ภาพ magnific

ในอิสลาม มีคำสอนเกี่ยวกับแม่ที่ถูกกล่าวถึงอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นถ้อยคำที่ผู้คนทั่วโลกมุสลิมคุ้นเคยว่า “สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา” แต่ความหมายของคำสอนนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถ้อยคำอันไพเราะ หากสะท้อนมุมมองของอิสลามที่มีต่อความเสียสละ การเลี้ยงดู และสถานะของแม่ในชีวิตของลูกอย่างลึกซึ้ง

อัลกุรอาน (คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม) กล่าวถึงความยากลำบากที่แม่ต้องเผชิญตั้งแต่การตั้งครรภ์ การคลอด ไปจนถึงการเลี้ยงดูบุตร ขณะที่คำสอนของศาสดามุฮัมมัดผ่านหะดีษ (วจนะและการปฏิบัติของศาสดา) ก็ย้ำสถานะของแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเห็นได้ชัดว่า การทำดีต่อแม่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความกตัญญูในครอบครัว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของหลักศีลธรรมและการดำเนินชีวิตของชาวมุสลิม

แม่กับความเสียสละที่ลูกอาจไม่มีวันเข้าใจทั้งหมด

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อิสลามให้สถานะแก่แม่อย่างสูง คือสิ่งที่แม่ต้องแบกรับเพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูก

อัลกุรอานกล่าวใน ซูเราะฮ์ลุกมาน (บทที่ 31) โองการที่ 14 ว่า มารดาอุ้มครรภ์ลูกด้วยความอ่อนแอทับซ้อนกัน และยังกล่าวถึงช่วงเวลาที่เด็กหย่านม ก่อนกำชับให้มนุษย์แสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าและต่อบิดามารดา

อีกแห่งหนึ่งใน ซูเราะฮ์อัลอะห์กอฟ (บทที่ 46) โองการที่ 15 กล่าวถึงแม่ที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรด้วยความยากลำบาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่ออัลกุรอานพูดถึงการทำดีต่อพ่อแม่โดยรวม ก็ยังมีการกล่าวถึง ประสบการณ์เฉพาะของแม่ ทั้งการตั้งครรภ์ ความเจ็บปวดจากการคลอด และภาระในการเลี้ยงดูอย่างชัดเจน

จึงอาจกล่าวได้ว่า อิสลามไม่ได้ให้เกียรติแม่เพียงเพราะสถานะของการเป็น “ผู้ให้กำเนิด” แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังสถานะนั้น นั่นคือเวลาที่สูญเสียไป ความเหน็ดเหนื่อย ความอดทน ความห่วงใย และการเสียสละที่แม่มอบให้ลูกตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะลืมตาดูโลก

เมื่อศาสดามุฮัมมัดถูกถามว่า ใครสมควรได้รับการดูแลมากที่สุด

มีหะดีษที่ปรากฏใน เศาะฮีหฺอัล-บุคอรีและเศาะฮีหฺมุสลิม (หนังสือรวบรวมหะดีษสำคัญของอิสลาม) ซึ่งสะท้อนสถานะของแม่ได้อย่างชัดเจน

ชายคนหนึ่งถามศาสดามุฮัมมัดว่า ใครสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีจากเขามากที่สุด

คำตอบคือ “มารดาของท่าน”

ชายคนนั้นถามอีกว่า แล้วใคร?

ท่านตอบว่า “มารดาของท่าน”

เขาถามเป็นครั้งที่สาม ท่านก็ตอบว่า “มารดาของท่าน”

ก่อนที่เมื่อถามอีกครั้ง ท่านจึงตอบว่า “บิดาของท่าน”

การกล่าวถึงแม่ถึงสามครั้งก่อนจะกล่าวถึงพ่อ ไม่ได้หมายความว่าอิสลามลดคุณค่าของผู้เป็นพ่อ แต่สะท้อนถึงภาระเฉพาะที่แม่ต้องแบกรับ ทั้งการตั้งครรภ์ การคลอด การให้นม การดูแลในยามค่ำคืน และการเลี้ยงดูที่ต้องอาศัยทั้งร่างกาย เวลา และหัวใจของผู้เป็นแม่

ดังนั้น เมื่ออิสลามสอนให้ลูกทำดีและให้เกียรติพ่อแม่ สิ่งนั้นจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการพูดจาสุภาพ แต่รวมถึงการดูแล เอาใจใส่ ให้เกียรติ อดทน และไม่ทำให้ท่านต้องเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น

“สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา” หมายความว่าอะไร

ถ้อยคำที่คนไทยคุ้นเคยว่า “สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา” สื่อถึงหลักคำสอนในอิสลามที่ยกการทำดีและดูแลแม่ให้เป็นหนึ่งในหนทางสู่สวรรค์ มีหะดีษที่กล่าวถึงชายคนหนึ่งซึ่งต้องการออกไปทำญิฮาด (ภารกิจต่อสู้เพื่อศาสนาในบริบทของยุคนั้น) และมาขอคำแนะนำจากศาสดามุฮัมมัด

ท่านถามชายคนนั้นว่าเขามีแม่หรือไม่ เมื่อเขาตอบว่ามี ท่านจึงกล่าวให้เขาอยู่ดูแลแม่ เพราะ “สวรรค์อยู่ใต้เท้าของนาง”

ความหมายสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การตีความคำว่า “ใต้เท้า” ในทางกายภาพ แต่คือการชี้ให้เห็นว่า การดูแลและทำความดีต่อแม่สามารถเป็นหนทางสู่สวรรค์ได้

สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ เพราะชายคนดังกล่าวกำลังคิดถึงการทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่คำตอบของศาสดากลับพาเขากลับมาหาหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้า นั่นคือการดูแลแม่

ในมุมนี้ การดูแลแม่จึงไม่ได้เป็น “งานธรรมดา” ที่มีคุณค่าน้อยกว่าการทำความดีประเภทอื่น แต่เป็นความดีที่มีคุณค่าอย่างสูงในศาสนา และเป็นเส้นทางหนึ่งสู่ความโปรดปรานของพระเจ้า

แม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้เลี้ยงดู แต่คือครูคนแรกของชีวิต

ความสำคัญของแม่ในอิสลามไม่ได้หยุดอยู่เพียงการให้กำเนิด แต่ยังครอบคลุมถึงบทบาทในการเลี้ยงดู อบรม และหล่อหลอมลูกตั้งแต่วัยแรกของชีวิต

เด็กเรียนรู้หลายสิ่งจากแม่ก่อนจะได้เรียนรู้จากตำรา ไม่ว่าจะเป็นความเมตตา ความอดทน ความเห็นอกเห็นใจ หรือวิธีรับมือกับความยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำสอนเพียงอย่างเดียว แต่ซึมซับผ่านการใช้ชีวิตและสิ่งที่เด็กเห็นจากแม่ในแต่ละวัน

ในแง่นี้ บ้านจึงเปรียบเสมือนห้องเรียนแรก และแม่คือหนึ่งในครูคนสำคัญที่สุดของชีวิต

ก่อนเด็กจะเข้าโรงเรียน อ่านหนังสือออก หรือรู้จักโลกกว้าง เขาเรียนรู้จากน้ำเสียงของแม่ จากวิธีที่แม่ปฏิบัติต่อคนรอบข้าง จากความอดทนในวันที่เหนื่อยล้า และจากความรักที่แม่มอบให้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นแม่ในอิสลามจึงมีความหมายกว้างไกลกว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก เพราะสิ่งที่แม่หล่อหลอมขึ้นในตัวลูกไม่ได้หยุดอยู่ที่คนหนึ่งคน แต่สามารถส่งต่อไปสู่ครอบครัว ชุมชน และคนรุ่นต่อไป

ฮาญัร แม่ผู้วิ่งตามหาน้ำเพื่อลูก

หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความเข้มแข็งของความเป็นแม่ในประวัติศาสตร์อิสลาม คือเรื่องของ ฮาญัร มารดาของศาสดาอิสมาอีล

ฮาญัรถูกพามาพร้อมกับลูกน้อยมายังดินแดนที่แห้งแล้งของมักกะฮ์ เธอต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แทบไม่มีสิ่งใดรับประกันความปลอดภัยของลูก แต่ยังคงไว้วางใจในพระเจ้า และออกวิ่งระหว่างเนินเขาศอฟาและมัรวะฮ์เพื่อค้นหาน้ำให้ลูก

เรื่องราวการวิ่งของฮาญัรได้รับการจดจำในพิธีฮัจญ์ผ่าน สะแอ หรือการเดินและวิ่งระหว่างเนินเขาศอฟาและมัรวะฮ์ และเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของน้ำซัมซัม

สิ่งที่เรื่องของฮาญัรบอกเราไม่ใช่เพียงเรื่องของปาฏิหาริย์ แต่ยังเป็นภาพของแม่คนหนึ่งที่ไม่ยอมจำนนต่อความสิ้นหวังเมื่อชีวิตของลูกอยู่ตรงหน้า

ความเป็นแม่ในเรื่องนี้จึงประกอบด้วยทั้งความรัก ความกล้าหาญ ความอดทน และการไว้วางใจในพระเจ้า ขณะเดียวกันก็ลงมือทำทุกอย่างที่ตัวเองสามารถทำได้

จากแม่หนึ่งคน สู่การสร้างคนทั้งรุ่น

หากมองให้กว้างขึ้น สถานะของแม่ในอิสลามไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อชีวิตของลูกคนหนึ่งเท่านั้น

แม่คือผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างคน และคนเหล่านั้นก็จะออกไปสร้างครอบครัว ชุมชน และสังคมต่อไป

มีตัวอย่างแม่ในประวัติศาสตร์อิสลามหลายคนที่มีส่วนสำคัญต่อการหล่อหลอมบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฮาญัร มารดาของอิสมาอีล หรือมารดาของนักวิชาการอย่างอิมามมาลิกและอิมามอัชชาฟิอี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาของคนหนึ่งคนอาจเริ่มต้นจากการอบรมและวิสัยทัศน์ของแม่ ก่อนที่จะไปถึงห้องเรียนของบรรดานักวิชาการ

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คำว่า “แม่คือโรงเรียนแห่งแรก” มีความหมายในบริบทอิสลามมากกว่าคำเปรียบเทียบทางอารมณ์

เพราะสิ่งที่แม่สอนลูกไม่ได้มีเพียงความรู้ แต่รวมถึงวิธีมองโลก วิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น ความอดทน ความเมตตา และความสัมพันธ์กับพระเจ้า

แล้วลูกจะตอบแทนแม่ได้อย่างไร

อัลกุรอานไม่ได้เพียงบอกให้ลูกระลึกถึงความเหนื่อยยากของพ่อแม่ แต่ยังสอนถึงวิธีปฏิบัติต่อท่านด้วย

ใน ซูเราะฮ์อัลอิสรออ์ (บทที่ 17) โองการที่ 23-24 มีคำสั่งให้มนุษย์ทำดีต่อพ่อแม่ ไม่กล่าวคำที่แสดงความรำคาญ ไม่ตวาดใส่ และให้พูดกับท่านด้วยถ้อยคำอันมีเกียรติ พร้อมสอนให้วิงวอนต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดเมตตาพวกเขา เช่นเดียวกับที่พวกเขาเลี้ยงดูข้าพระองค์เมื่อครั้งยังเยาว์”

นี่ทำให้เห็นว่า การตอบแทนแม่ในอิสลามไม่ได้วัดจากของขวัญราคาแพงในวันใดวันหนึ่ง

บางครั้งอาจเป็นเพียงการพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน การช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ การอยู่เป็นเพื่อนในวันที่ท่านเหงา การดูแลเมื่อท่านแก่ชรา หรือแม้แต่การอดทนกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ

สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กในสายตาของโลก แต่ในหลักคำสอนของอิสลามกลับมีคุณค่า เพราะหัวใจของการทำดีต่อแม่อยู่ที่ การตอบแทนความเมตตาด้วยความเมตตา

วันแม่จึงอาจเป็นมากกว่าการบอกรัก

วันแม่อาจเป็นวันที่ทำให้เราหยุดคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชีวิตเรามานาน จนบางครั้งเราลืมไปว่า สิ่งที่เธอทำให้เรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง

ก่อนที่เราจะเดินได้ มีคนหนึ่งคอยอุ้มเรา

ก่อนที่เราจะพูดได้ มีคนหนึ่งคอยพูดกับเรา

ก่อนที่เราจะรู้จักโลก มีคนหนึ่งคอยปกป้องเรา

และก่อนที่เราจะรู้จักคำว่า “ความรัก” เราอาจได้รับมันจากแม่โดยไม่ต้องร้องขอ

นั่นคือเหตุผลที่อิสลามไม่ได้เพียงบอกให้ลูก “รักแม่” แต่ยกระดับการดูแลแม่ให้เป็นความดีที่มีคุณค่าทางศาสนา และวางความกตัญญูต่อแม่ไว้ในระดับที่โดดเด่นอย่างยิ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำกล่าวว่า “สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา” ความลึกซึ้งของมันอาจไม่ได้อยู่ที่ภาพของสวรรค์ที่อยู่ตรงปลายเท้าแม่ แต่อยู่ที่การเตือนลูกว่า หนทางสู่สวรรค์บางครั้งอาจเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ “การดูแลผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยดูแลเรามาทั้งชีวิต”

ในวันที่โลกกำหนดให้มีวันหนึ่งเพื่อระลึกถึงแม่ อิสลามจึงชวนให้ระลึกถึงแม่มากกว่าหนึ่งวัน เพราะความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรา ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมของวันแม่ แต่เป็นความดีที่ควรอยู่ในชีวิตของลูกทุกวัน.

 

  • อ้างอิง

https://www.islamicity.org

https://www.ihcproject.com

https://www.quranreading.com

https://mwa.org.au