แม้พันธมิตรสหรัฐ–อิสราเอลยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจนในด้านกำลังอากาศแบบดั้งเดิม แต่ลักษณะของสงครามที่กำลังเกิดขึ้นกับอิหร่านกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากสงครามโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ กลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เครื่องบินรบของสหรัฐและอิสราเอลยังคงสามารถโจมตีเป้าหมายภายในอิหร่านได้ค่อนข้างอิสระ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตขีปนาวุธ รวมถึงเครือข่ายโลจิสติกส์ทางทหาร ความเหนือกว่าทางอากาศนี้ยังคงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของฝ่ายตะวันตก และสะท้อนช่องว่างด้านเทคโนโลยีและศักยภาพการรบระหว่างทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การโจมตีเหล่านี้เริ่มไม่ได้เป็นตัวกำหนดทิศทางของสงครามอีกต่อไป

สิ่งที่กำลังปรากฏชัดขึ้นคือ ยุทธศาสตร์ของเตหะรานไม่ได้มุ่งสร้าง “ความสมดุลในสนามรบ” กับกำลังทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลในทันที แต่กำลังพยายามเปลี่ยนธรรมชาติของสงครามให้กลายเป็นความขัดแย้งระยะยาว

แนวคิดนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้มาโดยตลอดในภูมิภาค นั่นคือการขยายสนามรบออกจากพื้นที่ปะทะโดยตรง ไปสู่มิติอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์

แทนที่จะตอบโต้ด้วยการเผชิญหน้าแบบสมมาตร อิหร่านกำลังพยายาม “ยืดเส้นเวลา” ของสงครามให้ยาวที่สุด เพื่อทำให้ต้นทุนของฝ่ายตรงข้ามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงงบประมาณ ความพร้อมทางทหาร และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ

สัญญาณหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏจากฝั่งสหรัฐเอง

รายงานของ Politico ระบุว่า หน่วยบัญชาการกลางของสหรัฐ หรือ CENTCOM ได้ร้องขอให้กระทรวงกลาโหมส่ง เจ้าหน้าที่ข่าวกรองเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสงครามกับอิหร่าน โดยการวางแผนรองรับปฏิบัติการ อย่างน้อย 100 วัน และอาจยาวไปจนถึงเดือนกันยายน

ไทม์ไลน์ดังกล่าวสะท้อนว่าความคาดหวังเดิมที่ว่าสงครามจะเป็นเพียง “ปฏิบัติการระยะสั้น” กำลังเริ่มจางหายไป

หากการเตรียมการด้านข่าวกรองและการปฏิบัติการถูกขยายไปอีกหลายเดือน นั่นหมายความว่าสหรัฐกำลังเริ่มประเมินสถานการณ์ใหม่ว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจยืดเยื้อเกินกว่าที่วางแผนไว้ในช่วงแรก

ต้นทุนทางการเงินของสงครามก็กำลังสะท้อนความเป็นจริงเดียวกัน

The Guardian รายงานการประเมินภายในของสหรัฐระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารในช่วงแรกของสงคราม สหรัฐฯ ใช้จ่ายไปประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน และลดลงเหลือในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ หนึ่งพันล้านดอลลาร์ต่อวัน เมื่อรวมต้นทุนของระบบป้องกันขีปนาวุธ การส่งกำลังทางเรือ และปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ

หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตามองมากขึ้นในสภาคองเกรสคือ คลังขีปนาวุธสกัดกั้น ซึ่งถูกใช้จำนวนมากในการป้องกันการโจมตีตอบโต้จากฝ่ายอิหร่าน

ในสงครามยุคใหม่ ระบบป้องกันขีปนาวุธมีต้นทุนสูงอย่างมหาศาล และหากสงครามยืดเยื้อ การเติมคลังอาวุธเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาทั้งด้านงบประมาณและด้านอุตสาหกรรมการผลิต

จากสงครามสายฟ้าแลบ สู่สงครามเปิดปลาย

สงครามที่เริ่มต้นเมื่อหกวันก่อน ด้วยการโจมตีอย่างเข้มข้นต่อผู้นำและโครงสร้างทางทหารของอิหร่าน กำลังค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบไปสู่ความขัดแย้งที่มีลักษณะ เปิดปลาย (open-ended conflict) มากขึ้น

ปัญหาหลักของทั้งสองฝ่ายคือ ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถสร้าง “แรงกระแทกเชิงยุทธศาสตร์” ที่รุนแรงพอจะยุติสงครามได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายสหรัฐและอิสราเอลแม้จะมีความเหนือกว่าทางทหาร แต่ยังไม่สามารถทำลายศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านได้อย่างเด็ดขาด

ขณะที่อิหร่านเองก็ยังไม่สามารถสร้างความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ต่อฝ่ายตะวันตกในระดับที่จะบังคับให้สงครามยุติลง

ผลลัพธ์คือ ความขัดแย้งกำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่อันตรายที่สุดของสงคราม นั่นคือช่วงที่ ไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย

ในขณะเดียวกัน ทุกวันที่สงครามดำเนินต่อไป ความขัดแย้งนี้กำลังค่อยๆ ดึงพื้นที่ใหม่และผู้เล่นใหม่เข้ามาอยู่ในวงโคจรของมัน

ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย เส้นทางพลังงานโลก การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองในประเทศต่างๆ ล้วนกำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ของสมการสงคราม

สิ่งที่เริ่มต้นจากการโจมตีแบบเจาะจงต่อโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขัดแย้งที่มีศักยภาพจะขยายตัวในระดับภูมิภาค หรือแม้กระทั่งระดับโลก

และในสงครามลักษณะนี้ บางทีบทตัดสินอาจไม่ใช่ “ใครมีอาวุธเหนือกว่า” แต่อยู่ที่ว่า “ใครสามารถทนต่อสงครามที่ยืดเยื้อและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ยาวนานกว่า”