่ได้วัดจากซากปรักหักพัง

หากย้อนกลับไปดูสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน แม้อิหร่านจะสูญเสียบุคลากรระดับนำจำนวนมาก แต่อิหร่านก็ยังสามารถอ้างชัยชนะได้

กรอบการเล่าเรื่องชัยชนะของอิหร่านในครั้งนั้น ตั้งอยู่บนฐานคิดหลัก ได้แก่

การฟื้นตัวจากการโจมตีระลอกแรกอย่างรวดเร็ว

การเผชิญหน้าพร้อมกันกับอิสราเอลและสหรัฐฯ

การสร้างความเสียหายต่อแนวหลังของอิสราเอล

การรักษาศักยภาพด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

และความล้มเหลวของฝ่ายตรงข้ามในการโค่นล้มระบอบการปกครอง

กรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า ในสงครามสมัยใหม่ “ชัยชนะ” ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความเสียหายทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ถูกตัดสินด้วยการอยู่รอดของโครงสร้างอำนาจรัฐ

บรรทัดฐานชัยชนะของเดอะพับลิกโพสต์

ในเชิงการวิเคราะห์เชิงอำนาจรัฐ เดอะพับลิกโพสต์มองว่า บรรทัดฐานชี้ขาดชัยชนะของสงครามรอบนี้มีเพียงข้อเดียว คือ “การโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน”

ต่อให้อิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต่อให้โครงสร้างพื้นฐานพังยับเยิน และแม้กระทั่งหากผู้นำสูงสุดอย่าง “อาลี คาเมเนอี” ถูกสังหาร หากระบอบการปกครองยังคงดำเนินต่อไปได้ นั่นย่อมเท่ากับว่า อิหร่านยังไม่แพ้สงคราม และนั่นคือชัยชนะของอิหร่าน

ในทางกลับกัน การล่มสลายของระบอบเท่านั้น ที่จะนับเป็นชัยชนะของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างแท้จริง

คำถามสุดท้ายของสงครามรอบนี้

ดังนั้น แก่นแท้ของสงครามรอบนี้ ในมุมมองเดอะพับลิกโพสต์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครยิงได้แม่นกว่า หรือใครสร้างความเสียหายได้มากกว่า

แต่อยู่ที่ว่า อิหร่านจะสามารถ “ลากสหรัฐฯ ลงสู่หล่มน้ำโคลนของสงครามยืดเยื้อ” ได้ลึกเพียงใด และนานเพียงใด จนต้นทุนทางการเมือง เศรษฐกิจ และความชอบธรรมของอีกฝ่ายแบกรับไม่ไหว

เมื่อสงครามถูกดึงลงสู่หล่มน้ำโคลน การเคลื่อนตัวจะช้าลง ทุกการตัดสินใจมีต้นทุนสูงขึ้น และทุกชัยชนะทางทหารถูกกัดกร่อนด้วยแรงเสียดทานของเวลา

นี่จึงไม่ใช่สงครามของกระสุนหรือขีปนาวุธ หากแต่เป็นสงครามของโครงสร้างอำนาจ ความอดทน และความสามารถในการกำหนดนิยามคำว่า “ชัยชนะ” ให้โลกยอมรับ