กลุ่มชาวไทยมุสลิมจัดงาน “The Last Farewell: เส้นทางแห่งศักดิ์ศรี: มรดกแห่งศรัทธา การยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม” หรือ The Path of Dignity: A Legacy of Faith, A Stand for Justice เพื่อรำลึกถึงมรดกทางความคิดและคุณูปการของอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
งานจัดขึ้นเมื่อวันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.00-22.30 น. ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ถนนรามคำแหง ซอย 2 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย และฮูซัยนียะห์บานีฮาชิม พระโขนง
ภายในงานมีนักวิชาการ ผู้นำศาสนา นักการเมือง และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งชาวมุสลิมนิกายซุนนีและชีอะห์ รวมถึงพระสงฆ์และต่างศาสนิกจำนวนหนึ่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบ โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สวมเสื้อสีขาวและดำเพื่อร่วมแสดงความอาลัย
บุคคลสำคัญที่เข้าร่วมงาน อาทิ ดร.นัสเซอร์เรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย นายเมห์ดี ซาเร บีเอ็บ ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย ซัยยิดอิบรอฮีม ฮูซัยนี นักวิชาการศาสนาชีอะห์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อาจารย์ชาฟีอี นภากร อิหม่ามประจำมัสยิดมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย และอาจารย์นิติ หะซัน นักวิชาการมุสลิม
นอกจากนี้ ยังมี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ นายมุข สไลมาน นางฟารีดา สุไลมาน นายวรวีร์ มะกูดี และนายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ อดีตโฆษกประจำตัวนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เข้าร่วมงานด้วย
บริเวณด้านหน้างานมีจุดลงทะเบียน ป้ายภาพผู้นำอิหร่านพร้อมข้อความรำลึก และกระดานสำหรับผู้เข้าร่วมเขียนข้อความไว้อาลัย พิธีเริ่มด้วยการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน การฉายวิดีทัศน์ ก่อนเข้าสู่การกล่าวปาฐกถาจากแขกรับเชิญ
ดร.นัสเซอร์เรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงผู้นำที่จากไป แต่เป็นการทบทวนมรดกทางความคิด โดยเฉพาะหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมทางสังคม
เขากล่าวว่า การจัดพิธีรำลึกในหลายประเทศ รวมถึงการร่วมไว้อาลัยของประชาชนจำนวนมากในอิหร่าน สะท้อนความผูกพันของประชาชนต่อผู้นำ และการยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ในปาเลสไตน์ กาซา และพื้นที่อื่นของโลก
เอกอัครราชทูตอิหร่านยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย ผู้แทนทางการไทย ผู้นำศาสนา และชาวไทยมุสลิม ที่ร่วมแสดงความอาลัยและเข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการในอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับอิหร่าน

ดร.ปกรณ์: ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวในฐานะผู้แทนของอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ซึ่งไม่สามารถเข้าร่วมงานได้เนื่องจากมีภารกิจทางวิชาการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่าตนได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดความห่วงใย ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และข้อคิดของจุฬาราชมนตรีมายังผู้เข้าร่วมงาน
เขากล่าวว่า การรำลึกถึงอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี มิใช่เพียงการแสดงความอาลัยต่อการจากไปของผู้นำสูงสุดอิหร่าน แต่เป็นการทบทวนมรดกทางความคิดของผู้นำทางจิตวิญญาณ นักปราชญ์ศาสนา และบุคคลที่ยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรม
รศ.ดร.ปกรณ์กล่าวว่า หลักสำคัญของงานคือ “ศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และความกล้าหาญทางศีลธรรมในโลกที่เปลี่ยนแปลง” โดยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่รัฐหรืออำนาจทางโลกมอบให้ แต่เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานแก่มนุษย์ทุกคน
เขายกหลักคำสอนจากอัลกุรอานที่ระบุว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม พร้อมย้ำว่า ศักดิ์ศรีไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความยุติธรรม เพราะความยุติธรรมคือพื้นฐานที่ทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
“สันติภาพมิใช่เพียงการไม่มีความขัดแย้ง แต่คือการดำรงอยู่ของความยุติธรรม” รศ.ดร.ปกรณ์กล่าว
เขาระบุว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และความวิตกกังวลจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการความยุติธรรมยังคงเป็นคุณค่าสากลของมนุษยชาติ
รศ.ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมต้องอาศัยมากกว่าความเห็นพ้องทางความคิด แต่ต้องมีความกล้าหาญทางศีลธรรม คือการกล้าพูดความจริง ต่อต้านการกดขี่ และปกป้องผู้เปราะบาง แม้จะสวนทางกับกระแสผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
เขากล่าวว่า มรดกของผู้นำและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากถ้อยคำในพิธีรำลึกเท่านั้น แต่เกิดจากการยืนหยัดในหลักจริยธรรมท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก และการไม่ปล่อยให้เสียงรบกวนชั่วคราวกลบเสียงแห่งมโนธรรม
ในบริบทของประเทศไทย รศ.ดร.ปกรณ์กล่าวว่า สังคมไทยเติบโตขึ้นท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนา เชื้อชาติ และวัฒนธรรม ดังนั้น ความกล้าหาญทางศีลธรรมจึงหมายถึงการเลือกความเป็นเอกภาพ ความปรองดอง และความเคารพซึ่งกันและกัน แทนการแบ่งแยกด้วยภูมิศาสตร์ ศาสนา หรือสัญชาติ
เขาทิ้งท้ายว่า การให้เกียรติมรดกของผู้นำมิได้วัดจากถ้อยคำที่กล่าวในค่ำคืนหนึ่ง แต่ต้องวัดจากการกระทำที่จะสานต่อในวันข้างหน้า โดยมรดกแห่งศรัทธาควรเป็นแนวทางให้ผู้คนเป็นเครื่องมือแห่งสันติภาพ ผู้สนับสนุนผู้ถูกทำให้เป็นชายขอบ และเป็นหลักยึดแห่งความมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล

วันนอร์: คุณธรรมและความเป็นธรรมคือเสาหลักของมนุษยชาติ
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวแสดงความอาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมของอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี โดยระบุว่า แม้การจากไปและความตายเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้ และเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือการจากไปของผู้นำที่ต่อสู้เพื่อมนุษยธรรม ความเป็นธรรม ผู้ด้อยโอกาส และผู้ถูกกดขี่อย่างไม่ย่อท้อ
เขากล่าวว่า อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี เป็นผู้นำที่ไม่เคยยอมจำนนต่อการข่มขู่หรืออำนาจ แม้ต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามที่มีศักยภาพเหนือกว่า เพราะยึดมั่นในคำสอนของอัลเลาะห์ และนำหลักการดังกล่าวมาปฏิบัติจริง
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า อัลเลาะห์ทรงสร้างมนุษย์จากอาดัมและฮาวา ก่อนให้มนุษย์แตกต่างกันออกไปทั้งเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว ภาษา และวิถีชีวิต แต่ความแตกต่างเหล่านี้มิได้มีขึ้นเพื่อให้มนุษย์ขัดแย้ง กดขี่ หรือเอาเปรียบกัน
ตรงกันข้าม ความหลากหลายมีขึ้นเพื่อให้มนุษย์เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือ เมตตา และแบ่งปันต่อกัน ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่แข็งแรงกว่า หรือมีอำนาจมากกว่า ใช้อำนาจข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า
เขากล่าวว่า หากมนุษย์ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว สันติสุขและสันติภาพย่อมเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันสะท้อนว่า มนุษย์จำนวนมากมิได้ดำเนินตามคำสอนของอัลเลาะห์และแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด
นายวันมูหะมัดนอร์ระบุว่า โลกทุกวันนี้อาจก้าวหน้าอย่างมากด้านเทคโนโลยี วิทยาการ และปัญญาประดิษฐ์ แต่ความเจริญทางวัตถุไม่อาจปกป้องโลกและมนุษยชาติได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากคุณธรรม ความเป็นธรรม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เขากล่าวว่า สิ่งที่จะคุ้มครองมนุษยชาติได้อย่างแท้จริง คือหลักคำสอนของอัลเลาะห์ ซึ่งอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี มิได้นำมาสอนผู้คนเพียงอย่างเดียว แต่ได้นำมาปฏิบัติด้วยตนเอง ผ่านการยืนหยัดต่อความชั่วร้ายและไม่ยอมสยบต่อคำข่มขู่หรืออำนาจใด
นายวันมูหะมัดนอร์มองว่า การจากไปของคาเมเนอีเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้คนตระหนักว่า ตราบใดที่ยังยืนอยู่บนคุณธรรม ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน หลักการเหล่านี้ย่อมมีพลังเหนือความอยุติธรรมและความรุนแรง
เขากล่าวว่า แม้ผู้คนจะรู้สึกเสียดายต่อการจากไปของผู้นำอิหร่าน แต่ไม่ควรสูญเสียกำลังใจ เพราะมนุษย์จำเป็นต้องยึดมั่นในคุณธรรมและความเป็นธรรม โดยความเป็นธรรมคือเสาหลักที่จะทำให้มนุษยชาติยืนอยู่บนโลกได้อย่างยั่งยืน
“หากไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีคุณธรรม มนุษย์ก็มีโอกาสจะสั่นคลอนและล้มลงได้ ความยั่งยืนของมนุษยชาติอยู่ที่ความเป็นธรรม” เขากล่าว
นายวันมูหะมัดนอร์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-อิหร่านว่า มีมายาวนานกว่า 300 ปี หรือเกือบ 400 ปี โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศไม่เคยมีปัญหาร้ายแรงต่อกัน และมีรากฐานความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน
เขายกตัวอย่างบทบาทของเฉกอะหมัด ชาวเปอร์เซียที่เดินทางเข้ามาในสยาม และมีบทบาทสำคัญต่อบ้านเมืองทั้งด้านศาสนา การทหาร และการปกครอง ก่อนเป็นต้นตระกูลบุนนาค ซึ่งต่อมามีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยหลายคน
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-อิหร่านจึงควรได้รับการสืบสานในฐานะมิตรภาพเก่าแก่ที่มีความผูกพันต่อกันมายาวนาน พร้อมระบุว่าทั้งสองประเทศยังสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และองค์ความรู้ร่วมกันได้ในอนาคต

ซัยยิดอิบรอฮีม: ชีวิตคือความรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์
ซัยยิดอิบรอฮีม ฮูซัยนี นักการศาสนามุสลิมชีอะฮ์และนักบรรยายธรรม กล่าวโดยยกถ้อยคำจากอัลกุรอานว่า “อินนาลิลลาฮิ วะอินนาอิลัยฮิ รอญิอูน” เพื่อย้ำว่า มนุษย์ทุกคนเป็นของอัลเลาะห์ และท้ายที่สุดต้องกลับคืนสู่พระองค์
เขากล่าวว่า มนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือตำแหน่งอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล มนุษย์จึงมีหน้าที่ต่อร่างกาย สติปัญญา จิตวิญญาณ ครอบครัว สังคม และเพื่อนมนุษย์
ผู้มีความรู้ควรถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่น ผู้มีทรัพย์ควรช่วยเหลือผู้ยากไร้ และผู้มีอำนาจควรใช้อำนาจเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เขากล่าว
ซัยยิดอิบรอฮีมระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ไม่ควรตั้งอยู่บนความหวังต่อผลตอบแทนทางโลก แต่ควรมุ่งสู่ความสำเร็จทางจิตวิญญาณและการทำความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์
เขากล่าวว่า ไม่ว่ามนุษย์จะนับถือศาสนาใด หากยึดมั่นในศรัทธาและปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาตนอย่างจริงจัง ย่อมเป็นผู้ที่ได้รับความรักและความเคารพจากผู้อื่น เพราะความดีและคุณธรรมเป็นคุณค่าสากล
เขาอธิบายแนวคิด “ฟิฏเราะฮ์” หรือธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ ว่าเป็นคุณลักษณะที่ทำให้มนุษย์สามารถรับรู้และเคารพผู้ที่มีคุณธรรม มีอุดมการณ์ และยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
เขากล่าวว่า ความรักที่ผู้คนมีต่อผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ได้เกิดจากอำนาจทางการเมือง รัฐบาล หรือทรัพย์สิน เพราะความรักไม่อาจซื้อหรือบังคับได้ แต่เกิดจากศรัทธา การปฏิบัติหน้าที่ และการยืนหยัดในอุดมการณ์
ซัยยิดอิบรอฮีมกล่าวถึง “ผู้นำสูงสุดอิหร่าน” ว่าเป็นผู้รู้ทางศาสนาและผู้สืบทอดมรดกทางจิตวิญญาณของบรรดาศาสดา โดยมรดกดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรืออำนาจทางโลก แต่เป็นมรดกแห่งจิตวิญญาณ
เขาระบุว่า ผู้ที่จะได้รับมรดกทางจิตวิญญาณจำเป็นต้องหลุดพ้นจากความยึดติดในวัตถุ ชื่อเสียง เกียรติยศ ตำแหน่ง และอำนาจ เมื่อมนุษย์ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ จึงสามารถเป็นผู้เสียสละ ยืนหยัด และรับใช้ศาสนา ประชาชน และมนุษยชาติได้
ซัยยิดอิบรอฮีมกล่าวว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตในหนทางของอัลเลาะห์ ศาสนา หรืออุดมการณ์ ไม่ควรหวาดกลัวต่อความตาย เพราะความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของผู้ที่ยืนหยัดในหลักการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของมรดกทางความคิดที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง
เขาทิ้งท้ายว่า ผู้ศรัทธาไม่ควรอ่อนแอหรือจมอยู่กับความเศร้า เพราะความอ่อนแอคือสิ่งที่ผู้กดขี่และศัตรูของมนุษยชาติต้องการ ขณะที่การยืนหยัดในศรัทธา คุณธรรม และความเป็นธรรม คือพลังที่จะทำให้ผู้คนสามารถเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมทุกรูปแบบได้
สนธิ: ศักดิ์ศรีต้องมาพร้อมสัจจะ ศีลธรรม และความกล้าหาญ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ-NEWS1 กล่าวถึงคุณค่าหลัก 4 ประการ ได้แก่ ศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ศีลธรรม และความกล้าหาญ โดยระบุว่าคุณค่าทั้งหมดสะท้อนอยู่ในตัวอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี และเป็นหลักการที่ควรได้รับการสืบทอดต่อไป
เขากล่าวว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด ความมั่งคั่ง ระดับการศึกษา หรือตำแหน่งทางสังคม แต่เกิดจากความซื่อสัตย์ การไม่เอาเปรียบผู้อื่น และการรักษาคำพูด
นายสนธิกล่าวว่า ผู้ที่มีศักดิ์ศรีย่อมต้องมี “สัจจะ” คือรับผิดชอบต่อคำพูดและคำมั่นสัญญาของตน เพราะเมื่อบุคคลหรือประเทศใดไม่รักษาคำพูด ความน่าเชื่อถือก็ย่อมเสื่อมลง และไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่นได้
เขาระบุว่า ความยุติธรรมต้องตั้งอยู่บนความจริง และการยืนอยู่ข้างความจริงย่อมต้องอาศัยศีลธรรมและความกล้าหาญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจใช้กำลังหรืออิทธิพลกดทับผู้ที่อ่อนแอกว่า
นายสนธิวิพากษ์สหรัฐฯ และอิสราเอล โดยกล่าวหาว่าทั้งสองประเทศใช้อำนาจรังแกผู้อื่นและมีส่วนต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ พร้อมยกอิหร่านเป็นตัวอย่างของประเทศที่ยืนหยัดสนับสนุนชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง
เขากล่าวว่า อิหร่านต้องเผชิญแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติมาเป็นเวลานาน แต่ยังคงรักษาจุดยืนของตนไว้ โดยเฉพาะในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งเขามองว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตย ความมั่นคง และศักดิ์ศรีของชาติ
นายสนธิกล่าวว่า ความอดทนของประชาชนอิหร่านท่ามกลางแรงกดดันภายนอก สะท้อนถึงความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของประเทศ ขณะที่การยืนหยัดของผู้นำอิหร่านสะท้อนแนวคิดว่า ชาติที่ยึดมั่นในหลักการไม่ควรยอมจำนนต่อการข่มขู่หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า
เขาทิ้งท้ายว่า การรำลึกถึงอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการแสดงความอาลัย แต่ควรเป็นการนำคุณค่าด้านศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ศีลธรรม และความกล้าหาญ ไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการยืนหยัดเคียงข้างผู้ถูกกดขี่
อ.ชาฟีอี: ทุกศาสนามุ่งสู่ความดีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
อาจารย์ชาฟีอี นภากร อิหม่ามประจำมัสยิดมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตอิหร่าน ผู้แทนฝ่ายวัฒนธรรม ผู้นำศาสนา และแขกผู้มีเกียรติ โดยระบุว่าศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับการทำความดี การพบปะ และการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนหลากหลายกลุ่มมาอย่างยาวนาน
เขากล่าวว่า ประเด็นเรื่องศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ศีลธรรม และความกล้าหาญ ที่ถูกกล่าวถึงในงาน เป็นคุณค่าทางจิตวิญญาณซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพราะหลักคำสอนของทุกศาสนาล้วนมุ่งให้มนุษย์เป็นคนดี มีเมตตา และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเป็นธรรม
อาจารย์ชาฟีอีระบุว่า การเข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้อยู่ที่คำกล่าวอ้างหรือสถานะของบุคคล แต่อยู่ที่การศึกษา ทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างจริงจัง ผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรมจึงควรใช้ชีวิตเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม และยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
เขายังกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะแผ่นดินที่เปิดรับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภูมิภาค พร้อมยกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงสนับสนุนการแปลคัมภีร์อัลกุรอานจากภาษาอาหรับเป็นภาษาไทย และพระราชทานฉบับแปลแก่มัสยิดทั่วประเทศ
อาจารย์ชาฟีอีเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในเหตุการณ์จับตัวประกันที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2515 โดยระบุว่า เขาได้รับการติดต่อให้เข้าไปช่วยเจรจากับกลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์ เนื่องจากสามารถสื่อสารภาษาอาหรับและมีความคุ้นเคยกับชาวปาเลสไตน์จากช่วงที่เคยศึกษาในอียิปต์
เขากล่าวว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุต้องการให้ประชาคมโลกไม่ลืมปัญหาปาเลสไตน์ และต้องการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในอิสราเอล โดยระหว่างการเจรจา เขาได้อธิบายถึงความสำคัญของประเทศไทย ความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความเอื้อเฟื้อที่ประเทศไทยมีต่อชาวมุสลิม
อาจารย์ชาฟีอีมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความซับซ้อนของปัญหาปาเลสไตน์ และย้ำถึงความจำเป็นของการยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม การเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ และการใช้สันติวิธีเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ความดีและมรดกทางความคิดของบุคคลจะไม่สูญหาย แม้ร่างกายจะจากไปแล้ว พร้อมขอพรจากอัลเลาะห์ให้ผู้ร่วมงานมีความสงบทางใจ และขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิหร่านดำรงอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ชมคลิป








