วาทกรรมที่ว่า “ชีอะห์กับยิวคือพวกเดียวกัน” มักถูกเสนอในฐานะข้อกล่าวหาทางศาสนา แต่เมื่อพิจารณาอย่างเป็นระบบ จะพบว่านี่คือกระบวนการผลิตความหมายทางการเมืองมากกว่าข้อถกเถียงทางเทววิทยาโดยตรง ถ้อยคำดังกล่าวเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และถูกขยายผลภายใต้บริบทการแข่งขันอำนาจในตะวันออกกลางร่วมสมัย มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นเอกฉันท์
การทำความเข้าใจวาทกรรมนี้จึงจำเป็นต้องขยับออกจากกรอบ “ใครถูกใครผิดทางหลักคำสอน” ไปสู่กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างที่อธิบายว่าทำไมถ้อยคำเช่นนี้จึงมีพลัง และใครได้ประโยชน์จากการผลิตซ้ำของมัน ในแง่นี้ แนวคิดเรื่องการเมืองของอัตลักษณ์และการสร้างความเป็นอื่น (othering) เป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ
หนึ่งในกรอบทฤษฎีที่ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนคือแนวคิดเรื่อง “sectarianization” ซึ่งชี้ว่าความแตกต่างทางนิกายมิได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงโดยอัตโนมัติ หากแต่ถูกทำให้มีความหมายทางการเมืองผ่านการกระทำของรัฐ ชนชั้นนำ และเครือข่ายอำนาจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นิกายไม่ใช่ตัวแปรอิสระ หากเป็นทรัพยากรทางอัตลักษณ์ที่ถูกระดมใช้ในบริบทเฉพาะ
ภายใต้กระบวนการดังกล่าว การทำให้ชีอะห์ถูกมองว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ภายในอิสลาม จึงเป็นวิธีลดทอนความชอบธรรมของอีกฝ่าย การโยงชีอะห์เข้ากับ “ศัตรูภายนอก” ทำหน้าที่ตัดบทความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์และสังคมให้เหลือเพียงกรอบง่าย ๆ ของการทรยศหรือการสมคบคิด
รากทางความคิดของวาทกรรมนี้มักถูกเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับอับดุลลอฮ์ อิบนุ สะบะอ์ ซึ่งในวรรณกรรมโต้แย้งนิกายบางสายถูกพรรณนาว่าเป็นบุคคลที่มีภูมิหลังยิวและมีบทบาทก่อความแตกแยก อย่างไรก็ดี ในวงวิชาการร่วมสมัย ประเด็นนี้เป็นพื้นที่ถกเถียง ไม่ได้มีฉันทามติทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและบทบาทที่ถูกกล่าวอ้าง
นักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามต่อรายละเอียดของเรื่องเล่า โดยเฉพาะการเน้น “ความเป็นยิว” ของบุคคลดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เชิง polemics เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียความชอบธรรม มากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน
การกล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าประวัติศาสตร์ถูกปฏิเสธ หากแต่ชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์เองก็ถูกตีความและใช้ประโยชน์ในบริบทของการแข่งขันทางอำนาจ ดังนั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดจึงควรถูกวิเคราะห์ในฐานะเครื่องมือทางวาทกรรม มากกว่าจะถูกยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถาม
เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของรัฐชาติ โดยเฉพาะในศตวรรษที่ยี่สิบ อัตลักษณ์ทางศาสนาเริ่มถูกผูกเข้ากับความมั่นคงของรัฐอย่างชัดเจนมากขึ้น ความแตกต่างทางนิกายจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางความเชื่อ หากกลายเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบอำนาจทางการเมือง
ในจุดนี้ ทฤษฎี “securitization” จากสำนักโคเปนเฮเกนช่วยอธิบายได้ว่า ประเด็นใดจะถูกทำให้เป็นภัยคุกคามได้ ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจสามารถกล่าวอ้างว่าเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของชุมชนหรือรัฐ และการกล่าวอ้างนั้นได้รับการยอมรับจากผู้ฟังหรือสาธารณะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ภัยคุกคามมิได้มีอยู่โดยตัวมันเอง หากถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทางภาษาและการเมือง เมื่อสังคมยอมรับคำอธิบายนั้น มาตรการพิเศษในนามของความมั่นคงก็ย่อมถูกมองว่าชอบธรรม
หลังการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ความตึงเครียดระหว่างรัฐในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิดเรื่อง “การส่งออกการปฏิวัติ” ถูกมองโดยบางรัฐว่าเป็นภัยต่อเสถียรภาพภายใน ส่งผลให้ความแตกต่างทางนิกายถูกตีความผ่านกรอบความมั่นคงมากกว่ากรอบเทววิทยา
ภายใต้บริบทเช่นนี้ ชีอะห์ในบางพื้นที่จึงถูกทำให้เป็นประเด็นความมั่นคง กระบวนการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศหรือทุกช่วงเวลา หากเกิดในบริบทเฉพาะที่ความกังวลด้านเสถียรภาพของรัฐมีความเข้มข้นสูง
การโยงชีอะห์เข้ากับ “ยิว” หรือ “ไซออนนิสม์” ในวาทกรรมบางสาย จึงควรถูกเข้าใจว่าเป็นการสร้างภาพตัวแทนทางการเมืองมากกว่าการบรรยายข้อเท็จจริงทางศาสนา ในการวิเคราะห์เชิงวิชาการ จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ยิว” ในฐานะศาสนาและกลุ่มชาติพันธุ์ กับ “ไซออนนิสม์” หรือรัฐอิสราเอลในฐานะหน่วยการเมือง
การทำให้สองระดับนี้ปะปนกันช่วยเพิ่มพลังเชิงอารมณ์ให้วาทกรรม เพราะทำให้ศัตรูถูกมองว่าเป็นทั้งภายในและภายนอกพร้อมกัน ภาพของ “ภัยคุกคามสองชั้น” จึงก่อให้เกิดความหวาดกลัวที่มีความเข้มข้นมากขึ้น
ในบางช่วงเวลาและบางบริบททางการเมือง เนื้อหาที่ลดทอนชีอะห์ปรากฏในสื่อศาสนาหรือการศึกษา อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวควรถูกวิเคราะห์ในฐานะผลผลิตของเงื่อนไขเฉพาะ มิใช่ลักษณะถาวรของสังคมใดสังคมหนึ่ง
กลุ่มสุดโต่งบางกลุ่มในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้นำโครงเรื่องต่อต้านยิวและวาทกรรมต่อต้านชีอะห์มาผสานกัน เพื่อสร้างภาพความขัดแย้งเชิงอารยธรรม การผูกศัตรูภายในเข้ากับศัตรูภายนอกทำให้ความรุนแรงถูกนำเสนอในฐานะการป้องกันตนเอง
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในเชิงประจักษ์ ยังไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับข้อกล่าวหาแบบเหมารวมว่าชีอะห์กับยิวเป็น “พวกเดียวกัน” ในระดับอุดมการณ์หรือสถาบัน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือกลุ่มการเมืองในภูมิภาคมักถูกกำหนดด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการจัดวางทางเทววิทยา
การอธิบายทุกความสัมพันธ์ผ่านกรอบสมคบคิดทางศาสนาเพียงอย่างเดียว จึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ และทำให้การวิเคราะห์ขาดความละเอียดอ่อน
วาทกรรมดังกล่าวยังสะท้อนการเมืองแห่งความทรงจำ กล่าวคือ การคัดเลือกเหตุการณ์ในอดีตมาเล่าใหม่ในกรอบที่สอดรับกับการแข่งขันทางอำนาจในปัจจุบัน ความทรงจำถูกจัดวางเพื่อรับใช้โครงเรื่องทางการเมือง
ในสังคมพหุศาสนา การผลิตภาพจำเช่นนี้มีผลกระทบในระดับโครงสร้าง เพราะมันลดพื้นที่การสนทนาและทำให้ความแตกต่างถูกตีความเป็นภัยโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น การวิเคราะห์วาทกรรม “ชีอะห์กับยิวคือพวกเดียวกัน” ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจว่ามันเป็นผลผลิตของกระบวนการทำให้นิกายกลายเป็นการเมือง และการทำให้อัตลักษณ์กลายเป็นภัยคุกคาม มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้
การวิพากษ์วาทกรรมดังกล่าวมิใช่การปฏิเสธความแตกต่างทางศาสนา หากเป็นการยืนยันว่าความแตกต่างเหล่านั้นไม่ควรถูกลดทอนให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งความหวาดกลัว
ความเข้าใจที่รอบด้านจำเป็นต้องยอมรับว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีรากเหง้าที่ซับซ้อน ทั้งด้านอำนาจรัฐ เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ การแทนที่ความซับซ้อนเหล่านี้ด้วยโครงเรื่องเรียบง่ายอาจให้คำอธิบายที่ดึงดูดใจ แต่ย่อมไม่เพียงพอในเชิงวิชาการ
ด้วยเหตุนี้ การใช้กรอบ sectarianization และ securitization จึงช่วยเปิดพื้นที่ให้เห็นว่า อัตลักษณ์และภาษาไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของความเป็นจริง หากเป็นกลไกที่สร้างความเป็นจริงทางการเมืองขึ้นมาเอง และการทำความเข้าใจกลไกดังกล่าวคือก้าวสำคัญในการลดทอนพลังของวาทกรรมที่ตั้งอยู่บนความหวาดกลัวและการเหมารวม
…
เผยแพร่ครั้งแรก/ติดตามเฟส ดร.อารีฝีน ยามา
https://www.facebook.com/arifeeny

สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย








