
อิสราเอลมีแรงงานต่างชาติทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายรวม 250,000 คน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังเร่งทดแทนแรงงานชาวปาเลสไตน์ที่ถูกระงับการเข้าประเทศตั้งแต่สงครามกาซา โดยแรงงานไทยยังเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเป็น 330,000 คน ตามข้อมูลของสำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองแห่งอิสราเอล ซึ่งรายงานโดย เยรูซาเล็มโพสต์ (24 ส.ค.)
รายงานระบุว่า ก่อนสงครามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีแรงงานปาเลสไตน์เดินทางเข้ามาทำงานในอิสราเอลราว 150,000 คน โดยในจำนวนนี้ 92,000 คน ทำงานอย่างถูกกฎหมาย และส่วนใหญ่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว อิสราเอลปิดด่านพรมแดนที่เชื่อมกับเขตเวสต์แบงก์และห้ามแรงงานปาเลสไตน์เข้าประเทศ ทำให้ปัจจุบันเหลือแรงงานปาเลสไตน์เพียง 20,000 คน ที่ยังทำงานอยู่ในอิสราเอล ส่วนใหญ่เป็นกิจการจำเป็นและชุมชนที่อยู่นอกเส้นสีเขียว
เพื่ออุดช่องว่างด้านแรงงาน รัฐบาลจึงเริ่มนำเข้าแรงงานต่างชาติครั้งใหญ่ ผ่านทั้งข้อตกลงทวิภาคีระหว่างรัฐ และการจัดหาผ่านบริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาต
แรงงานไทยมากที่สุด คิดเป็น 26.5%
ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่า แรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายนั้น แรงงานไทยมีสัดส่วน 26.5% ของแรงงานต่างชาติทั้งหมด มากที่สุดในอิสราเอล รองลงมาคือ อินเดีย 21.7% จีน 11.8% ศรีลังกา 11.2% ฟิลิปปินส์ 9.5% อุซเบกิสถาน 8.9% มอลโดวา 4.4% และเนปาล 1.7%
รัฐบาลอิสราเอลยังมีแผนนำเข้าแรงงานเพิ่มอีก 50,000 คน และกำหนดเพดานแรงงานต่างชาติไว้ที่ 3.3% ของประชากร หรือกว่า 330,000 คน ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มการพึ่งพาแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โยกิ โมโชนอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Ovedly ผู้ให้บริการแรงงานต่างชาติในอิสราเอล กล่าวว่า แรงงานเหล่านี้เดินทางมาเพื่อสร้างรายได้ส่งกลับครอบครัว โดยส่งเงินกลับบ้านเฉลี่ยราว 80% ของรายได้ และได้รับคำชื่นชมจากนายจ้างว่าเป็นแรงงานที่มีวินัย ขยัน และตรงต่อเวลา
วิกฤตใหม่ ที่พักแออัดตามไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างชาติได้สร้างแรงกดดันต่อปัญหาที่อยู่อาศัย เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้ต้องพำนักในอิสราเอลระยะยาวเฉลี่ย 5 ปี 3 เดือน ต่างจากแรงงานปาเลสไตน์ในอดีตที่ส่วนใหญ่เดินทางไป-กลับในแต่ละวัน
กฎหมายอิสราเอลกำหนดให้นายจ้างต้องจัดหาที่พักมาตรฐาน มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 4 ตารางเมตรต่อคน พร้อมเตียง ห้องน้ำ ระบบระบายอากาศ น้ำ ไฟฟ้า และอุปกรณ์ความปลอดภัย แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังคงพบการละเมิดมาตรฐานในแทบทุกภาคอุตสาหกรรม
มีรายงานว่าแรงงานบางแห่งต้องอาศัยรวมกัน 12–15 คน ในอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็ก ขณะที่บางกรณีถูกจัดให้อยู่ในห้องเย็นหรือพื้นที่ใกล้กองขยะ ซึ่งแตกต่างจากสภาพความเป็นอยู่ที่ได้รับการสัญญาไว้ก่อนเดินทางมาทำงาน
แม้ภาคเอกชนจะเริ่มเช่าอาคารเก่าและบ้านพักคนชรามาดัดแปลงเป็นที่พักแรงงาน แต่รัฐบาลอิสราเอลยังถูกวิจารณ์ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคอมเพล็กซ์ที่พักขนาดใหญ่ยังล่าช้า โดยหลายโครงการยังอยู่เพียงในขั้นวางแผน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย แต่ที่พักอาศัยยังขยายไม่ทัน อิสราเอลอาจเผชิญวิกฤตที่อยู่อาศัยรุนแรงยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า







