คาลาฟ อะหมัด อัลฮับตูร์ มหาเศรษฐีและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ วิจารณ์การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน พร้อมตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ให้อำนาจในการลากภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งครั้งนี้
อัลฮับตูร์ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัทอัลฮับตูร์ กรุ๊ป เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ในวันพฤหัส (5 มี.ค. 69) โดยระบุว่า
“ใครให้สิทธิ์คุณลากภูมิภาคของเราเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน และคุณใช้เหตุผลอะไรในการตัดสินใจอันอันตรายนี้”
เขายังตั้งคำถามต่อไปว่า สหรัฐได้ประเมินผลกระทบจากสงครามก่อนเปิดฉากโจมตีหรือไม่
“คุณคำนวณความเสียหายข้างเคียงก่อนเหนี่ยวไกหรือไม่ และคุณคิดหรือไม่ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการยกระดับความตึงเครียดครั้งนี้เป็นกลุ่มแรกก็คือประเทศต่างๆ ในภูมิภาคของเราเอง”
สื่อมิดเดิลอีสต์อายตั้งข้อสังเกตว่า จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวถือเป็นการแสดงความเห็นต่างในที่สาธารณะซึ่งพบไม่บ่อยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนื่องจากประเด็นทางการเมืองมักถูกสื่อสารผ่านช่องทางส่วนตัวมากกว่า
ท่าทีของอัลฮับตูร์ยังสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอ่าวอาหรับว่า ประเทศในภูมิภาคกำลังต้องรับผลกระทบโดยตรงจากสงครามของสหรัฐ
มหาเศรษฐีรายนี้ยังตั้งคำถามว่า การตัดสินใจของทรัมป์เป็นการตัดสินใจเพียงลำพังหรือเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองจากอิสราเอล
“ประชาชนในภูมิภาคนี้มีสิทธิ์ถามเช่นกัน นี่เป็นการตัดสินใจของคุณเพียงคนเดียว หรือเป็นผลจากแรงกดดันของเบนจามิน เนทันยาฮูและรัฐบาลของเขา”
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจของวอชิงตันได้ทำให้ประเทศสมาชิกสภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับและประเทศอาหรับตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความมั่นคง ทั้งที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเลือกสงครามครั้งนี้
“คุณได้วางประเทศสมาชิกสภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับและประเทศอาหรับไว้กลางอันตรายที่พวกเขาไม่ได้เลือก”
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าประเทศในภูมิภาคยังคงมีศักยภาพในการป้องกันตนเอง
“ขอบคุณพระเจ้า เรามีความเข้มแข็งและสามารถป้องกันตนเองได้ เรามีกองทัพและระบบป้องกันที่ปกป้องมาตุภูมิของเรา แต่คำถามยังคงอยู่ ใครให้สิทธิ์คุณเปลี่ยนภูมิภาคของเราให้กลายเป็นสนามรบ”
อัลฮับตูร์ยังกล่าวถึงโครงการริเริ่มด้านสันติภาพที่ทรัมป์เคยประกาศก่อนหน้านี้ โดยตั้งคำถามถึงทิศทางนโยบายของสหรัฐ
“ก่อนที่หมึกในโครงการ ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ ที่คุณประกาศในนามของสันติภาพและเสถียรภาพจะแห้ง เรากลับต้องเผชิญกับการยกระดับทางทหารที่คุกคามทั้งภูมิภาค แล้วโครงการเหล่านั้นหายไปไหน และคำมั่นสัญญาในนามของสันติภาพจะเป็นอย่างไรต่อไป”








